*** ทักทายคร้า ไปสนุกกันต่อเลยจ้า ***

เดฟเดวิทยิ้มบางๆ มือหนาจับปลายคางแหลมหันกลับมาหา แล้วจูบริมฝีปากหวานอย่างที่อยากจูบ ซุกไซ้ดูดกลืนกลีบปากนุ่มหวาน จนเธอซาบซ่านสั่นระรัวไปกับสัมผัสนุ่มละมุนของริมฝีปากอุ่นร้อน

จูบอ่อนหวานนุ่มละมุนละไมทำให้เธอเคลิบเคลิ้ม จนไม่รู้ว่าถูกเขาอุ้มไปวางบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ มารู้ตัวอีกทีร่างสูงก็นั่งลงไปอิงแอบแนบชิดบนโซฟากลางห้อง และกอดรัดร่างนุ่มแนบแน่นจนขยับตัวไปไหนไม่ได้ ปากอุ่นร้อนยังบดเคล้าคลอเคลียกลีบปากนุ่ม ไม่ยอมเคลื่อนห่างจากเป้าหมาย

เดฟเดวิทแอบยิ้มอยู่ในใจเมื่อคำนวณเวลาจูบยาวนานกว่าทุกครั้ง แสดงว่าเธอเริ่มคุ้นเคยกับจูบเขาแล้ว คาสโนว่าตัวพ่อจึงเริ่มบทเรียนบทใหม่ เพื่อให้เธอคุ้นเคยกับสัมผัสระหว่างชายหญิงมากขึ้นกว่าเดิม

จูบดูดดื่มเริ่มเร่าร้อนเมื่อแรงบดเคล้าหนักหน่วง หญิงสาวเผลอครางออกมาอย่างวาบหวิวหวั่นไหว ลิ้นสากได้โอกาสเคลื่อนไหวเลื่อนไหลเข้าไปในโพรงปากชื้นอย่างชำนาญการรุกล้ำ ร่างงามชาวาบรู้สึกหวิวๆ หวั่นๆ ร่างกายร้อนรุ่มเหมือนมีกองไฟกระจายอยู่ทั่วร่าง

“อื้อ...” หญิงสาวครางประท้วงเมื่อร่างกายขาดอากาศหายใจ ปลายลิ้นสากส่ายสะบัดสำรวจลิ้มชิมรสความหวานซ่านทรวงในโพรงปากนุ่ม ริมฝีปากร้อนก็ดูดเม้มกลีบปากนุ่มทั้งบนล่างอย่างพลิ้วไหว ดุจดั่งยอดไม้ต้องลมด้วยลีลาคาสโนว่าตัวพ่อ ร่างงามอ่อนระทวยกับสัมผัสซ่านสยิว ความร้อนรุ่มจู่โจมราวโรมรันไปทั่วร่างในขณะที่วงแขนแกร่งกอดกระชับ ลูบไล้แผ่นหลังบางอย่างเล้าโลมอยู่ในที

คิมพยายามตั้งสติเพื่อให้หลุดจากความวาบหวามที่เขาเป็นคนก่อ ใบหน้าแดงระเรื่อเบี่ยงหลบริมฝีปากร้อน เดฟเดวิทก็ผ่อนแรงอย่างตามใจ แต่เป้าหมายต่อไปคือลำคอระหงถูกเขาซุกไซ้ไปมา

“คุณเดฟ...” เสียงเรียกขานที่ตัวเองคิดว่าดังที่สุดในชีวิต แต่ความจริงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ใบหน้าคมหยุดการเคลื่อนไหว ผละออกมามองสบตาเธอด้วยนัยน์ตาหวานเชื่อม ก่อนจะยกนาฬิกามองเวลาบนข้อมือ

“ทำลายสถิติคราวที่แล้วไปสิบนาทียาหยี...” เขาบอกยิ้มๆ คิมมองหน้าคมเข้มอย่างไม่เข้าใจ แต่คำตอบของเขาทำเอาเธอร้อนไปทั้งหน้า “ผมหมายถึงจูบของเรา...” เขายิ้มใส่ตากลมใสราวดวงตาของนางสมันสาว ผิวพวงแก้มแดงก่ำยิ่งกว่าผลตำลึงสุก

“ตาบ้า...” เธอทุบกำปั้นลงบนอกอย่างขัดเขิน เดฟเดวิทหัวเราะเบาๆ แล้วจูบหน้าผากเนียนละเลื่อนไปตามพวงแก้มปลั่งอย่างหยุดยั้งและรั้งอารมณ์ของตัวเองไว้ไม่ได้ ร่างบางบดเบียดกายแกร่งเพราะวงแขนโอบรัดแนบแน่น พลังไอร้อนที่แผ่กระจายออกจากร่างสูงทำให้เธอร้อนวูบไหวไปทั้งตัว

“พิสูจน์หลักฐานทางหัวใจเสร็จแล้ว เราก็ไปพิสูจน์ทางอาชญากรรมกันเลยยาหยี...” เขาบอกพลางคลายอ้อมแขนออก แล้วเดินไปหยิบกระดาษที่วางบนโต๊ะเมื่อสักครู่ไปอ่านอีกครั้ง “หลักฐานอยู่ที่ไหน…”

“ปลอกกระสุนอยู่ที่หน่วยพิสูจน์ฯ พรุ่งนี้ฉันจะพาคุณไปที่นั่น แต่คุณแน่ใจนะว่ามีหลักฐานหักล้างกับรายงานของกองพิสูจน์หลักฐาน…”

“แน่นอน เพราะเปอร์เซ็นต์ยูเรเนียมของจีเอ็มโอที่นำมาทำหัวกระสุนไม่เหมือนใคร ของเราเป็นยูเรเนียม เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ แต่กระสุนที่คนร้ายใช้แค่หกสิบเจ็ด ซึ่งตรงกับในรายงานของกองพิสูจน์หลักฐาน...” คิมขยับตัวอย่างตกใจ...แล้วกระสุนมาจากไหนกัน

“คุณรู้ได้ยังไง...”

“ไม่รู้ได้ยังไงคุณ ผมทำมาหากินในวงการค้าอาวุธนะครับ ไม่ได้เข็นรถขายโรตีหรือทำปืนฉีดน้ำ ถ้าไม่รู้เขารู้เราแล้วจะเจาะตลาดได้ยังไง...”

“แล้วกระสุนมาจากไหน...” ดอกเตอร์สาวพึมพำในลำคอเบาๆ อย่างสงสัย เดฟเดวิทผ่อนลมหายใจออกมาอย่างหนักใจไม่น้อย

“ขอผมดูหลักฐานก่อนแล้วจะบอก...” เขาบอกอย่างเล่นตัว

สายตาคมโตตวัดค้อนบาดหัวใจเขาเล่น มือบางแย่งเอกสารจากมือใหญ่ไปถือไว้ แต่เดฟเดวิทอาศัยจังหวะที่ไหวกว่ายกขึ้นสูง หญิงสาวยกตัวตามเลยขึ้นไปอยู่บนร่างเขาอย่างไม่ตั้งใจ

“งั้นไปตอนนี้เลยฉันอยากรู้…”

แต่ถ้าจะให้ทำงานล่วงเวลาต้องจ่ายค่าโอทีเป็นจูบหวานๆ ซ่านทรวงเหมือนเมื่อกี้ ผมก็โอเคนะ...” เขายิ้มยั่ว คิมหน้างอง้ำเพื่อกลบเกลื่อนอาการขัดเขินของตัวเอง

เธอพึมพำกับตัวเองก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เพราะไม่อย่างนั้นเรื่องก็จะวนเวียนให้เธอตกหลุมพรางเป็นจูบหวานๆ

“มันเยี่ยมมาก เยี่ยมจนผมต้องให้เก็บปืนต้นแบบกับกระสุนไว้ในห้องนิรภัย เพราะกลัวคนอื่นขโมยไปใช้...”

“มีใครรู้รหัสเปิดตู้บ้างคะ...” เธอถามสั้นๆ

“ผม แอชลีย์ วินสตัน ไซม่อนแล้วก็นีโอ...”

“สองคนหลังไว้ใจได้แค่ไหน...” เธอถามพลางลุกขึ้นไปรินชาอุ่นๆ ให้เขา เดฟเดวิทยื่นมือรับแก้วชาขึ้นไปจิบแล้วหันไปมองหญิงสาว

“เขาทำงานกับเรามาหลายปี น่าจะไม่มีปัญหา...” เดฟเดวิทตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้

เพราะปืนนั่นหลุดออกไปเมื่อไหร่ ไม่รู้คนดีๆ จะเป็นยังไง...”

เดฟเดวิทนั่งฟังเธอเงียบๆ แต่ในหัวเริ่มคิดหาทางป้องกันไว้น่าจะดีกว่า

“โอเค งานนี้ผมยอมแพ้ พรุ่งนี้จะให้แอชลีย์ติดกล้องวงจรปิดไว้อีกตัว...”

ไม่ใช่เพราะเธอไม่ไว้ใจ แต่ที่คุยกันมาทั้งหมดก็เพื่อเตือนสติเขาเท่านั้น ถ้าของถูกขโมยออกไป สิ่งที่ทำได้ก็คือช่วยกันสวดขอพรพระผู้เป็นเจ้าให้คนดีปลอดภัย เพราะอาวุธปืนรุ่นนี้แม่นยำราวจับวาง

ก็ยังคงเต็มไปด้วยความกังวล บ้านเมืองที่เคยสงบร่มเย็นยามนี้กำลังร้อนเพราะไฟสงครามกลางเมือง ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความอดอยากหิวโหย ทำให้การปะทะกันระหว่างชาวเมืองและทหารของชีคอาหมัดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

มือบางยกขึ้นกอดตัวเองเมื่อความเย็นทำเธอหนาวเหน็บไปทั้งใจ ขณะที่ฟรีดานั่งปล่อยอารมณ์ไปกับสายลมหนาวอยู่นั้น

“คุณไม่ควรออกมาอยู่ที่นี่เพียงลำพัง...”

ฟรีดาสะดุ้งเมื่อเสียงทุ้มดังอยู่ใกล้ๆ ดวงตาคมสวยมองเงามืดที่ทอดกายอยู่เบื้องหน้าก่อนจะขยับห่างและลุกขึ้นยืน

“คุณทำไมไม่บอกฉันล่ะคะว่าห้ามแขกออกจากห้องยามวิกาล...”

นายพลกาเบรียนยิ้มน้อยๆ กับคำประชดประชันของหญิงสาว

พรุ่งนี้ก็กลับบ้านไม่ได้นะ...” เขาบอกเสียงเรียบ ทำให้ร่างบอบบางขยับตัวเตรียมจะเดินผ่านหน้าไปแต่มือหนาก็คว้ามือเอาไว้ หญิงสาวบิดข้อมือออก กาเบรียนก็เพิ่มแรงกดจนเธอรู้สึกเจ็บจึงยอมให้เขาจับมือไว้อย่างนั้น

“องค์รัชทายาทกาเบรียนสั่งให้กลับเข้าไปข้างใน หม่อมฉันก็ต้องเข้าไปสิเพคะ..”

กาเบรียนกระตุกยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นดวงหน้าสวยสะบัดหนี...เอากับแม่คุณสิ นี่แหละฟรีดาตัวจริงเสียงจริงล่ะ

“ที่สนามบินไม่เห็นเรียกพี่แบบนี้เลย หรือเพิ่งคิดได้ว่าเราคือคนคุ้นเคยกัน...” เสียงทุ้มนุ่มนวลกว่าเมื่อครู่เอ่ยถาม ทำให้ดวงหน้างามหันกลับมาหาแล้วแกะมือหนาออก

“เมื่อก่อนเราคุ้นเคยแต่เดี๋ยวนี้หาควรไม่ เพราะพระองค์ไม่ควรลดองค์มาทำความคุ้นเคยกับหญิงสามัญอย่างหม่อมฉัน...” ฟรีดาพูดยังไม่ทันจบ วงแขนแข็งแกร่งก็เกี่ยวตวัดร่างงามเข้าไปในวงแขน

“ถ้าประชดไม่เลิก เราคงต้องเปิดอกคุยกันแล้วฟรีดา...” ใบหน้าคมโน้มไปชิดจนลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างแก้ม ความผูกพันในวัยเยาว์หวนกลับมาในห้วงคำนึงของเธอและเขา

“ไม่ใช่ประชดเพคะ แต่เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับต่างหาก...”

“สิ่งเดียวที่พี่ยอมรับคือเธอต้องแต่งงานกับพี่เท่านั้น...” เขาบอกเสียงเข้ม ใบหน้าเริ่มตึงขึ้นเมื่อเธอลืมคำมั่นสัญญาก่อนที่จะจากกันครั้งสุดท้าย แต่มันยังดังก้องในหัวใจเขาตลอดเวลาที่ห่างกัน

นั่นคือคำพูดสุดท้ายที่เขายังจำใส่หัวใจว่ามีใครคนหนึ่งรอเขาอยู่ พอเขาเรียนจบกลับมาคนที่ผิดสัญญาคือเธอต่างหาก หลังเรียนจบแพทย์ หญิงสาวขอบิดาไปเป็นแพทย์อาสาในหน่วยงานของสหประชาชาติที่ปากีสถาน

ช้าเร็วก็ลืมเลือนและเลิกรา สู้ต่างคนต่างเดินบนถนนของตัวเองจะดีกว่าเพคะ หม่อมฉันเองก็มีหน้าที่ต้องทำเพื่อบ้านเกิด

“เราหยุดยั้งสงครามไม่ได้ นอกเสียจากว่าต่างฝ่ายต่างถอยออกมาคนละก้าว และรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างของอีกฝ่ายเท่านั้น...”

“ชีคอาหมัดไม่มีทางทำแบบนั้น เขาต้องการเป็นใหญ่เหนือทุกคนแม้กระทั่งคาร์ซาเลม...”

Bình Luận ()

0/255