จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์ นิยาย บท 105

บทที่ 104 ได้เจออีหลิงโดยบังเอิญ

หลังการเกิดใหม่ หลินหยุนได้ยินเรื่องเล่าลือของเครื่องรางไม่ต่ำกว่าหนึ่งครั้ง

แต่ถึงอย่างนั้น กลับไม่เคยได้เห็นมันแม้แต่ครั้งเดียว

ครั้งที่แล้วถูกเฉียนหัวชิงเชิญให้ไปช่วยประเมินอายุวัตถุโบราณของเจี่ยงสง เดิมคิดว่าอาจจะมีเครื่องราง แต่สุดท้ายก็เป็นแค่มุกควบคุมศพเม็ดหนึ่งเท่านั้น

ไม่รู้ว่าเครื่องรางที่หยุนเยว่พูดในครั้งนี้ จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จ หลินหยุนก็ต้องลองไปดูสักหน่อย

"ส่งที่อยู่มาให้ฉันแล้วกัน!" หลินหยุนกล่าว

"รับทราบ!" น้ำเสียงของหยุนเยว่ที่ดังผ่านทางโทรศัพท์มานั้น ฟังดูตื่นเต้นยินดีมีความสุขไม่น้อยเลยทีเดียว

หลินหยุนกลับไปที่ตึกว่างเยว่ การไปตระกูลฉินครั้งนี้ก็ไม่เชิงว่าขาดทุนอะไร อย่างน้อยหลินหยุนก็ได้เจอหยกคุณภาพไม่เลวนักจำนวนหนึ่ง

หยกเหล่านี้มีพลังแห่งสวรรค์และพื้นพิภพ หลอมรวมกลมกลืนอุดมสมบูรณ์ สามารถนำมาใช้ในการสร้างค่ายกลแห่งเวทย์ ทั้งสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างได้โดยตรงอีกด้วย

แต่หลินหยุนมีหยกเหล่านี้ในครอบครองน้อยเกินไป จึงไม่อาจใช้วิธีสุรุ่ยสุร่าย อย่างการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายโดยตรงได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการใช้หยกเหล่านี้ ก็คือการนำไปสร้างค่ายกลหรือสร้างเป็นเครื่องราง

หลินหยุนจึงใช้หยกเหล่านี้ สร้างค่ายกลรวมพลังขนาดเล็กไว้รอบ ๆ ที่พัก

หลังสร้างค่ายกลเสร็จ พลังชี่ทิพย์จากสวรรค์และพิภพ ก็หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็ว บริเวณรอบที่พักภายในระยะหนึ่งร้อยเมตร ล้วนอบอวลไปด้วยพลังชี่ทิพย์จากสวรรค์และพิภพกรุ่นกระจายเข้มข้นกว่าที่อื่นมาก

ด้วยวิธีนี้ เมื่อหลินหยุนจะบำเพ็ญวิชาในภายหน้า มันจะส่งผลลัพธ์เป็นสองเท่า โดยใช้ความพยายามเพียงแค่ครึ่งเดียว

น่าเสียดายที่ค่ายกลรวมพลังขนาดเล็กนี้ เป็นพลังที่ใช้แล้วหมดไปในครั้งเดียว เมื่อพลังที่อยู่ในหยกหมดลงแล้ว ค่ายกลนั้นก็จะหมดอิทธิฤทธิ์ตามไปด้วย

หากเขาสามารถหาหินห้าธาตุ รวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ เจอ เขาก็จะสามารถวางค่ายกลรวมพลังห้าธาตุพรสวรรค์ได้

ค่ายกลพรสวรรค์ประเภทนี้ จะสามารถดูดซับพลังทิพย์จากฟ้าดินได้โดยอัตโนมัติ รักษาการหมุนเวียนของพลังงานที่ใช้ก่อให้เกิดการทำงานของค่ายกล จึงไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่า หากพลังงานของหยกหมดลง การทำงานของค่ายกลจะล้มเหลวเสื่อมสภาพไป

แต่พลังชี่ทิพย์ของโลกนั้นแห้งแล้งอย่างมาก อีกทั้งหินห้าธาตุที่ใช้ในโลกเซียนก็หายากมากเช่นกัน ดังนั้นนี่จึงเป็นสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า ร่ำร้องครวญหาอยากได้มากเท่าไหร่ ก็ไม่อาจหามาครอบครองได้ดั่งใจหวังนั่นเอง

แม้ว่าหลินหยุนจะสูญเสียพลังที่เฝ้าบำเพ็ญเพียรทั้งหมดไป แต่ในใจเขาก็ยังไม่ยอมล้มเลิก เขารีบปล่อยวางความคิดที่ว้าวุ่นทิ้งไป แล้วทุ่มเทอุทิศตนให้กับการฝึกฝนบำเพ็ญเพียรอย่างรวดเร็ว

เช้าวันรุ่งขึ้น หลินหยุนปฏิเสธคนที่หยุนเยว่แสดงน้ำใจไมตรี ด้วยการส่งให้มารับเขาถึงที่ แล้วเรียกรถไปเอง โดยยึดตามโลเคชั่นที่หยุนเยว่ส่งมาให้

โรงแรมว่างเป่า หนึ่งในโรงแรมที่ยิ่งใหญ่หรูหราที่สุดในหลินโจว

ได้ยินมาว่าการประมูลการกุศลครั้งนี้ จัดขึ้นโดยคนใหญ่คนโตผู้หนึ่งในมณฑลหลิงหนาน ทั้งยังมีการเชิญดาราดังให้มาร่วมงานด้วย

เนื่องจากเป็นงานที่จัดขึ้นโดยคนใหญ่คนโต เงื่อนไขข้อบังคับของการประมูลเพื่อการกุศลครั้งนี้จึงค่อนข้างสูงตามไปด้วยเป็นธรรมดา หรือพูดอีกอย่างก็คือ คนที่อยากเข้าร่วมจะต้องมีเงินมากพอ

ณชั้นสามของโรงแรมว่างเป่า สถานที่จัดงานประมูล

ชายหนุ่มหญิงสาวที่รูปร่างหน้าตาโดดเด่นสามสี่คน พากันเดินเข้ามา

หวางเสี่ยวซีอุทานเสียงดังอย่างตื่นตะลึง "กฎการเข้าร่วมงานนี้สูงน่าดูเลยนะ แม้แต่แก้วไวน์ก็ยังทำจากเงินแท้เลยด้วย! นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นงานประมูลระดับสูงขนาดนี้เลยนะเนี่ย!"

แม้ว่าครอบครัวของหวางเสี่ยวซี จะไม่นับว่าเป็นคนรวย แต่ภูมิหลังครอบครัวของจ้าวกางในหลินโจวก็นับว่าไม่เลว ปกติก็มีโอกาสพาหวางเสี่ยวซีไปเข้าร่วมการประมูล รวมถึงงานเลี้ยงต่างๆอยู่ไม่น้อย

สามารถจินตนาการได้ว่า การประมูลที่สามารถสร้างความประหลาดใจให้กับหวังเสี่ยวซี ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ได้มากขนาดนี้ จะเป็นงานที่หรูหรามีระดับขนาดไหน

"อย่าพูดแค่ว่าเธอเลย กระทั่งฉันก็ยังเพิ่งได้เข้าร่วมเป็นครั้งแรกเหมือนกันนั่นแหละ คิดว่าคนที่มาร่วมงานที่นี่วันนี้ จะต้องเป็นพวกคนใหญ่คนโต กับพวกไฮโซอันดับต้น ๆ ของหลินโจวแน่ๆ!" จ้าวกางก็แสดงอาการตื่นตะลึงออกมาไม่แพ้กัน

แม้ว่าสีหน้าของเซี่ยหยู่เวยจะไม่เปลี่ยน แต่เธอกลับตกตะลึงยิ่งกว่าใครทั้งหมด แต่ไหนแต่ไรมา เธอไม่เคยเห็นงานเลี้ยงที่หรูหราใหญ่โตขนาดนี้มาก่อน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารทั้งหมดเป็นเงินแท้ มีกลิ่นอายของความเป็นผู้ดีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ราวกับว่าเธอมาร่วมงานเลี้ยงรับรองส่วนตัวของพวกราชวงศ์ในสมัยโบราณก็ไม่ปาน

หลี่เหยนพูดขึ้นว่า "ถ้านายรู้ว่าใครเป็นผู้จัดงานประมูลครั้งนี้ล่ะก็ นายจะไม่แปลกใจหรอก!"

"โอ๋! เป็นใครงั้นเหรอ" จ้าวกางเอ่ยถามอย่างสงสัย

เว่ยเทียนหมิงเองก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่หลี่เหยน เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็สงสัย ว่าผู้อยู่เบื้องหลังงานประมูลที่มีมาตรฐานสูงขนาดนี้คือใครกันแน่?

"เป็นควีนจิน!" หลังจากพูดสามคำนี้ออกไป สีหน้าของหลี่เหยนก็เผยแววเคารพเทิดทูนออกมาวูบหนึ่ง เป็นท่าทางที่เหมือนกับคนธรรมดาสามัญชน ยามที่เอ่ยถึงพระนามของฮ่องเต้ก็ไม่ปาน

"ควีนจิน!" จ้าวกางร้องอุทานขึ้นมาเสียงหนึ่ง จากนั้นก็รีบปิดปากตัวเอง หันมองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวัง เมื่อพบว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเขา จึงค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: จักรพรรดิเชียนตกสวรรค์