ตอนที่ 439
บทที่ 439 ผมไม่อาจบังคับคุณได้
October 22, 2026
บทที่ 439 ผมไม่อาจบังคับคุณได้
เมื่อบุริศร์เห็นกานต์กวักมือเรียกเขาก็ลังเลเล็กน้อย ทว่าก็ยังเดินเข้าไปหาอยู่ดี
“มีอะไรงั้นเหรอ”
“คุณนี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ”
เด็กชายเหยียดหยามผู้เป็นพ่อโดยไม่ปิดบังเลยแม้แต่น้อย บุริศร์โมโหจนแทบจะจับเจ้าเด็กนี่มาตีสักยก
“ในเมื่อพ่อมันไม่ได้เรื่อง งั้นลูกก็บอกมาสิว่าทำยังไงถึงหม่ามี้จะสนใจพ่อ”
บุริศร์ไม่มีวิธีแล้วจริงๆ
เขายอมให้นรมนโวยวายสร้างปัญหาหรือทะเลาะกับเขาดีกว่านิ่งเงียบไปแบบนี้ ราวกับระเบิดความเย็นชาออกมาอย่างไรอย่างนั้น
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนทำเรื่องทั้งหมดหนี้ เป็นธรรมดาที่จะไม่กล้าบ่นว่าเธอ
กมลกินไปพลางก็ฟังสองพ่อลูกกระซิบกระซาบกันไปพลาง จากนั้นก็รีบถามขึ้นมาว่า “ทำไมหม่ามี้ถึงไม่สนใจแด๊ดดี้ล่ะคะ พวกแด๊ดดี้ทะเลาะกันอย่างนั้นเหรอคะ”
“กินขนมปังสับปะรดต่อไปเถอะ”
กานต์ผลักกมลออกไปอีกครั้ง
กมลบ่นพึมพำอย่างโมโห ทว่าก็ไม่ได้พูดอะไรแทรกขึ้นมาอีก
กานต์พูดกับบุริศร์ว่า “ผมจะเป็นแบบนี้สักพัก คุณก็ให้ความร่วมมือกับผมแล้วกัน!”
ทั้งสองคนกระซิบกระซาบกันเบามาก กมลเงี่ยหูฟังได้แค่ไม่กี่คำก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ตอนที่นรมนออกมาบุริศร์ก็กลับไปที่ห้องรับแขกแล้ว
เขานั่งมองนรมนเดินออกมาจากห้องน้ำแล้วเดินขึ้นไปข้างบนโดยไม่สนใจเขาสักนิดอยู่บนโซฟา
“นรมน พวกเรามาคุยกันหน่อยเถอะ”
นรมนชะงักไป ทว่าก็ไม่ได้หันกลับมา เพียงพูดด้วยเสียงเรียบๆ ว่า “ฉันเหนื่อยนิดหน่อยนะคะ ไว้ค่อยคุยกันวันหลังแล้วกัน”
พูดพลางเธอก็เดินขึ้นข้างบนไป
“หม่ามี้ผมปวดท้อง”
สีหน้าของกานต์ย่ำแย่เป็นอย่างมาก น้ำเสียงเหมือนจะร้องไห้
นรมนสามารถไม่สนใจบุริศร์ได้ แต่เธอไม่สามารถที่จะไม่สนใจลูกชายตัวเองได้อย่างแน่นอน พอเห็นเขาเป็นแบบนี้ จึงตื่นตระหนกขึ้นมาไม่น้อย
“เป็นอะไรไป คงไม่ใช่ว่าเพราะเมื่อกี้กินขนมปังสับปะรดเยอะไปหรอกนะ ไปโรงพยาบาลดีไหมจ๊ะ”
กานต์เคยป่วยน้อยครั้งมาก พอเห็นเขาเป็นแบบนี้นรมนจึงไม่สงสัยเลยแม้แต่น้อย
บุริศร์รีบเข้าไปอุ้มเด็กชายขึ้นมา ระหว่างวิ่งออกไปก็พูดว่า “ผมจะอุ้มลูกเอง คุณรีบไปบอกให้นาวินเตรียมรถมาเถอะ”
“ค่ะ!”
ตอนนี้นรมนไม่สนใจจะอะไรกับบุริศร์อีก เธอรีบหันหลังวิ่งออกไปข้างนอกทันที
ในตอนนั้นเอง อยู่ๆ กมลก็ปรากฏตัวออกมาจากห้องแล้วพูดกับนรมนว่า “หม่ามี้ พวกเขากำลังหลอกหม่ามี้อยู่นะคะ! พี่ชายไม่ได้ปวดท้องจริงๆสักหน่อย! เมื่อกี้หนูได้ยินพวกเขาพูดกันว่าจะโกหกหม่ามี้!”
นรมนวิ่งไปถึงหน้าประตูของห้องรับแขกแล้ว แต่เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของกมลก็ชะงักเท้าทันที จากนั้นก็หมุนตัวกลับมา
กานต์แทบอยากจะไปตีกมลให้ตาย
เด็กชายหันไปโบกกำปั้นใส่ผู้เป็นน้องสาว ทว่ากมลกลับแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เขา
“ใครให้พี่แย่งขนมปังสับปะรดของหนูล่ะ แล้วยังจะไม่ให้หนูฟังอีก”
หมัดที่ยังไม่ทันจะได้เก็บกลับไปของกานต์ถูกนรมนเห็นเข้าพอดี
ตอนนี้เขาดูเหมือนคนที่กำลังปวดท้องอยู่เสียที่ไหน
นรมนมบุริศร์แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “คุณสอนเขาอย่างนั้นเหรอ”
“ไม่ใช่ คือผม...”
“คุณนี่มันสุดยอดไปเลยจริง! นอกจากใช้ลูกเป็นเครื่องมือแล้วยังจะทำอะไรได้บ้างอีก”
นรมนไม่ทันรอให้บุริศร์พูดจบ ก็ชักสีหน้าเย็นชาทันที จากนั้นก็เดินเข้าไปอยู่ข้างกายพวกเขาอย่างรวดเร็ว
“หม่ามี้ นี่เป็นความคิดของผมเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับคุณบุริศร์ หม่ามี้อย่าโทษเขาเลยนะ”
เมื่อกานต์เห็นนรมนโมโหแล้วจริงๆ เลยดึงแขนของเธอไว้
นรมนมองไปยังลูกชายแล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “กานต์ มีความคืบหน้าเหมือนกันนี่ ตอนนี้แม้กระทั่งกับหม่ามี้ก็โกหกเป็นแล้วสินะ”
“ไม่ใช่นะครับ ผมก็แค่ไม่อยากเห็นหม่ามี้กับคุณบุริศร์ทะเลาะกัน จริงๆ นะ”
น้อยครั้งนะที่เด็กชายจะเห็นนรมนเป็นแบบนี้
ช่างดูจริงจังเอามากๆ!
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะเคยทำอะไรผิดไปบ้าง แต่หม่ามี้ก็ไม่เคยจริงจังขนาดนี้มาก่อน
กานต์จึงอดไม่ได้ที่จะกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว
บุริศร์เห็นแบบนี้ก็แสดงต่อไปไม่ไหวแล้วเช่นกัน เขาจึงรีบพูดออกมาว่า “ลูกก็แค่หวังดีกับเรา ผมรู้สึกว่าพวกเราควรจะพูดกันให้รู้เรื่อง จริงๆ นะ คุณฟังผมอธิบายก่อน”
“แล้วถ้าฉันไม่ฟังล่ะคะ คุณก็จะเอาเด็กๆ มาบังคับฉันต่อใช่ไหม”
นรมนสบเข้าไปในตาของบุริศร์
ดวงตาของเธอไม่หลงเหลือความอบอุ่นใดๆ เลยแม้แต่น้อย เย็นชาจนทำให้บุริศร์ยากจะคุ้นชินเป็นอย่างมาก
นรมนที่รักเดียวใจเดียวและเต็มไปด้วยความจริงใจของเขาคล้ายจะหายไปในทันที นรมนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้ช่างเหมือนคนแปลกหน้า ช่างดูห่างไกลเสียเหลือเกิน
เห็นชัดๆ ว่าพวกเขาสองคนอยู่ห่างกันเพียงแค่เอื้อม ทว่ากลับรู้สึกเหมือนไกลสุดขอบฟ้า
ทันใดนั้นบุริศร์ก็รู้สึกว่าตนไม่อาจยอมรับความไกลห่างนั้นได้