ตอนที่ 309
บทที่ 309
September 17, 2026
รัตติกาลเยื้องกรายมาถึง
เฟิ่งจิ่วเหยียนผลัดอาภรณ์เป็นชุดดำพรางตัวแล้ว หลบหนีออกจากตำหนักไปได้อย่างราบรื่น
ตำหนักเย็นไม่เหมือนตำหนักหย่งเหอ องครักษ์น้อย และหละหลวมยิ่งนัก ไม่มีใครเลยจะสังเกตเห็นว่าฮองเฮาได้ออกไปจากตำหนักแล้ว
ด้านนอกตำหนัก
อู๋ไป๋เมื่อเห็นธนูส่งสารของแม่ทัพน้อยแล้ว ก็รีบเข้าไปยังศาลเจ้าร้างทันที
“แม่ทัพน้อย!” เขาประสานมือคารวะ
เฟิ่งจิ่วเหยียนปกปิดใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นเพียงดวงตาดุดันคู่หนึ่งเท่านั้น
“สืบมาได้ความว่าอย่างไรบ้าง”
“ข้าน้อยติดตามเฉียวม่อตลอด จนถึงเมื่อสองวันก่อนในที่สุดก็ได้เบาะแสแล้วขอรับ”
“หน้าประตูจวนของนางมีชายขายผักคนหนึ่ง ท่าทางน่าสงสัยยิ่งนัก”
“ข้าน้อยตั้งใจจับสังเกตเขาไปก่อนสักระยะหนึ่งแล้วค่อยลงมือขอรับ”
เฟิ่งจิ่วเหยียนกดปลายคางลงเล็กน้อย
“รอบคอบสักหน่อยก็นับว่าไม่เลว”
อู๋ไป๋กลับรู้สึกเป็นกังวลกับสถานการณ์ของนางมากกว่า
“แม่ทัพน้อย เมื่อไม่กี่วันก่อนได้ยินว่าท่านเสียบุตรในครรภ์ไป และยังถูกเนรเทศไปอยู่ที่ตำหนักเย็นด้วย ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ขอรับ?”
เฟิ่งจิ่วเหยียนเยือกเย็นสุขุม
“ไม่เป็นอะไร
“ข้าออกจากตำหนักมาวันนี้ มีสามสิ่งที่จะมอบหมายให้เจ้าไปจัดการ
“ประการแรก ตามหาผู้ช่วยของเฉียวม่อให้พบ
“ประการสอง สืบว่าที่ค่ายเป่ยต้าแห่งนี้มีคนเก่งพอจะปลุกปั้นได้หรือไม่
“และประการที่สาม ระยะนี้มีเรื่องยุ่งยากใด ที่พอจะทำให้ได้มาซึ่งป้ายทองคำอาญาสิทธิ์เว้นความตายบ้างหรือไม่”
อู๋ไป๋ทำหน้าที่ตามคำบัญชามาตลอด ให้เขาทำอะไร ล้วนปราศจากข้อสงสัย
“ขอรับ ข้าน้อยจะจัดการให้เร็วที่สุด!”
เฟิ่งจิ่วเหยียนกำชับเขาอีก “จงระวังตัวด้วย”
“ขอรับ!”
อู๋ไป๋กำลังจะเดินออกไปแล้ว แต่คิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
“แม่ทัพน้อย บัดนี้กรมศัสตราวุธได้สร้างปืนหอกไฟรูปแบบใหม่ขึ้นหนึ่งชุด ตามแบบพิมพ์เขียวที่เฉียวม่อถวายแล้วขอรับ ชื่อเสียงของนางบัดนี้นับวันยิ่งทวีคูณ กำลังได้ใจยิ่งนัก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของท่านขอรับ”
เฟิ่งจิ่วเหยียนหาได้แยแสไม่
“มิใช่เรื่องใหญ่”
……
คืนวันในตำหนักเย็นช่างน่าเบื่อยิ่งนัก แต่กระนั้นก็เงียบสงบดี
เฟิ่งจิ่วเหยียนใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นมาแล้วหลายวัน ยังไม่มีความคิดจะกลับไปที่ตำหนักหย่งเหอเลยจริง ๆ
วันนี้ นางสนมเจียและนางสนมเจียงทั้งสองเข้ามาเยี่ยมนางพร้อมกัน
นางสนมเจียงยามปกติเป็นคนค่อนข้างหนักแน่นเข้มแข็ง แต่หนนี้กลับร้องไห้หนักข้อรุนแรงกว่านางสนมเจียเสียอีก
“พระนาง หม่อมฉันเพิ่งจะทราบว่า ท่านทรงขอความเมตตากรุณาจากฝ่าบาท เรียกบิดาของหม่อมฉันมาเข้าเฝ้าที่วังหลวงแล้ว”
“บุญคุณล้นเกล้าเพียงนี้…หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรจริง ๆ เพคะ!”
“อย่างที่พวกนางพูดไว้ไม่ผิด เมื่อก่อนหม่อมฉันก็หัวอ่อนเหมือนดอกหญ้าตีนกำแพง เห็นใครมีอำนาจแข็งแกร่งกว่า ก็ตามคนนั้น แต่นับจากนี้ แม้ฮองเฮาจำต้องประทับอยู่ที่ตำหนักเย็นไปตลอดชีวิต หม่อมฉันก็จะให้ท่านเป็นผู้นำแต่เพียงผู้เดียว! หม่อมฉันจะไม่มีวันหักหลังท่านเด็ดขาด!”
นางสนมเจียหันไปตำหนินาง “ถุย! นี่เจ้ากำลังสาปแช่งใครอยู่หรือ! ฮองเฮาต้องออกจากสถานที่อัปมงคลแห่งนี้ได้แน่!”
ในช่วงเวลาที่ยากลำบากมักทำให้เห็นจิตใจผู้คนชัดเจนขึ้นเสมอ
เฟิ่งจิ่วเหยียนรู้ว่าพวกนางสองคนซื่อสัตย์จริงใจกว่านางสนมคนอื่น
ทว่า การทรยศของเฉียวม่อ ทำให้นางไม่สามารถเปิดใจ ยอมรับพวกนางสองคนได้จริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องที่นางต้องทำ ถูกกำหนดแล้วว่าสักวันหนึ่งไม่ช้าก็เร็วนางต้องออกจากวังหลวงอยู่ดี