ตอนที่ 434
บทที่ 434
September 17, 2026
“ฝ่าบาท!” เฟิ่งจิ่วเหยียนต้องการแก้ไขความคิดที่ผิดของเซียวอวี้ ทว่าเขากลับออกไปแล้ว
นางยืนอยู่ที่เดิม ทั้งตัวรู้สึกเย็นวาบ
เหตุผลที่นาง “กลัว” หร่วนฝูอวี้ ก็เพราะความสามารถในการรบเร้าของหร่วนฝูอวี้ผู้นั้น ไม่ว่านางจะปฏิเสธด้วยสีหน้าเมินเฉยอย่างไรก็ไล่เขาไม่ไป
ตอนนี้เซียวอวี้ก็กลายเป็นเช่นนั้นไปแล้ว
ทว่านางมั่นใจว่า จักรพรรดิที่มีชีวิตสุขสบาย คงจะทำอะไรไม่สำเร็จเป็นแน่
กลัวว่าแม้แต่เครื่องครัวเหล่านั้นก็อาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ
เฟิ่งจิ่วเหยียนหันมาสนใจกับเทศกาลบูชาเทพธิดาบุปผาต่อ นี่ถึงจะเป็นเรื่องที่สำคัญ
อาศัยงานเทศกาลยิ่งใหญ่ครั้งนี้ เพื่อคลี่คลายผลกระทบทางลบ ที่เกิดจากการตายของเมิ่งเฉียวม่อ
หนึ่งชั่วยามต่อมา
เซียวอวี้กลับมาแล้ว
ด้านหลังเขามีองครักษ์หลายคนติดตามมา ในมือของแต่ละคนถือจานอาหารมาคนละหนึ่งใบ พร้อมกับวางเรียงลงบนโต๊ะอย่างพร้อมเพรียง
กับข้าวห้าอย่างและน้ำแกงหนึ่งอย่าง มีเนื้อมีผัก หน้าตาดูดีและมีกลิ่นหอม
เฟิ่งจิ่วเหยียนประหลาดใจ และมองไปทางเซียวอวี้
อาหารเหล่านี้คงไม่ใช่เขาทำทั้งหมดหรอกกระมัง?
บนตัวของเซียวอวี้ยังมีกลิ่นควันไฟติดอยู่ เขาสั่งให้เหล่าองครักษ์ถอยออกไป
ในแววตาที่ดูเหมือนเคลือบแคลงสงสัยของเฟิ่งจิ่วเหยียน เขาเอ่ยออกมาอย่างไร้ความกังวล
“เราไม่ใช่คนที่ทำอะไรไม่เป็น อาหารนี้เราทำเองทั้งหมด ลองชิมดูสิ”
เฟิ่งจิ่วเหยียนขมวดคิ้ว พร้อมหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างลังเล
เริ่มจากชิมใบผักสีเขียว ๆ ก่อน รสชาติก็...ใช้ได้เลย
กินอาหารจานใหญ่จากพ่อครัวในห้องเครื่องมามากแล้ว อาหารพื้น ๆ เช่นนี้ กลับทำให้นางคิดถึงอาหารในค่ายทหาร
จากนั้นนางก็ดื่มน้ำแกง
ปลาสดเนื้อนุ่ม น้ำแกงกลมกล่อม
นางเงยหน้ามองเขา สายตาดูพินิจพิเคราะห์
เซียวอวี้ดูท่าทางสบายใจ
“เราถูกส่งไปฝึกวิทยายุทธ์นอกวังตั้งแต่ยังเด็ก หาใช่องค์ชายที่บอบบางอะไรไม่
“สัตวที่บินอยู่บนฟ้าหรือว่ายอยู่ในน้ำ เรานำมาทำเป็นอาหารได้หมด
“หากเจ้าไม่เชื่อ จะไปดูเราทำอาหารกับตาตัวเองก็ได้”
ลักษณะของเขาตอนนี้ ในสายตาของเฟิ่งจิ่วเหยียน ไม่เหมือนจักรพรรดิที่โมโหดุร้าย แต่กลับเหมือน...พ่อครัวธรรมดาจริง ๆ
“หม่อมฉันเชื่อ” นางเห็นคราบน้ำมันบนแขนเสื้อของเขา ทั้งรอยแดงบนมือจากการถูกน้ำมันกระเด็นใส่
เฟิ่งจิ่วเหยียนวางตะเกียบลง
นางจำใจต้องยอมรับว่า นางประเมินเซียวอวี้ต่ำเกินไป
ลูกหลานของราชวงศ์หาใช่ว่าจะถูกเลี้ยงดูเอาอกเอาใจไปเสียหมด
เซียวอวี้จ้องมองนางนิ่ง ๆ น้ำเสียงฟังดูทุ้มต่ำ
“เราสามารถทำอาหารให้เจ้ากินได้ ทว่าการช่วยเหลือภรรยาและอบรมเลี้ยงดูบุตร เจ้าก็ต้องกำเนิดองค์ชายให้เราก่อนใช่หรือไม่? เช่นนั้นแล้วเราถึงจะพิสูจน์ได้...”
เฟิ่งจิ่วเหยียนลุกขึ้นทันที ทำเหมือนคนใจจืดใจดำไร้ความรับผิดชอบ
“ฝ่าบาท ท่านทราบดีว่าหม่อมฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้น
“ท่านเป็นกษัตริย์ของแคว้น หม่อมฉันมิบังอาจขอให้ท่านทำเช่นนั้น”
เซียวอวี้รู้สึกหงุดหงิด นัยน์ตาเผยให้เห็นความโกรธเคือง
“เจ้ากินอาหารที่เราทำแล้ว ทว่ากลับไม่ยอมรับอะไรเลยหรือ? แม่ทัพน้อยนำทัพออกศึกก็พูดกลับกลอกเช่นนี้หรือ!”
สีหน้าของเฟิ่งจิ่วเหยียนเรียบเฉยและสงบนิ่ง
“เป็นท่านที่เข้าใจผิดต่อเรื่องนี้ หม่อมฉันไม่เคยรับปาก...”
“เจ้าคิดจะกินดื่มเปล่า ๆ” เซียวอวี้เอ่ยเย้ยหยัน
เฟิ่งจิ่วเหยียน: นางก็แค่กินอาหารคำเดียวและดื่มน้ำแกงคำเดียว นี่ถึงกลับมีความผิดใหญ่หลวงเช่นนี้เชียวหรือ!
เซียวอวี้ยืนขึ้น ทั้งตัวดูองอาจน่าเกรงขาม
“ไม่เป็นไร เราเป็นคนอ่อนโยนและเข้าอกเข้าใจ ไม่ถือสาหาความเจ้า