ตอนที่ 450
บทที่ 450
September 17, 2026
เฟิ่งจิ่วเหยียนถูกเซียวอวี้ลากไปที่แม่น้ำข้างเมืองในที่สุด
ทั้งสองต้องสวมหน้ากากเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกผู้คนจดจำเอาได้
นับว่าโชคดีที่คืนนี้มีผู้คนสวมใส่หน้ากากออกมาท่องเที่ยวมากมายเช่นกัน นั่นจึงทำให้พวกเขามิได้ดูเตะตาผู้อื่นมากเท่าใดกัน
เฉินจี๋เดินติดตามทั้งสองคนอยู่ด้านหลัง พร้อมทั้งในมือที่ถือโคมไฟจำนวนมากมายเอาไว้
ริมแม่น้ำมีผู้คนอยู่มากมายนัก ทว่า ส่วนมากมักจะเป็นคู่รักชายหญิงเสียมากกว่า
เซียวอวี้จึงตามหาสถานที่ที่มิมีผู้คนพลุกพล่านมาก ก่อนจะใช้มือ “โยน” โคมไฟลงไปในแม่น้ำด้วยท่าทีมั่นใจ
เฟิ่งจิ่วเหยียน: ?
เฉินจี๋: ?
โคมไฟทั้งหมดจึงจมลงไปในแม่น้ำด้วยความรวดเร็ว
เซียวอวี้ขมวดคิ้วเป็นปมไปในทันที พลางหันไปกล่าวโทษเฉินจี๋ว่า
“เจ้าซื้ออะไรมากัน?”
หาได้มีอันใดลอยขึ้นมาได้ไม่
เฉินจี๋:กระหม่อมเป็นผู้บริสุทธิ์! ทว่า กระหม่อมมิอาจพูดออกมาได้
เมื่อเซียวอวี้กำลังจะโยนโคมไฟอันสุดท้ายลงแม่น้ำไปนั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงเข้าไปห้ามเขาเอาไว้
นางมองเขาราวกับกำลังมองคนต่างเผ่าอยู่ก็ไม่ปาน
“ท่านมิเคยปล่อยโคมลอยหรือ?”
“อื้ม”
เซียวอวี้มิคิดว่าการปล่อยสิ่งของเล็ก ๆ เช่นนี้จักต้องใช้มีประสบการณ์ใด ๆ ไม่
เมื่อมีเขามาเปรียบเทียบนั้น เฟิ่งจิ่วเหยียนจึงกลายเป็นผู้มีความอดทนขึ้นมาทันที
เฟิ่งจิ่วเหยียนนั่งยอง ๆ ลง ก่อนจะเปิดฐานของตะเกียงออกมา และค่อย ๆ วางมันลงไปในน้ำ
เมื่อนางดึงมือกลับมานั้น ตะเกียงไฟก็ยังคงลอยอยู่เหนือน้ำเช่นเดิม
เมื่อเซียวอวี้เห็นเช่นนั้น เขาจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า
“บุรุษแซ่ต้วนผู้นั้นก็เคยปล่อยโคมลอยกับเจ้างั้นรึ?”
เฟิ่งจิ่วเหยียนมิได้ปิดบังอะไร
“ใช่เพคะ”
ขณะที่เฟิ่งจิ่วเหยียนจ้องมองไปที่ตะเกียง นางก็เกิดความคิดฟุ้งซ่านขึ้นจนหวนคิดไปถึงเรื่องราวในอดีต
เซียวอวี้รู้สึกไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก ทว่า มิอาจแสดงทางสีหน้าออกมาได้
“เขาช่างเป็นบุรุษคารมดีเสียจริง”
ไม่ว่าคนผู้นี้จักดีเพียงใด แต่เขาก็ตายไปแล้ว!
ในมุมมองของเฉินจี๋นั้น รอยยิ้มของฝ่าบาทช่างน่ากลัวกว่ายามที่พระองค์โกรธเกรี้ยวยิ่งนัก มิต่างอันใดกับสนมในวังหลังที่ใบหน้าบูดเบี้ยวไปด้วยความหึงหวงเลยแม้แต่น้อย
……
เมื่อเวลาใกล้จะถึงเที่ยงคืนแล้วนั้น เซียวอวี้จึงคว้ามือเฟิ่งจิ่วเหยียนแล้วพานางไปยังหอไจซิงที่สูงที่สุดในทันที
ในวันปกติธรรมดานั้น มักจะมีเหล่าบัณฑิตมากมายต่างพากันมาถกเถียงบทกลอนเล่นหมากล้อมกันที่นี่
ทว่า ราตรีคืนนี้กลับไร้ผู้คนยิ่งนัก
มิต้องคิดสิ่งใดเลย นั่นต้องเป็นเพราะอำนาจของฮ่องเต้อย่างแน่นอน
เฟิ่งจิ่วเหยียนหาได้สนใจการดูดาวไม่
เซียวอวี้เองก็มิได้พานางมาดูดาวเช่นกัน
ทว่า หลังจากขึ้นมาด้านบนสุดแล้วนั้น ก็จักเห็นโคมลอยที่มิอาจนับได้กำลังทะยานขึ้นสู่บนท้องฟ้าอย่างช้า ๆ
สายลมเอื่อย ๆ ในยามค่ำคืนที่พัดให้โคมลอยขึ้นไปนั้น ถึงแม้ภายนอกจักดูบอบบาง หากแต่ดวงไฟภายในโคมกลับสว่างพร่างพราว มิต่างอันใดกับดวงดาวในยามราตรีที่กำลังส่องแสงระยิบระยับออกมา ทั้งยังดูอบอุ่นและน่ามองเสียยยิ่งกว่าดวงดาวเหล่านั้นเสียอีก
ภาพตรงหน้าดูงดงามมากเสียจน ทำเอาเฟิ่งจิ่วเหยียนมินึกหลงใหลไปกับมันไม่ได้
แสงไฟเหล่านั้นพลันลอยเข้ามายังในดวงตาอันแสนเย็นชาของนาง คล้ายกับว่าร่างกายของนางถูกชำระล้าง ยิ่งโคมลอยบินขึ้นไปสูงมากเท่าใด ราวกับว่าพวกมันอิสระโบยบินอยู่บนท้องฟ้าในยามราตรี
ลมหายใจค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความอบอุ่น
เฟิ่งจิ่วเหยียนมองโคมลอย เซียวอวี้จ้องมองมาที่นาง
เขาเห็นประกายในดวงตาของนางอย่างชัดเจน พร้อมทั้งเห็นมุมปากของนางที่ถูกยกขึ้นมาเล็กน้อยด้วย