ตอนที่ 1831
บทที่ 1831 วัวกุยลายทอง
October 21, 2026
บทที่ 1831 วัวกุยลายทอง
………………..
บทที่ 1831 วัวกุยลายทอง
บนยอดเขาเทพพยากรณ์
ขณะนี้มีผู้คนมากมายยืนอยู่หน้าโถงโบราณอันโอ่อ่า พวกเขามีทั้งชายหญิง แม้ต่างรูปลักษณ์ แต่ปราณของพวกเขาแต่ละคนแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
พวกเขาเสวนากันเรื่อยเปื่อย ดูเหมือนกำลังรอบางสิ่ง
วิ้ง!
ทันใดนั้น คลื่นพลังสายหนึ่งก็กระเพื่อมขึ้น แล้วสองร่างก็ปรากฏขึ้นจากภายใน ซึ่งก็คืออู๋เซวี่ยฉานและเฉินซี
“ศิษย์พี่ใหญ่”
“อาจารย์ลุงใหญ่”
“ปรมาจารย์ลุงใหญ่”
ชายหญิงทั้งหลายล้วนเข้ามาคารวะอู๋เซวี่ยฉาน แต่กลับใช้คำเรียกขานแตกต่างกันสามรูปแบบ
เห็นได้ชัดว่าในหมู่ชายหญิงเหล่านี้มีทั้งศิษย์รุ่นแรก สอง และสาม
อู๋เซวี่ยฉานแย้มยิ้มพยักหน้า “ไม่ต้องมากพิธีหรอก”
ขณะเดียวกัน สายตาของมวลชนก็มองมายังเฉินซีด้วยความฉงนสงสัย
“ปรมาจารย์ลุงใหญ่ ท่านนี้คือปรมาจารย์อาเล็กหรือขอรับ? แต่เหตุใดเขาจึงอยู่เพียงขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลกัน?” ชายชุดดำร่างสูงใหญ่กำยำผู้หนึ่งกล่าวเสียงกึกก้อง รูปลักษณ์ของเขาบึกบึน หนวดเคราดกหนา คู่เนตรใหญ่ดุจระฆังทองแดง เผยปราณยิ่งใหญ่ทรงพลัง
“เจ้าวัว อย่าเสียมารยาทสิ!” ชายวัยกลางคนท่าทางสง่างามในชุดบัณฑิตกล่าวตำหนิ
“ไม่เป็นไรหรอก” อู๋เซวี่ยฉานแย้มยิ้ม ก่อนจะแนะนำแก่คนทั้งหลาย “นี่คือศิษย์น้องเล็กของข้า เฉินซี”
“ศิษย์น้องเฉินซี”
“อาจารย์อาเฉินซี”
“ปรมาจารย์อาเฉินซี”
เฉินซีรีบคารวะตอบและทักทายเช่นกัน
ขณะเดียวกัน เขาก็แยกแยะชัดเจนว่าในหมู่ชายหญิงกลุ่มนี้ มีจักรพรรดิปนอยู่อย่างน้อยสิบคน ในขณะที่อีกสิบกว่าคนที่เหลือเป็นบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาล
เฉินซีอดทอดถอนใจไม่จบสิ้นมิได้ เพราะหากเขาเข้าใจไม่ผิด ในบรรดาจักรพรรดิ มีอยู่ถึงแปดคนที่เรียกเขาเป็น ‘อาจารย์อา’!
เห็นได้ชัดว่าศิษย์รุ่นสองเหล่านั้นต่างเป็นตัวตนผู้เหยียบย่างสู่ขอบเขตมหาราชเทวากันแล้ว
กล่าวให้เจาะจงขึ้นก็คือ ชายหญิงทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นศิษย์ในสายบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งลำดับสามเหวินเต้าเจิน
“ศิษย์น้องเล็ก ไม่ต้องประหลาดใจหรอก ศิษย์สำนักเหล่านี้ทราบว่าเจ้าเพิ่งกลับสำนักครั้งแรก และตั้งใจมาพบเจ้า ปกติพวกเขาไม่มีเวลามารวมตัวกันที่นี่หรอก มีเพียงเจ้านี่แหละที่ได้รับเกียรติยิ่งใหญ่ ดึงพวกเขามารวมตัวได้” อู๋เซวี่ยฉานแย้มยิ้มหยอกเย้า ว่าพลางก็เริ่มแนะนำตัวชายหญิงเหล่านี้แก่เฉินซี
เฉินซีตะลึงไป แล้วหัวใจก็รู้สึกอุ่นร้อน เขารู้ว่าศิษย์พี่ใหญ่อยากใช้วิธีนี้เพื่อให้เขาปรับตัวเข้ากับสำนักได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันไม่ให้เกิดความกระอักกระอ่วนยามพบหน้าศิษย์ร่วมสำนักแต่จำกันไม่ได้
ไม่นานนัก การแนะนำตัวก็เสร็จสิ้น
ในที่สุด เฉินซีก็ตระหนักชัดว่าชายหญิงกลุ่มนี้เป็นศิษย์จากสายของเหวินเต้าเจินจริง ๆ ทว่าพวกเขาเป็นเพียงส่วนเดียว ยังมีอีกหลายคนที่ปิดด่านฝึกฝนอยู่ หารู้เรื่องการกลับมาของเฉินซีไม่
“เจ้าวัว เจ้าจะไปไหน?” ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนท่าทางสง่างามในชุดบัณฑิตก็เอ่ยขึ้นพลางขมวดคิ้ว
ขณะนี้ เฉินซีทราบแล้วว่านามของชายวัยกลางคนผู้นี้คือเหวินชงซาน ศิษย์รุ่นที่สองของอาจารย์อาสามเหวินเต้าเจิน และขณะเดียวกันก็เป็นจักรพรรดิเจ็ดดารา
เจ้าวัวที่เหวินชงซานกล่าวถึงมีชื่อว่าถูเมิ่ง เป็นทายาทสืบเชื้อสายอสูรร้ายบรรพกาลวัวกุยลายทองซึ่งเหวินชงซานรับเป็นศิษย์ กลายเป็นหนึ่งในศิษย์รุ่นที่สามของเขาเทพพยากรณ์
ขณะเดียวกัน ทุกผู้ก็เห็นว่าถูเมิ่งหันหลังเริ่มเดินจากโดยไม่พูดจาแล้ว
“อาจารย์ ข้าจะกลับไปบ่มเพาะ เดิมทีข้าคิดว่าปรมาจารย์อาเล็กจะเป็นตัวตนไม่ธรรมดา ใครเล่าจะคิดว่าเขาก็มีอำนาจพอ ๆ กับข้า น่าผิดหวังจริง ๆ” ถูเมิ่งตอบกลับเสียงดังอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้ปิดบังความผิดหวังในใจเลย
สิ่งนี้ทำให้คนอื่น ๆ อดตกตะลึงจังงังไม่ได้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเหวินชงซานพลันดำคล้ำ ตำหนิขึ้นว่า “เจ้าวัวหัวช้า! บังอาจลบหลู่ผู้ใหญ่! ผู้อื่นจะคิดกับเจ้าเช่นไร? รีบกลับมาขอขมาอาจารย์อาเฉินซีเสีย!”
“ข้าไม่ทำ!” ถูเมิ่งดูดื้อรั้นยิ่ง เขาโก่งคอแผดเสียง “เว้นแต่… เว้นแต่ปรมาจารย์อามาสู้กับข้า แล้วพิสูจน์ความแข็งแกร่งยามล้มข้าได้!”
ขณะเดียวกัน คู่เนตรใหญ่ของเขาก็มองมายังเฉินซีอย่างท้าทาย
“วัวโง่นี่ เจ้านี่มัน….” เหวินชงซานหงุดหงิดใจ เกิดเจตนาสั่งสอนเจ้าศิษย์ไม่เอาไหนนี่สักหน่อย
ผู้อื่นเห็นเช่นนี้ก็รีบหยุดเขาไว้
“ศิษย์หลานเหวิน เจ้ายังไม่เข้าใจนิสัยถูเมิ่งอีกหรือ? เด็กนั่นดื้อรั้นนัก แต่หัวใจกลับอบอุ่นยิ่ง” อู๋เซวี่ยฉานกล่าวยิ้ม ๆ
เหวินชงซานยิ้มจืดเจื่อน “ข้าหรือจะไม่รู้? แต่เจ้านี่หัวช้าเกินไป หารู้เรื่องมารยาทไม่ กล้าลบหลู่อาจารย์อาเฉินซีเช่นนี้ น่าโมโหจริง ๆ”
“อาจารย์ นี่ไม่ใช่การลบหลู่ ข้าแค่ผิดหวังในความแข็งแกร่งของปรมาจารย์อาเล็กเท่านั้น ข้าปิดบังความคิดไม่ได้ คิดเช่นไรก็พูดเช่นนั้น ไร้เจตนาล่วงเกินใด ๆ” ถูเมิ่งตะโกนเสียงสนั่น
“เจ้า….” เหวินชงซานหน้าง้ำ รู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อยที่ตัดสินใจนำเจ้าบื้อถูเมิ่งนี้มาพบเฉินซี
“ก็ได้ ในเมื่อเจ้าไม่เชื่อในความแข็งแกร่งของข้า เช่นนั้น… ก็ประมือกัน?” เฉินซีผู้เงียบมาจนบัดนี้พลันแย้มยิ้ม