ตอนที่ 1888
บทที่ 1888 พลังทัณฑ์สวรรค์
October 21, 2026
บทที่ 1888 พลังทัณฑ์สวรรค์
………………..
บทที่ 1888 พลังทัณฑ์สวรรค์
ณ สมรภูมิจารึกเต๋าโบราณ
เหลิ่งซิงหุนและคงโหยวหรานยืนเผชิญหน้ากันอยู่คนละด้าน
บรรยากาศดูดุดันยิ่ง
ตอนนี้สายตาทุกคนรวมกันอยู่ที่เหลิ่งซิงหุนและคงโหยวหราน กลั้นใจเงียบตั้งใจมอง
กระทั่งยอดฝีมือขอบเขตมหาเทพเต๋าในโถงบรรจบเองก็ไม่ต่างกัน
นี่เป็นการต่อสู้แรกของศิษย์สี่อันดับแรก ผู้ชนะได้เข้าชิงอันดับแรกในการถกวิถีเต๋า
แต่ผู้แพ้ก็ต้องหยุดไปเพียงเท่านี้!
“เจ้ามีสายเลือดราชานกยูงบรรพกาล ทำความเข้าใจห้าสุดยอดมรดกแห่งตำหนักเต๋าหนี่หวามาแล้ว เป็นคู่ต่อสู้ที่ควรค่าแก่การให้ข้าลงมือจริงจัง ฉะนั้นข้าจะต่อสู้เต็มกำลัง” เหลิ่งซิงหุนยืนสองมือไพล่หลัง ผมสีแดงโลหิตพัดไหว น้ำเสียงเย็นชาเผยแววองอาจเหนือใคร
นับเป็นครั้งแรกเหลิ่งซิงหุนเอ่ยคำพูดขึ้นก่อนการต่อสู้ในการถกวิถีเต๋า เห็นได้ชัดว่ามองคงโหยวหรานเป็นคู่ต่อสู้อย่างจริงจัง
“อ้อ ข้าควรรู้สึกเป็นเกียรติงั้นสินะ?” คงโหยวหรานมีท่าทีเกียจคร้าน น้ำเสียงแผ่วเบาเยือกเย็นแต่รื่นหู นางให้ความรู้สึกเบาสบาย ดูสุขุมนุ่มลึกยิ่ง แต่ในเรื่องกลิ่นอายความดุดันของนางนั้นไม่แพ้เหลิ่งซิงหุนเลย สองคนนี้เหนือกว่าคนอื่น ๆ ในหลายด้านทีเดียว
“ไม่จำเป็นหรอก แต่เจ้าแพ้ไปเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็คงเข้าใจความต่างระหว่างพลังของพวกเราเอง”เหลิ่งซิงหุนเผยดวงตาเจือสีโลหิต กลิ่นอายยิ่งดุดันมากขึ้น
“เช่นนั้นก็เลิกไร้สาระแล้วเริ่มต่อสู้เถอะ!” คงโหยวหรานคลี่ยิ้มพร้อมโจมตีออกมา
ตู้ม!
วาดแขนเพียงครั้งเดียวก็เกิดแสงหลากสีลั่นครืนขึ้น ปกคลุมไปทั่วทั้งสนามต่อสู้ เป็นแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ส่องไปทั่วทุกมุมสมรภูมิ
อาภรณ์ของคงโหยวหรานพลิ้วไสวยามควบคุมแสงทั้งห้าสี ทั่วร่างมีพลังศักดิ์สิทธิ์กล้าแข็งไหลเวียนไม่สิ้นสุด
“กระบี่เบญจรงค์ ผ่าสวรรค์!” คงโหยวหรานย่างเท้าอยู่ในอากาศพร้อมกับพลังแสงทั้งห้าที่กลั่นออกมาเป็นกระบี่แหลมคมซัดเข้าใส่เหลิ่งซิงหุน
ฟู่! ฟู่!
มันเป็นกระบวนท่าดุดันสุดขีด ไม่ว่าผ่านไปทางใด ห้วงอากาศก็ถูกทำลายจนแหลกมิอาจต้านทานได้เลย
มหัศจรรย์ยิ่ง! นี่คงจะเป็นพลังที่แท้จริงของคงโหยวหราน ในการต่อสู้รอบก่อน ๆ นางคงยั้งมือไว้มาก เฉินซีหรี่ตาลงเมื่อสัมผัสถึงความแกร่งในการโจมตีของคงโหยวหราน
ไม่ใช่เพียงเฉินซี แต่ผู้บ่มเพาะคนอื่น ๆ ก็สังเกตเห็นเช่นกัน ตอนนี้คงโหยวหรานเปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนไปจากที่เคยทำการต่อสู้รอบก่อน ๆ เพราะอำนาจที่เผยออกมาในทุกกระบวนท่าถึงขั้นที่ทำให้เหล่าจักรพรรดิบางคนต้องตกตะลึง แทบไม่เชื่อว่านางเป็นเพียงตัวตนขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลเท่านั้น….
ครืน!
จังหวะที่คงโหยวหรานซัดการโจมตีออกมา เหลิ่งซิงหุนก็โจมตีออกมาอย่างดุดันเช่นกัน ทั่วร่างเต็มไปด้วยพลังวิบัติกล้าแข็ง ดวงตาไร้อารมณ์ความรู้สึก ดูแล้วเหมือนหุบเหวลึกที่เยือกเย็นจนน่ากลัว
“หยินหยางอยู่กันคนละฟากฝั่ง ความวิบัติคือสะพาน โซ่โลหิตคือตัวกระตุ้น!” พร้อมกับเสียงไร้อารมณ์ที่เปล่งออกมานั้น เหลิ่งซิงหุนก็ทำท่าคว้า โซ่ศักดิ์สิทธิ์สีเลือดจำนวนมากพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ พวกมันพัวพันกันพร้อมกับพลังวิบัติที่ลุกพล่านไปทั่ว
โซ่ศักดิ์สิทธิ์สีโลหิตปลดปล่อยกระแสกดดันที่ทำเอาใจสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวออกมา มันเป็นรูปขั้นสุดของพลังวิบัติ เป็นรูปหนึ่งของพลังทัณฑ์สวรรค์ที่ทำให้คนสั่นสะท้านได้!
ครืน!
ทันทีที่โซ่เหล่านั้นปรากฏขึ้น พวกมันก็ทำลายแสงทั้งห้าสีที่โอบล้อมรอบทิศจนหายไปกว่าครึ่ง
เหลิ่งซิงหุนราวกับเป็นราชันผู้ถือครองอำนาจลงทัณฑ์แห่งสวรรค์ กลิ่นอายดุดันพุ่งขึ้นจนถึงขีดสุด
กล่าวได้ว่าเป็นภาพที่สะท้านโลกาเป็นอย่างยิ่ง
คงโหยวหรานราวกับควบคุมแสงได้ รัศมีศักดิ์สิทธิ์ห้าสีโอบล้อมทั่วกาย ดูศักดิ์สิทธิ์จนไม่กล้ามีผู้ใดล่วงเกิน ส่วนเหลิ่งซิงหุนเหมือนเต๋าแห่งสวรรค์ที่ไร้อารมณ์ ทั้งโหดเหี้ยม เยือกเย็น ไม่สนใคร มองแล้วให้เกิดความรู้สึกกดดันขึ้นในส่วนลึกของใจคน
บุรุษสตรีคู่นี้กำลังต่อสู้กันอยู่ ฝีมือที่เผยให้เห็นทำให้ผู้คนรอบข้างตกตะลึงจนหายใจไม่คล่องคอ
“พลังทัณฑ์สวรรค์! สุดยอดยิ่ง! เขาเริ่มหยิบยืมพลังจากเต่าแห่งสวรรค์มาใช้ทั้งที่ยังอยู่ขอบเขตบรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลได้ พรสวรรค์ของเด็กคนนี้เป็นสิ่งที่คาดไม่ถึงเลย” ภายในโถงบรรจบ สายตาของมหาเทพเต๋าเสวี่ยหลิงแห่งตำหนักเต๋าหนี่หวาดั่งสายฟ้าฟาด เต็มไปด้วยกระแสศักดิ์สิทธิ์ในขณะที่น้ำเสียงเจือแววตกใจ
“ชมเกินไปแล้ว ทายาทราชานกยูงบรรพกาลเองก็พิเศษไม่แพ้กันที่สามารถผสานฟ้ามรดกแห่งตำหนักเต๋าหนี่หวาเข้าด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์” มหาเทพเต๋าซูถัวนิกายอำนาจเทวะเอ่ยขึ้นเสียงแหบแห้ง
หากใครไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริงก็คงคิดว่าสองมหาเทพเต๋ามีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทว่ามีแต่สองคนนี้เท่านั้นถึงจะรู้ว่าแม้ปากจะพูดชมเชยศิษย์อีกฝ่าย แท้จริงแล้วกลับกำลังแข่งขันกันอยู่
“ไม่ว่าจะเป็นเหลิ่งซิงหุนหรือคงโหยวหรานก็ล้วนเป็นยอดฝีมือชั้นนำในรุ่นราวคราวเดียวกันทั้งนั้น ไม่ว่าใครชนะก็สมควรได้รับการยกย่องทั้งสิ้น” มหาเทพเต๋าไฉ่หยาลูบหนวดคลี่ยิ้ม “นายท่านใหญ่ สหายเต๋าเซวียนหมิง พวกเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
อู๋เซวี่ยฉานเพียงยิ้ม ไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยแต่อย่างใด
เซวียนหมิงเพียงแต่ตอบเสียงเย็น “นั่นก็พูดยาก”
ไฉ่หยาแค่นหัวเราะออกมา จากนั้นก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก
ระหว่างคุยกัน ทุกคนก็ยังจับจ้องการต่อสู้ไม่วางตา คนระดับพวกเขาย่อมประเมินผลลัพธ์ของการต่อสู้ได้ว่า การต่อสู้เช่นนี้คงไม่สามารถดูกันเพียงระยะสั้นได้
ความวิบัติ ทัณฑ์สวรรค์…. ตอนนี้ เฉินซีหรี่ตาลง สมัยยังอยู่สามภพ เขาคุ้นเคยกับพลังวิบัติเป็นอย่างดี เพราะได้ประมือกับคนนิกายอำนาจเทวะอยู่บ่อยครั้ง
แต่พลังวิบัติที่เหลิ่งซิงหุนใช้นั้นไม่ธรรมดา เต็มไปด้วยพลังทัณฑ์สวรรค์ อำนาจสูงกว่าจนเฉินซียังตกใจ