ตอนที่ 1914
บทที่ 1914 พายุทุ่งน้ำแข็ง ....................
October 21, 2026
บทที่ 1914 พายุทุ่งน้ำแข็ง
………………..
บทที่ 1914 พายุทุ่งน้ำแข็ง
หัวใจของเฉินซีสะท้าน พลางเงยหน้าขึ้นทันที
รัศมีเต๋าศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งพลันปกคลุมทั่วจักรวาลพร่างพราวแสนห่างไกล เจิดจรัสสะดุดตาเช่นตะวันเฉิดฉาย
เพราะมันอยู่ห่างไกลยิ่งนัก แม้เขาจะพึ่งพาการรับรู้ของตน ก็ยังยากเห็นชัดว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่
แต่ชั่วขณะนี้ หนึ่งความคิดปรากฏขึ้นในใจเขาโดยสัญชาตญาณ มีใครสักคนบรรลุสู่ขอบเขตมหาราชเทวา เป็นจ้าวเอกภพไปแล้ว! บางทีสำเนียงเต๋าเลื่อนลั่น รัศมีเต๋าเรืองรองนี้คงเป็นปรากฏการณ์ฟ้าดินอันเกิดจากการบรรลุขอบเขต!
ผู้ใดกัน?
เข้ามาในแดนรวนเรลืมเลือนได้แค่ไม่กี่เดือน ก็มีผู้บรรลุสำเร็จแล้ว?
เฉินซีตกตะลึงในใจ มิอาจสงบได้เนิ่นนาน
เขาตระหนักยิ่งว่าหากตนตัดสินถูก มันจะหมายความว่าใครสักคนในหมู่ศิษย์ซึ่งมายังแดนรวนเรลืมเลือนกับเขาได้ก้าวเท้าพัฒนาเหนือผู้อื่นไปห่างไกล!
ผลที่ตามมาก็จะเกินคาดคิด!
เฉินซีมั่นใจว่าตนสามารถประชันจักรพรรดิทั่วไปได้ แต่เขาก็สุดเกรงกลัว ไม่มีกระทั่งความมั่นใจจะเผชิญจ้าวเอกภพผู้ถือครองพลังเอกภพ!
ขอบเขตมหาราชเทวานับเป็นจุดสูงสุดในโลกหล้าผู้บ่มเพาะในแดนเทพโบราณแล้ว พวกเขาเป็นดั่งจักรพรรดิ มีอำนาจยิ่งใหญ่
ขณะเดียวกัน จ้าวเอกภพนั่นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าจักรพรรดิทั้งมวล พวกเขามีพลังเอกภพพิเศษเฉพาะ สามารถใช้อำนาจหนึ่งเอกภพได้ เหมือนเป็นผู้อยู่เหนือมวลจักรพรรดิ!
บรรพเทวารู้แจ้งจักรวาลผู้ใดในโลกาจะกล้าอวดอ้างว่าตนประมือตัวตนเช่นนี้ได้?
จ้าวเอกภพน่าสะพรึงกลัวเพียงไรกันแน่? กระทั่งเฉินซีก็ไม่อาจแน่ใจ! ทว่าเขาตระหนักดี ว่าทั่วพันกว่าเอกภพในแดนเทพโบราณมีสรรพชีวิตเกินคณานับ แต่มีเพียงพันกว่าตัวตนเท่านั้นที่เป็นจ้าวเอกภพได้!
จำนวนนั้นฟังดูมากจริงแท้ แต่หากเทียบกับดาราจักรมากมาย มหาอำนาจน้อยใหญ่ทั่วแดนเทพโบราณ มันก็ดูน้อยนิดหายากเสียเหลือเกิน
ความหายากตัดสินมูลค่าสรรพสิ่ง
ผู้บ่มเพาะก็เช่นกัน ยิ่งขอบเขตการบ่มเพาะยากบรรลุ ยิ่งน้อยคนที่จะบ่มเพาะไปถึง
“มิคาดเลยว่าจะมีผู้ใดทำสำเร็จในยามนี้….” กู่เยี่ยนอดรำพึงมิได้ เขาเองก็เหมือนเฉินซี ตระหนักแล้วว่ามีผู้บรรลุเป็นจ้าวเอกภพ
“ไม่ต้องสนใจเรื่องนี้มากนักหรอก แดนรวนเรลืมเลือนเต็มไปด้วยอันตรายและสิ่งเกินคาดหยั่ง บรรลุเป็นจ้าวเอกภพแล้วก็มิได้หมายความว่าเขาจะสามารถไปไหนมาไหนได้อิสระ กระทำตนไร้พันธะใด” เฉินซีสูดหายใจลึกๆ เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “เราไปกันต่อเถอะ ยิ่งชักช้า เรายิ่งเสียเปรียบ”
กู่เยี่ยนพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึม
“มีใครบางคนบรรลุขอบเขต!” ผู้สังเกตเห็นมันมิใช่เพียงกลุ่มของเฉินซี ศิษย์กองกำลังต่าง ๆ อันกระจัดกระจายทั่วแดนรวนเรลืมเลือนก็สังเกตเห็นมันเช่นกัน
…
“เหตุใดจึงสำเร็จเร็วเพียงนั้น เป็นผู้ใดกัน?” จูเชี่ยนอวี้จากสำนักศักดิ์สิทธิ์พึมพำ สองมือไพล่หลัง
ตงหวงอิ่นเซวียนกำลังบ่มเพาะในแก่นแท้เอกภพเบื้องหลังเขา
จูเชี่ยนอวี้และศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์คนอื่น ๆ มิได้จากไปไหน พวกเขายืนเฝ้าที่นี่ไว้
ในความคิดของพวกเขา หากไปตอนนี้ การเสียตงหวงอิ่นเซวียนไปจะเป็นความเสียเปรียบอย่างยิ่งสำหรับพวกเขา ดังนั้นสู้รอให้ตงหวงอิ่นเซวียนบรรลุเป็นจ้าวเอกภพแล้วนำทางพวกเขาต่อจะดีกว่า
ทว่ายามนี้ เมื่อพวกเขาประจักษ์ปรากฏการณ์ฟ้าดิน สีหน้าของจูเชี่ยนอวี้และคณะต่างเคร่งขรึม ทั้งประหลาดใจระคนมึนงงเล็กน้อย
เหมือนเช่นเฉินซี พวกเขาก็มิอาจทราบได้ว่าใครกันที่บรรลุเป็นจ้าวเอกภพ และเป็นมิตรหรือศัตรู
“ข้าหวังเพียงว่าศิษย์พี่ตงหวงจะบ่มเพาะเสร็จโดยเร็ว” จูเชี่ยนอวี้รำพึง ขณะนี้ เขามิอาจกระทำการใดๆ ได้เลย นอกจากฝากความหวังไว้ที่ตงหวงอิ่นเซวียน
…
“ไม่มีทางเป็นเฉินซีหรือตงหวงอิ่นเซวียนไปได้ ดังนั้นเมื่อไม่รวมพวกเขา ก็มีเพียงศิษย์จากตำหนักเต๋าหนี่หวาและสำนักเต๋า” สีหน้าของเหลิ่งซิงหุนดำคล้ำ หัวใจกระสับกระส่ายอย่างไม่อาจพรรณนา
ก่อนหน้านี้ พวกเขาถูกเฉินซีวางแผนตลบหลัง เสียสหายไปสองคน จึงเหลือพวกเขาเพียงสี่เมื่อนับรวมเหลิ่งซิงหุน
พวกเขากระทั่งไร้ทางเลือกนอกจากยอมทิ้งแก่นแท้เอกภพนั่น หนีกระเจิดกระเจิงออกมา ทั้งหมดนี้ทำให้ตัวตนอย่างเหลิ่งซิงหุนเดือดดาลจนอารมณ์ย่ำแย่ อกอัดแน่นด้วยโทสะอันไร้ที่ระบาย
ทว่ายามนี้ เมื่อเขาประจักษ์ว่ามีใครบางคนบรรลุเป็นจ้าวเอกภพ เหลิ่งซิงหุนก็แสนหดหู่ใจ อารมณ์ย่ำแย่ลงกว่าเดิม
ไม่ว่าผู้บรรลุจะเป็นศิษย์จากสำนักเต๋าหรือตำหนักเต๋าหนี่หวา ก็มิใช่ข่าวดีสำหรับเหลิ่งซิงหุนทั้งสิ้น
“เราควรทำเช่นไร? ย่อมต้องใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด บรรลุเป็นจ้าวเอกภพก่อนเฉินซีให้ได้ไง!” เหลิ่งซิงหุนกล่าวเสียงแข็ง “หรือพวกเจ้าคิดว่ากำลังเราปัจจุบันท้าทายผู้ใดได้? หือ?”
เสียงของเขาเปี่ยมโทสะอัดแน่น กระทั่งฟังเหมือนพาลโมโห