ตอนที่ 1931
บทที่ 1931 เหตุการณ์เกินคาดฝัน
October 21, 2026
บทที่ 1931 เหตุการณ์เกินคาดฝัน
………………..
บทที่ 1931 เหตุการณ์เกินคาดฝัน
มิเพียงเฉินซี กระทั่งเหลิ่งซิงหุนยังผงะไปยามได้ยินเงื่อนไขนี้ เขากระทั่งรู้สึกเหลือเชื่อเล็กน้อย
แต่ไม่ว่าอย่างไร คำเสนอนี้ก็ยังทำให้เหลิ่งซิงหุนมีกำลังใจเพิ่มขึ้น สติอันท้อแท้ปรากฏความหวังรำไร
เขาไม่อยากตาย!
ไม่อยากตายด้วยมือเฉินซี!
ขณะนี้ เฉินซีเงียบไป
จ้าวชิงเหยาเป็นศิษย์ผู้หนึ่งของวังวิหคอมตะ นางและจ้าวไท่ฉือมีความสัมพันธ์ต่อกัน เมื่อครู่ นางกระทั่งช่วยเขาสังหารตงหวงอิ่นเซวียน
เฉินซีจึงไม่อาจทนมองนางถูกฆ่าไปได้
แต่เขาก็ไม่ค่อยเต็มใจปล่อยเหลิ่งซิงหุนไปเช่นกัน
บรรยากาศเงียบกริบเช่นป่าช้า
ไร้ผู้ใดเอ่ยวาจา สายตาทุกคู่จ้องมองเฉินซี รอคำตอบจากเขาอยู่เงียบ ๆ
ครู่ใหญ่ ๆ ต่อมา เฉินซีก็ดูเหมือนจะตัดสินใจได้ เขากล่าวกับหวังจงผู้ยืนอยู่ห่าง ๆ อย่างเฉยชา “ครั้งก่อนยามเจ้าหนีไป เจ้าบอกว่าจะไปหาร่างจริงของตัวเองให้พบ หวนบรรจบคราวหน้า จะเป็นวันตายของข้า ยังจำวาจาเหล่านี้ได้หรือไม่?”
หวังจงแย้มยิ้ม “จำได้แน่สิ แต่ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ฆ่าเจ้ามิต้องรีบร้อน ขอเพียงเจ้ายังอยู่ในแดนรวนเรลืมเลือน ข้าก็กำจัดเจ้าได้ทุกเมื่อ”
คำพูดของเขาห้วนสั้น เย่อหยิ่งมั่นใจถึงขีดสุด
เฉินซีพยักหน้า “ข้าก็เช่นกัน ไม่ช้าก็เร็วจะฆ่าเจ้าอยู่แล้ว รีบร้อนไปก็เท่านั้น”
ว่าแล้ว เขาก็สูดหายใจลึก ๆ “ปล่อยนางก่อน แล้วข้าจะเห็นชอบต่อเงื่อนไขของเจ้า”
ดวงตาของหวังจงหรี่ลง ก่อนจะแย้มยิ้ม “ก็ได้ บอกเจ้าตามตรง นี่แหละสิ่งที่ข้าชื่นชมเจ้าที่สุด เจ้าซื่อสัตย์และรับผิดชอบได้ดี ข้าเชื่อว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
ว่าแล้ว เขาก็เหวี่ยงมือโยนร่างของจ้าวชิงเหยาออกไปอย่างเรียบเฉย
วูบ!
เมื่อคืนอิสระ ร่างของนางก็วูบไหวไปยืนกลางสุญตาห่างออกไป สีหน้าเย็นเยียบดุจน้ำแข็งเผยเค้าความแค้น ดวงตาเย็นเยียบจ้องตรงที่หวังจง
หวังจงดูประหนึ่งไม่รู้เห็น สายตายังคงมองจ้องเฉินซี “เอ้า ถึงคราวเจ้าเติมเต็มคำสัญญาแล้ว”
“เจ้ากลัวว่าข้าจะกลับคำ ฆ่าเขาเสียยามนี้หรือ” เฉินซีไม่ได้ปล่อยเหลิ่งซิงหุนทันที แต่กล่าวเบา ๆ ขณะมองหวังจงอย่างเฉยชา
“ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ทำเช่นนั้นหรอก” หวังจงเงียบไปเพียงครู่ก่อนจะคลี่ยิ้ม “ข้ากระทั่งกล้าพูดด้วยซ้ำ ว่าหากเจ้าทำเช่นนั้น เจ้านั่นแหละที่จะเสียใจ”
“โอ้ เหตุใดจึงพูดเช่นนั้น?” เฉินซีหรี่ตาลงเล็กน้อยขณะถามอย่างสุขุม
เขายังคงกำคอของเหลิ่งซิงหุนไว้แน่น ทำให้ใบหน้าของเหลิ่งซิงหุนม่วงคล้ำด้วยขาดอากาศ เส้นเลือดทั่วใบหน้าปูดโปน ไม่อาจกล่าวคำใด ๆ ได้
หวังจงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าถอนหายใจ “ดูเหมือนข้าจะประเมินเจ้าผิด เฉินซี เจ้ามิได้ซื่อตรงต่อวาจาเช่นที่เจ้าแสดงออก เสแสร้งไม่ต่างจากสรรพชีวิตบนโลกหล้าเลย”
“ผิดแล้ว ระหว่างสหายและศัตรูนั้นแตกต่าง เจ้าเป็นศัตรู ข้าย่อมไม่กลัวหากจะใช้กลวิธีใดๆ ก็ตามกับเจ้า” เฉินซีกล่าวเสียงเรียบ
“ว่าไปก็ถูก หากข้าเป็นเจ้า คงไม่มีทางยอมรับเรื่องนี้ได้เช่นกัน” หวังจงหาโกรธเคืองไม่ เขาดูสุดแสนเห็นด้วย ก่อนจะทอดถอนใจชื่นชม “หากมิใช่ข้าแน่ใจว่าเรามีแต่ต้องเป็นศัตรู ข้าคงไม่อาจยั้งตนเอง ผูกมิตรกับเจ้าเป็นแน่”
เขาพูดอย่างจริงจัง เห็นได้ชัดว่ามิได้เสแสร้ง
ทว่าเฉินซีเดียดฉันท์นัก เพราะภูมิหลังของหวังจงน่าสงสัย และน่าจะเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับเหล่าผู้ผิดบาปอันอยู่รอดมาจากยุคก่อน
ด้วยเหตุนี้ การที่เฉินซีมิได้ฆ่าหวังจงก็นับว่าสุดแสนเมตตาแล้ว
“หากเจ้ายังถ่วงเวลาต่อไป เจ้านี่ได้ตายเพราะเจ้าแน่” เฉินซีกล่าวอย่างสุขุม เพิ่มแรงกำมือ ทำให้เสียงกร๊อบดังออกมาจากคอของเหลิ่งซิงหุน ประหนึ่งคอเจียนหักเต็มที
ในที่สุดสีหน้าของหวังจงก็เคร่งขรึม เพียงหนึ่งพลิกมือ หนังสัตว์โบราณอันเสียหายชิ้นหนึ่งพลันปรากฏขึ้น เต็มไปด้วยคลื่นพลังอันคลุมเครือ ทำให้ผู้อื่นมิอาจตรวจสอบเนื้อหาของมันได้
“เจ้าคงรู้จักสมบัตินี้กระมัง?” หวังจงกล่าวช้าๆ
หัวใจของเฉินซีสั่นสะท้าน หากเข้าใจไม่ผิด หนังสัตว์เสียหายในมือหวังจงนี้คล้ายคลึงหนังสัตว์ห้าชิ้นที่เขามีมากนัก และทุกชิ้นเชื่อมตรงกับหนึ่งวาสนาในพื้นที่ปริศนา ณ แดนรวนเรลืมเลือนนี้!
วาสนานั้นถึงขนาดที่อาจจะเกี่ยวเนื่องกับความลึกล้ำแท้จริงของมหาวิถี
“ปล่อยเขาไป แล้วข้าจะแลกเปลี่ยนกับเจ้าอีกครั้ง แลกกับม้วนหนังสัตว์ลึกลับนี้” หวังจงหัวเราะคิกอย่างดูมั่นใจ สุดแสนแน่วแน่ว่าเฉินซีไม่มีทางปฏิเสธเงื่อนไขนี้
เฉินซีถามเสียงเรียบ “หากข้าฆ่าเจ้าเสียยามนี้ แล้วชิงหนังสัตว์ม้วนนั้นไปเล่า?”
หวังจงหัวเราะร่า “หากเจ้าทำเช่นนั้นจริง หนังสัตว์ม้วนนี้จะถูกทำลายแน่นอน สิ่งสำคัญเหนือใดคือ เจ้าไร้โอกาสฆ่าข้า หากไม่เชื่อก็ลองดูได้ตามสบายเลย”
เฉินซีเงียบไป
ขณะนี้ หวังจงดูสุดแสนมั่นใจ เหมือนมิได้อวดโอ่ข่มอำนาจเพียงวาจา สิ่งนี้ทำให้เฉินซีรู้สึกคลับคล้ายว่าคนผู้นี้จะซ่อนไพ่ตายบางอย่างเอาไว้
ดังนั้นท้ายที่สุด เฉินซีจึงฝืนสะกดจิตสังหารไว้ในใจ “เจ้าต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยน?”
“ปล่อยเขาก่อน” หวังจงชี้เหลิ่งซิงหุน
เฉินซีเหลือบมองเหลิ่งซิงหุนในกำมือ สีหน้าของอีกฝ่ายบิดเบี้ยวแดงก่ำ ทว่าสายตาของเหลิ่งซิงหุนกลับแฝงความกระหยิ่มยิ้มย่อง ดูจะแน่ใจเหลือเกินว่าเฉินซีจะไม่กล้าทำอันใดกับเขาในช่วงกาลนี้
ท้ายที่สุด เฉินซีก็เหวี่ยงเหลิ่งซิงหุนทิ้งไปราวทิ้งขยะ