ตอนที่ 1954
บทที่ 1954 เผ่ามนตรามารเนตรโลหิต
October 21, 2026
บทที่ 1954 เผ่ามนตรามารเนตรโลหิต
………………..
บทที่ 1954 เผ่ามนตรามารเนตรโลหิต
หลังจากคงโหยวหราน เย่เฉิน จ้าวชิงเหยา และอวี้จิ่วหุยถูกกำราบและกักขังไว้ในกรง ไม่อาจรู้ชะตากรรมได้
จากที่อาลูเย่กล่าวมา เขาจะรอให้ทุกอย่างจบก่อนถึงได้ลงมือเรื่องชะตาพวกผู้บ่มเพาะจากแดนเทพโบราณ
และการเปลื้องชะตาที่พูดถึงนั้นก็คือการชิงเอากฎแห่งเต๋าศักดิ์สิทธิ์ แก่นแท้ จิตวิญญาณ พลังงาน และร่างของผู้บ่มเพาะแดนเทพโบราณนั่นเอง
แต่ในตอนนั้น เฉินซีและคนอื่น ๆ ไม่รู้เลยว่าคงโหยวหรานและคนอื่น ๆ อยู่หรือตาย
ตอนที่ได้ยินว่าอาลูเย่เอาชีวิตสหายมาขู่ เฉินซีจึงมั่นใจว่าคงโหยวหรานและคนอื่น ๆ ต้องยังมีชีวิตอยู่แน่!
นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับเขา แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาจึงไม่ยินดีกับข่าวดีที่ว่านี้เท่าไหร่
เพราะอีกแค่การโจมตีเดียวก็สังหารอิงหลวนได้แล้ว!
ดังนั้นการถูกข่มขู่ในเวลาเช่นนี้นับว่าเสียเปรียบในการต่อสู้ครั้งต่อไปที่เฉินซีต้องเข้าประลองมาก
…
สุดท้ายเฉินซีจึงไม่ปล่อยการโจมตีสุดท้ายนั้นออกมา เพียงปรายตามองเย็นชาไปทางอาลูเย่ “แน่ใจแล้วหรือว่าอยากขู่ข้า?”
น้ำเสียงเขาสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ แต่ก็ทำให้อาลูเย่และคนอื่น ๆ รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาได้
แต่หลังจากนั้น อาลูเย่ก็แค่นหัวเราะ “ไม่เลย นี่ไม่ใช่คำขู่ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนต่างหาก”
เขาหยุดไปเล็กน้อยแล้วว่าต่อ “เจ้าคงจะเห็นแล้วว่าข้าไม่ได้สังหารสหายของเจ้า เมื่อเป็นเช่นนี้การที่เจ้าสังหารลูกน้องของข้านับว่าไม่ยุติธรรมเลย”
เฉินซีหรี่ตาลง “เช่นนั้นเงื่อนไขในการแลกเปลี่ยนของเจ้าก็คือ ไม่ว่าผลการต่อสู้จะเป็นเช่นไร แต่ข้าจะสังหารพวกบัดซบอย่างพวกเจ้าสักคนไม่ได้หรือ?”
พวกบัดซบ!
อาลูเย่หนังตากระตุกเมื่อได้ยินคำนี้ จากนั้นเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ใช่แล้ว หากทำไม่ได้ ข้าก็คงต้อง… สังหารเพื่อน ๆ ของเจ้า!”
“น่ารังเกียจนัก!”
“ตามกฎเขตแดนสัประยุทธ์จ้าววิญญาณแล้ว ฝ่ายที่ชนะสามารถออกจากแดนได้ก็ต่อเมื่อตัดสินกันด้วยชีวิต หากเราทำอย่างเจ้าว่า แล้วเมื่อไหร่ถึงจะรู้ผลแพ้ชนะได้?”
พอได้ยินคำขู่ของอาลูเย่ ทั้งสืออวี๋กับฉินซินฮุยก็เผยสีหน้าโกรธเกรี้ยว กัดฟันแน่นตะโกนด้วยความโกรธ
ทั้งสองรู้สึกว่าคนผู้นี้ร้ายกาจมาก ไม่เพียงแต่ขัดการโจมตีของเฉินซีในจังหวะสำคัญ แต่ยังเอาชีวิตของคงโหยวหรานและคนอื่น ๆ มาข่มขู่เฉินซีด้วย หน้าไม่อายจริง ๆ
อาลูเย่ไม่ได้สนใจอะไร เอ่ยขึ้นเสียงเนิบช้า “ไม่ต้องห่วง สิ้นสุดการต่อสู้แล้วก็จะตัดสินเป็นตายได้แน่นอน”
สืออวี๋จึงถามขึ้น “ถ้าหากเฉินซีแพ้ขึ้นมาสักครั้งหนึ่งเล่า?”
“ก็ต้องถูกสังหารไง” อาลูเย่ตอบอย่างไม่ลังเล จากนั้นก็หัวเราะออกมา “อย่าลืมว่าในการต่อสู้เหล่านี้ไม่มีความยุติธรรมอยู่แล้ว หากเราอยากฆ่าพวกเจ้าทุกคน ก็คงจัดการพวกเจ้าไปตั้งแต่ตอนอยู่โลกภายนอกแล้ว มีหรือจะให้รอดมาถึงขนาดนี้ได้?”
น้ำเสียงนั้นไม่เชื่องช้าไม่รวดเร็วเกินไป เอ่ยออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง
แต่พอเข้าหูสืออวี๋ ก็ให้อารมณ์น่าดูถูกน่าละอายอย่างถึงที่สุด จนถึงขั้นที่เขาเกลียดอีกฝ่ายจนไม่อาจอธิบายได้!
ทำให้พวกเขาโกรธจนพูดไม่ออก
พวกมันฆ่าเฉินซีได้ แต่เฉินซีฆ่าพวกมันไม่ได้?
มันจะมากเกินไปแล้วนะ!
“ก็ได้ ข้าตกลง!” เฉินซีที่เงียบมาโดยตลอดพลันเอ่ยขึ้น ใช้สายตาหยุดสืออวี๋และคนอื่น ๆ ไว้ ส่งสัญญาณว่าไม่ต้องพูดอะไรอีก
เฉินซีรู้ดีว่าพูดอะไรกับพวกนอกรีตน่ารังเกียจพวกนี้ไปก็ไม่ได้อะไร
“ฮ่า ๆ! เป็นการตัดสินใจที่ฉลาดดี!” อาลูเย่ปรบมือหัวเราะเสียงดัง พอเห็นเฉินซีและคนอื่น ๆ ทรมานใจต้องยอมโอนอ่อนตามเช่นนี้เขาก็พอใจมาก
แต่พริบตาถัดมาเขาก็หัวเราะไม่ออกอีกต่อไป
ตู้ม!
เฉินซีแวบร่างขึ้นบนแท่นสังเวย ฟาดฝ่ามือใส่อิงหลวนที่ไม่ทันตั้งตัวดั่งสายฟ้าฟาด คว้าคออิงหลวนไว้ได้ ก่อนจะยกร่างนางขึ้นสูง
“เฉินซี! เจ้า….” อาลูเย่โกรธจนตาแทบถลนเมื่อคิดว่าเฉินซีกลับคำ
ตู้ม!
เฉินซีเพียงแต่โยนร่างอิงหลวนไปทางสืออวี๋ง่าย ๆ เหมือนโยนขยะชิ้นหนึ่งทิ้ง
เฉินซีเอ่ยผ่านกระแสปราณ “จับตาดูนางไว้ เราจะใช้ชีวิตนางแลกกับคงโหยวหรานและคนอื่น ๆ ในภายหลัง!”
ตอนนั้นเอง สืออวี๋และคนอื่น ๆ เข้าใจเฉินซี เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มต้องการให้พวกมันได้รู้ซึ้งบ้าง ด้วยการจับจ้าววิญญาณโบราณมาเป็นตัวประกัน ไม่ให้อาลูเย่ทำอะไรไม่ยั้งคิดขึ้นมา!
แม้ว่าอาลูเย่จะทั้งตกใจทั้งโกรธ แต่สุดท้ายก็ยังถอนหายใจโล่งอก หากอิงหลวนยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่เป็นไร!
…
อิงหลวนถูกกำราบและถูกจับตัวไว้ในการต่อสู้ครั้งนี้
ตอนนี้นางเป็นจ้าววิญญาณโบราณคนที่สี่ที่พ่ายแพ้ให้กับเฉินซีแล้ว แต่อีกสามคนไม่เหมือนกับอิงหลวน เพราะพวกเขาร่างสลายหายไปสิ้นแล้ว ไม่อาจฟื้นคืนชีพกลับมาได้อีก
ไม่ว่าอย่างไร เรื่องเกินคาดเช่นนี้ก็นับว่าทำให้พวกอาลูเย่ตกตะลึงมาก
พวกเขารู้ว่าเฉินซีกลั่นและดูดซับแก่นแท้เอกภพมาเก้าแห่งแล้ว ทั้งเฉินซียังมีพลังแห่งจุดจบอยู่ แต่คนฝ่ายพวกเขาก็ยังพ่ายแพ้เฉินซีอย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่ว่าไม่แกร่ง แต่เป็นเพราะความสามารถในการต่อสู้ของเฉินซีนั้นสูงเกินจนคาดการณ์ไม่ได้ต่างหาก!
“คนต่อไป!” พริบตาเดียว น้ำเสียงเยือกเย็นไร้อารมณ์ของเฉินซีก็ดังขึ้นอีกครั้ง เป็นเหมือนน้ำเสียงแห่งความตายก็ไม่เกินจริง ส่งผลให้อาลูเย่และคนอื่น ๆ โกรธเหมือนถูกท้าทายศักดิ์ศรี แต่ในใจก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นเช่นกัน!
ก่อนหน้านี้เฉินซีก็พูดคำนี้ออกมาหลายครั้ง ตอนนั้นจ้าววิญญาณโบราณหลายคนรู้สึกดูถูก เห็นว่าเฉินซีทำเย่อหยิ่งรนหาที่ตายไปอย่างนั้น
แต่ตอนนี้มันต่างไปแล้ว หลังจากเฉินซีชนะการต่อสู้ติดต่อกันสี่ครั้ง จะมีใครกล้าดูถูกผลลัพธ์ที่เห็นกันอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ได้อีก?
เป็นยอดฝีมือที่น่ากลัวคนหนึ่ง! จ้าววิญญาณโบราณที่มีร่างดั่งเหล็กกล้ากัดฟันเอ่ยขึ้นด้วยเสียงน่าหวาดกลัว “บัดซบ! เหยื่อตัวนี้ท้าทายเราไม่หยุด ไม่เห็นเราเป็นสำคัญเลย สมควรถูกทรมานจนสิ้นใจไปเสีย!” เขาอยากจัดการเฉินซีมานานแล้ว แต่ตอนนี้เกิดลังเลและเริ่มกลัวขึ้นมา
กระทั่งอิงหลวนที่เป็นทายาทราชันศักดิ์สิทธิ์อวิ๋นหลานยังถูกจัดการไปได้เช่นนั้น ทำให้จ้าววิญญาณโบราณหลายคนที่นี่รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจริง ๆ
“พวกแกเอาแต่พูดอะไรไร้สาระ แต่กลับไม่กล้าขึ้นสนามต่อสู้ เห็นได้ชัดว่ากลัวจนหัวหด!” สืออวี๋หัวเราะเย้ยมาจากไกล ๆ เอ่ยวาจาถากถางไม่คิดยับยั้ง
หลังจากรู้แล้วว่าคงโหยวหรานและคนอื่น ๆ ยังไม่ตาย ทั้งเฉินซียังสู้ชนะติดต่อกัน สืออวี๋จึงมีกำลังใจขึ้นมาก ไม่รู้สึกกดดันเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว
พอได้ยินคำเยาะเย้ยเช่นนี้ ใบหน้าพวกจ้าววิญญาณโบราณก็ยิ่งบิดเบี้ยว
“ถูกมดมันเย้ยหยันเช่นนี้ หรือว่าพวกเจ้าจะรู้สึกกลัวขึ้นมาจริง?” อาลูเย่หน้าขรึม หมอกดำลอยละล่องออกจากร่าง เป็นดั่งปีศาจแห่งความมืด น้ำเสียงทั้งเยือกเย็นไร้อารมณ์ เขาไม่ได้โกรธเกรี้ยว แต่กลับทำให้ใจคนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นได้
สีหน้าของพวกจ้าววิญญาณโบราณเปลี่ยนไปทันใด