ตอนที่ 2009
บทที่ 2009 เยี่ยมเยือน
October 21, 2026
บทที่ 2009 เยี่ยมเยือน
………………..
บทที่ 2009 เยี่ยมเยือน
ที่พำนักซึ่งตระกูลเฉินจัดไว้ให้แก่พวกเขานั้นรายล้อมไปด้วยภูเขางามและธารน้ำใส มันมีพลังศักดิ์สิทธิ์กระจายอยู่ในทุกหนแห่ง เรียกได้ว่าเป็นที่พักที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
ในยามนี้ พวกเขาทั้งสามกำลังนั่งอยู่บนผืนหญ้าสีเขียวหยกข้างลำธารอย่างสบายอารมณ์
“ศิษย์น้องเล็ก เหตุใดก่อนหน้านี้เจ้าถึงไม่ฆ่าเขาอย่างนั้นหรือ?” อู๋เซวี่ยฉานถามด้วยรอยยิ้ม
เฉินซีชะงักไปครู่หนึ่ง “ข้ามาที่นี่ก็เพื่อรับพ่อแม่ข้ากลับไปเท่านั้น หากจำเป็นข้าก็ต้องอดทนอดกลั้นเสียบ้าง”
ถังเสียนพูดด้วยสีหน้าเย็นชา “จะฆ่าไม่ฆ่าก็ไม่มีผลอันใดต่อเป้าหมายหรอก เฉินซีก็เพียงไม่อยากสร้างศัตรูเพิ่มให้พวกเราเท่านั้น”
คำพูดของเขาสะท้อนความรู้สึกของเฉินซีได้อย่างชัดเจน ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจ
อู๋เซวี่ยฉานกล่าวขึ้น “เอาละ ช่างเรื่องนั้นไปดีกว่า ก่อนหน้านี้เราเคยรวมหัวกันกดดันเฉินหลิงคงให้ยอมมาแล้ว หากพิจารณาร่วมกับความแข็งแกร่งของศิษย์น้องเล็กในตอนนี้ ข้าคิดว่าพวกเขาไม่มีทางยอมอีกอย่างแน่นอน”
ถังเสียนเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ข้าไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องอื่น สิ่งเดียวที่ข้ากังวลก็คือหากศิษย์น้องเล็กเผชิญกับความพ่ายแพ้ในระหว่างการแข่งขัน นั่นก็คงยากที่จะรับมือ”
อู๋เซวี่ยฉานพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ใช่แล้ว อย่างไรเสียตระกูลเฉินเป็นหนึ่งในตระกูลผู้พิทักษ์เต๋าศักดิ์สิทธิ์ พวกเขามียอดฝีมือมากมายอยู่ในตระกูล และแน่นอนว่าคงต้องมีคนฝีมือระดับจ้าวเอกภพด้วย ซึ่งก็เชื่อได้เลยว่าจ้าวเอกภพในโลกภายนอกไม่มีทางจะเทียบได้กับพวกเขาเป็นแน่”
อู๋เซวี่ยฉานหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ศิษย์น้องเล็กเป็นเพียงจ้าวเอกภพสี่ดาราเท่านั้น หากเขาโชคร้ายได้พบกับจ้าวเอกภพเจ็ดดารา แปดดารา หรือแม้แต่เก้าดาราละก็ มันก็ค่อนข้างยากที่จะรับมือ”
ทุกคนในตระกูลเฉินที่สามารถเข้าร่วมคัดเลือกผู้นำตระกูลคนต่อไปจะต้องมีการระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตจ้าวเอกภพอย่างแน่นอน
ในเอกภพจักรวรรดินั้น แม้เป็นเพียงจ้าวเอกภพก็นับว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ครองอำนาจเหนือสิ่งใด
อย่างไรก็ตาม ตระกูลเฉินนั้นเป็นหนึ่งในตระกูลผู้พิทักษ์เต๋าศักดิ์สิทธิ์ เกณฑ์ขั้นต่ำในการเข้าคัดเลือกเป็นผู้สืบทอดของตระกูลจะต้องเป็นจ้าวเอกภพเท่านั้น สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการแข่งขันครั้งนี้รุนแรงและยิ่งใหญ่เพียงใด
เฉินซีเข้าร่วมการแข่งขันในขณะที่เขายังอยู่ในขอบเขตจ้าวเอกภพสี่ดารา หากพิจารณาในแง่ของการบ่มเพาะ ก็ถือว่าเขาอยู่แค่ในระดับกลาง ๆ เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ หากเขาต้องเผชิญกับจ้าวเอกภพเจ็ดดารา แปดดารา หรือก้าวดารา มันก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง
กระนั้น นี่เป็นเพียงความกังวลเท่านั้น หาใช่ความสิ้นหวังที่ชวนให้หันหลังยอมแพ้
อู๋เซวี่ยฉานและถังเสียนตระหนักอย่างชัดเจน แม้ว่าขอบเขตการบ่มเพาะของศิษย์น้องเล็กจะไม่ดีเท่าที่ควร แต่ความแข็งแกร่งในการต่อสู้ที่มีนั้นเรียกว่าท้าทายสวรรค์ เป็นสิ่งที่ไม่อาจชี้วัดกะเกณฑ์ได้เลย
เฉินซีเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นอย่างจริงจัง “ศิษย์พี่อย่าได้กังวลไป เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะทำให้ดีที่สุด!”
…
ณ โลกภูมิเก้าวิญญาณซึ่งเป็นที่ตั้งของตระกูลเฉิน ทันทีที่ข่าวชัยชนะของเฉินซีต่อเฉินจืออวี้กระจายออกไป มันก็ดึงดูดความสนใจของคนทั้งตระกูลอย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงเท่านั้น การที่เฉินหลิงคงพยายามเติมเชื้อไฟลงในกองเพลิงก็ทำให้ตัวตนของเฉินซีและเหตุผลที่เขามาที่นี่กลายเป็นที่เลื่องลือในหมู่พวกเขา คลื่นลูกใหญ่พลันซัดสาดไปทั่วตระกูลเฉิน
“ทายาทของไอ้สารเลวเฉินหลิงจวินนั่นน่ะหรือ? กล้าเข้าร่วมการแข่งขันเช่นนี้ช่างอวดดียิ่งนัก! รนหาที่ตายเสียแล้ว!”
“ก็แค่ไอ้สารเลวที่ไม่ใช่เทพโดยกำเนิดด้วยซ้ำ ไม่มีอะไรน่าพูดถึงเลยสักนิด”
“ถึงอย่างนั้นก็ประมาทไม่ได้ อย่างไรเขาก็เอาชนะจืออวี้ได้จริง ๆ ความแข็งแกร่งของเขาเราจะประเมินต่ำเกินไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะบางทีเขาอาจจะเตรียมตัวมานานมากแล้ว”
“เตรียมตัวมาอย่างนั้นหรือ? เหอะ! ก็เพียงจ้าวเอกภพสี่ดาราเท่านั้น! อย่าลืมสิว่าทั้งเฉินเต้าหยวน เฉินเซียวอวิ๋น และเฉินชิวสุ่ยนั้นเก่งกาจแค่ไหน พวกเขาสามารถบดขยี้เฉินซีได้อย่างแน่นอน!”
“รอดูต่อไปเถิด เจ้าคนหน้าไม่อายนั่นจะต้องได้รับผลกรรมจากความกระสันอยากจะได้ตำแหน่งผู้สืบทอดอย่างแน่นอน! พวกเราจะได้เห็นกันในวันที่พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษเริ่มขึ้น!”
การถกเถียงอันเผ็ดร้อนเกิดขึ้นในหมู่คนตระกูลเฉินรุ่นเยาว์เป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่บรรดาผู้อาวุโสล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับเหตุผลในการมาที่นี่ของเฉินซีมากกว่า!
“ที่แท้เขาก็ได้รับการสนับสนุนจากเขาเทพพยากรณ์และตระกูลถัง ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงกล้าทำตัวจองหองและใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือไอ้สารเลวเฉินหลิงจวินกับฮูหยินของมัน ใจกล้าบ้าบิ่นเสียจริง”
“ไม่ว่ายังไงก็ตาม เราไม่มีทางปล่อยให้พวกมันสมหวังอย่างแน่นอน!”
“ใช่แล้ว คนชั่วเฉินหลิงจวินจะต้องอยู่ที่นี่ มันเป็นทางเดียวที่จะรักษาเกียรติและความปลอดภัยของตระกูลเอาไว้ได้! ไม่ว่าอย่างไรก็จะปล่อยเขาไปไม่ได้เด็ดขาด!”
…
ในขณะที่เรื่องเหล่านี้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่ร้อนแรงที่สุด อู๋เซวี่ยฉานและถังเสียนก็ได้ออกจากที่พำนักและไปเยี่ยมเยียนผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริงของตระกูลเฉิน
อย่างที่ถังเสียนพูดไว้ก่อนหน้า แม้ว่าเฉินหลิงคงจะเป็นมหาเทพเต๋าและดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสระดับสูงในตระกูลเฉิน แต่การที่เขามีอำนาจมากมายเช่นนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าเขาจะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด
นั่นก็เพราะตระกูลเฉินมีผู้อาวุโสจำนวนมากที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์มีชีวิต! พวกเขา… เป็นรากฐานที่แท้จริงของตระกูลเฉิน
อู๋เซวี่ยฉานและถังเสียนจากไปแล้ว เหลือเพียงเฉินซีที่ยังคงนั่งขัดสมาธิเข้าฌานเพียงลำพัง