ตอนที่ 1261
บทที่ 1263 เฟิงเอ๋อร์มาถึงแล้ว
October 22, 2026
บทที่ 1263 เฟิงเอ๋อร์มาถึงแล้ว
“ถึงแม้จะกลัว พวกเราก็ต้องติดตามตระกูลฉินออกจากเขตจิงจีไปอยู่ดี มิเช่นนั้น อีกไม่นานฝ่าบาทคงต้องมาคิดบัญชีกับตระกูลหนิงของข้าเป็นแน่”
“แต่หากอาศัยเพียงทหารองครักษ์ค่ายเทียนจีและองครักษ์ชุดดำ การจะฝ่าวงล้อมออกไปนั้น เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก”
ทางด้านข้าง สวีชางเป็นเพียงคหบดีธรรมดา ๆ อาศัยความสัมพันธ์ทางเครือญาติ จึงส่งสวีโม่เข้าไปในกองบัญชาการตรวจตราเมือง
หากพูดถึงฐานะตำแหน่งแล้ว เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะยืนเคียงข้างกับหนิงกั๋วกงและหย่งอันโหวเลย
แต่ตอนนี้ พวกเขาต่างก็กลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกันไปแล้ว ย่อมไม่ถือสาเรื่องลำดับชั้นอีกต่อไป
สวีชางกอดอกพิงรถม้า กลับเป็นคนที่ดูสบายใจที่สุดในบรรดาสามคน
“ถึงแม้จะต้องตาย ตระกูลสวีของพวกเราก็จะเดินบนเส้นทางเดียวกับตระกูลฉินจนถึงที่สุด”
“หากไม่ใช่เพราะฉินเฟิง บุตรชายของข้าจะมีโชควาสนาเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร? แม่ทัพใหญ่แห่งเป่ยซี ฮ่า ๆ มีคนอิจฉามากมายเพียงใด!”
“ก่อนหน้านี้ได้รับข่าวว่า บุตรชายข้าเกือบเสียชีวิตที่ชายแดนใต้ แต่เป็นเพราะฉินเฟิงที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ไปช่วยเหลือ จึงรักษาชีวิตบุตรชายข้าไว้ได้”
“ตระกูลสวีของพวกเรากับตระกูลฉิน ตั้งแต่นั้นผูกพันแน่นแฟ้น แยกจากกันไม่ได้มานานแล้ว”
เห็นได้ชัดว่า สวีชางเตรียมพร้อมที่จะตายแล้ว เขายอมตายดีเสียกว่าที่จะเป็นภาระให้กับบุตรชายอย่างสวีโม่
เมื่อเห็นเช่นนั้น หย่งอันโหวก็ไม่บ่นอีกต่อไป ถึงอย่างไร หนิงหู่ก็เป็นแม่ทัพใหญ่แหงเป่ยซีเช่นกัน
เซี่ยปี้ไม่มีบุตรชายสืบสกุล แต่บุตรสาวของเขากลับเป็นสะใภ้ตระกูลฉิน ทั้งยังเป็นพระชายาอีกด้วย ความสัมพันธ์นี้ทำให้ตระกูลเซี่ยและตระกูลฉินสามารถร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันได้
เมื่อหัวหน้าตระกูลทั้งสามต่างมีความมุ่งมั่นเช่นนี้ เหล่าภรรยาและบุตรสาวที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาก็ย่อมร่วมเป็นร่วมตายเช่นกัน
เนื่องจากภรรยาของเซี่ยปี้เสียชีวิตไปตั้งแต่หลายปีก่อน ภรรยาของตระกูลหนิงและตระกูลสวีจึงจึงนำเหล่าภรรยาและบุตรสาวคนอื่น ๆ อีกกว่าสิบคน ทุกคนต่างแสดงท่าทีพร้อมที่จะสละชีวิตอย่างกล้าหาญ
เวลาหนึ่งชั่วยามผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉินเทียนหู่สวมชุดเกราะด้วยตัวเอง และรุดไปยังแนวหน้า เตรียมพร้อมที่จะสู้รบกับศัตรูจนตัวตาย
ส่วนจ้าวหลี ภายใต้คำสั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้กระทั่งการข่มขู่จากจางจงไห่ ในที่สุดก็เริ่มบัญชาการกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ค่อย ๆ กระชับวงล้อมให้แคบลง
จ้าวหลีรู้ดีว่าคนตระกูลฉินจะไม่ลงมือกับเขาโดยง่าย ดังนั้นเขาจึงยืนอยู่แถวหน้าสุดของกองทัพตลอด พลางตะโกนใส่ทหารองครักษ์ค่ายเทียนจีที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
“พวกเราเดิมทีไม่ควรต้องมาประจันหน้ากันในสนามรบเช่นนี้ เพียงแต่ถูกบีบคั้นจากสถานการณ์ จนไม่มีทางเลือก หากต้องต่อสู้กันจริง ทุกท่านก็ไม่ต้องเกรงใจ!”
“ทุกท่าน รักษาตัวด้วย!”
จ้าวหลีไม่เต็มใจอย่างยิ่ง แต่ก็ยังคงออกคำสั่ง ให้เปิดฉากโจมตีคนตระกูลฉิน
ทหารเกราะหนักที่อยู่แถวหน้าเริ่มเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ก่อให้เกิดเสียงย่ำเท้าดังสนั่นหวั่นไหว
ฝั่งตรงข้าม ทหารองครักษ์ค่ายเทียนจีมีสายตาที่ไร้ความหวั่นไหว แม้รู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้ต้องตายอย่างแน่นอน แต่พวกเขาก็ยังคงเสริมแนวป้องกันอย่างมั่งคง ไม่หวั่นไหว สาบานว่าจะร่วมเป็นร่วมตายกับคนตระกูลฉิน
“พี่น้องทั้งหลาย แม้ต้องตาย พวกเราก็ต้องตายอยู่เบื้องหน้าคนตระกูลฉิน!”
“หากไม่มีฉินอ๋อง ก็คงไม่มีพวกเราวันนี้ ในฐานะทหารองครักษ์ค่ายเทียนจีแต่กลับไร้ซึ่งพละกำลังที่จะปกป้องคนตระกูลฉินให้ปลอดภัย พวกเราก็ไม่มีหน้าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว”
“ชาติหน้า จะกลับมาขอโทษฉินอ๋องอีกครั้ง!”
เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพประจำการของเขตจิงจีที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า เหล่าทหารองครักษ์ค่ายเทียนจีไม่เกรงกลัวความตาย ทหารแถวหน้าต่างยกโล่ขนาดใหญ่ขึ้น ส่วนทหารแถวหลังก็ยกหอกยาวและทวนยาวขึ้น
กองทหารม้าทมิฬเตรียมพร้อมรอจังหวะ พร้อมที่จะบุกเข้าโจมตีทุกเมื่อ
ระยะห่างระหว่างสองฝ่ายยิ่งใกล้เข้ามา เหลือไม่ถึงห้าสิบก้าว!
ในขณะที่การต่อสู้ครั้งใหญ่กำลังจะปะทุ และทุกคนต่างรู้สึกหวาดกลัวจนแทบกลั้นหายใจ ทันใดนั้นกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์กลับหยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน จากนั้นก็ถอยหลังไปหลายสิบก้าวอย่างอลหม่านเล็กน้อย
จากนั้นเริ่มแยกรูปขบวน จากรูปขบวนโอบล้อมที่แน่นหนาเหมือนถังเหล็ก ก็แยกออกเป็นสามรูปขบวนสี่เหลี่ยม
ทหารผู้ติดตามทั้งหมดถูกให้ถอยร่นไปอยู่ตรงกลาง ส่วนทหารเกราะหนักคอยปกป้องทั้งแนวหน้าและแนวหลัง เหล่าทหารทุกนายของกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ต่างระแวดระวัง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ