ตอนที่ 13
บทที่ 13 คลื่นใต้น้ำโหมซัด
October 22, 2026
บทที่ 13 คลื่นใต้น้ำโหมซัด
ด้วยแผนภาพกลยุทธ์การทหารในมือ ฉินเทียนหู่ราวกับได้รับอัญมณี เขาเดินเข้าห้องตำราทันที จากนั้นเริ่มเขียนฎีกาถวายต่อฮ่องเต้
ฉินเฟิงที่รอดจากการถูกตีก็ย่ามใจ เขานั่งลงบนที่นั่งของบิดา ทั้งยังไขว่ห้างวางขาไว้บนโต๊ะด้วยท่าทีของผู้ชนะ
หลิ่วหงเหยียนตกตะลึงเมื่อเห็นท่าทีนี้ บิดาของนางหวงโต๊ะตำราตัวนี้มาก ถ้าเขารู้เข้าฉินเฟิงได้ตายเป็นแน่
คิดได้ดังนั้น นางก็รีบคว้าหูของน้องชายและดึงเขาออกจากโต๊ะ ก่อนจะพูดอย่างหวาดระแวง “เจ้าเด็กคนนี้ พอไม่สนใจเจ้าหน่อยก็เอาใหญ่เลยนะ! แค่ให้กลยุทธ์การศึกกับท่านพ่อ มีอะไรให้ภูมิใจ! เจ้านี่วอนหาเรื่องจริง ๆ”
ฉินเฟิงกุมใบหูและกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับหลิ่วหงเหยียน เขาไม่ได้วิ่งหนีเหมือนคราวฉินเทียนหู่แต่ยินยอมถูกเหยียบย่ำ
เมื่อเห็นดวงตาน่าสงสารของน้องชาย หลิ่วหงเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะปล่อยเขาให้เป็นอิสระ
ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้ฉินเฟิงกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับกลยุทธ์อย่างลับ ๆ
ในเมื่อหลี่รุ่ยไม่ต้องการให้ต้าเหลียงส่งกองกำลังไป ฉินเฟิงจึงต้องการทำสิ่งที่ตรงกันข้าม ด้วยการช่วยให้ฉินเทียนหู่ได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้เพื่อ อำนวยความสะดวกในสงครามครั้งนี้
…
นายน้อยตระกูลฉินไม่ใช่คนหัวรุนแรง แต่เขาก็ไม่ต้องการให้บิดาถูกคนอื่น ๆ ในราชสำนักกดดัน…
ขณะเดียวกันที่หออวี่เยียนหรือหอโคมเขียวในเมืองหลวง
หลี่รุ่ยขว้างถ้วยชาลงบนพื้นเต็มแรง หญิงสาวที่มานั่งด้วยตกใจเสียจนใบหน้าซีดเซียว นางแทบไม่กล้าหายใจแรง
ใบหน้าของหลี่รุ่ยมืดมนอย่างมาก เขาเหลือบมองเฉิงฟาที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้าง ก่อนจะตวาดด้วยความโกรธ “ไร้ประโยชน์! เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ยังทำไม่สำเร็จ ข้าต้องมีเจ้าไปเพื่อกระไร!”
แผนการฆ่าคนกลางถนนครั้งนี้ หลี่รุ่ยยอมเสี่ยงอย่างมาก
ทันทีที่แผนถูกเปิดโปง ไม่ต้องพูดถึงผลกระทบต่อพรรคพวกในกรมคลังเลย เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็คงไม่มีวันฟื้นคืนกลับมาได้
การลอบสังหารครั้งนี้ควรสำเร็จ ใครจะคิดว่าเฉิงฟาจะพึ่งพาไม่ได้เพียงนี้ เขาส่งมือสังหารไปเพียงสองคนเท่านั้น!
โชคดีคุณหนูสี่แห่งตระกูลฉินเป็นคนเด็ดขาด นางจึงฆ่ามือสังหารทั้งสองสิ้น
มิเช่นนั้น หากพวกเขารอดชีวิตและถูกจับไปได้ ผลที่ตามมาคือหายนะ
เฉิงฟาก็โกรธเช่นกัน นักฆ่าสองคนนี้เรียกได้ว่าเป็นนักฆ่ามืออาชีพที่ไม่เคยทำงานพลาดมาก่อน
นี่มันบ้าบอเกินไปแล้ว!
เหตุใดเมื่อเผชิญหน้ากับจิ่งเชียนอิ่งพวกเขาจึงอ่อนแอถึงเพียงนี้
เมื่อเผชิญหน้ากับหลี่รุ่ยที่โกรธเกรี้ยว เฉิงฟาก็ไม่กล้าลังเล เขารีบลุกขึ้นคำนับ “นายน้อยได้โปรดใจเย็นก่อน ครั้งนี้ฉินเฟิงโชคดี คาดไม่ถึงว่าจิ่งเชียนอิ่งจะคอยปกป้องเขาอย่างลับ ๆ ครั้งต่อไป เจ้านั่นจะต้องตายอย่างไร้ที่ฝังแน่นอน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่รุ่ยก็ตะคอกอย่างเย็นชา “ไม่มีคราวหน้าแล้ว!”
เฉิงฟาใจเต้นแรง คิดว่าหลี่รุ่ยต้องการลงโทษตนเองที่ทำงานไม่สำเร็จ เขากำลังจะร้องขอความเมตตา แต่กลับได้ยินอีกฝ่ายหัวเราะขึ้นมาอย่างชั่วร้าย
“การลอบสังหารครั้งเดียวก็เกินพอ หากมีครั้งต่อไปย่อมไม่สำเร็จ เจ้าก็เห็นการแสดงออกของฉินเฟิงที่การสอบชุมนุมกวีวันนี้แล้ว”
“เจ้าหมอนี่แสร้งทำเป็นโง่เพียงผิวเผิน แต่ในใจใสราวกระจก ยามนี้เขาต้องระวังตัวมากขึ้นเป็นแน่”
เฉิงฟาไม่พอใจเล็กน้อย “จะปล่อยไปเช่นนี้หรือ?”
“ปล่อยไปหรือ?” ดวงตาของหลี่รุ่ยเผยร่องรอยของความเย็นชาออกมาอย่างปิดไม่มิด “เจ้าแค่ปล่อยข่าวลือออกไปว่าในงานเลี้ยงวันเกิดตระกูลเซี่ย ฉินเฟิงแอบถ้ำมองคุณหนูตระกูลเซี่ยก็พอ”
“แพร่ข่าวลือออกไปให้ทั่ว บอกว่าคุณหนูตระกูลเซี่ยดูบอบบาง แต่จริง ๆ แล้วนางมีหน้าอกใหญ่ และมีบั้นท้ายที่เหมาะแก่การคลอดบุตร ทั้งเจ้าหมอนั่นยังบอกได้อย่างชัดเจนว่ามีไฝอยู่ที่ใดบนร่างกายของนาง”
คุณหนูตระกูลเซี่ย นามเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ เป็นอัญมณีในฝ่ามือของหนิงกั๋วกง เซี่ยปี้
เซี่ยปี้ที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างชื่อเสียงด้านการศึกให้กับต้าเหลียง เขามีเกียรติยศสูงศักดิ์ในเมืองหลวง
มากไปกว่านั้นเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ยังติดต่อใกล้ชิดกับเหล่าองค์หญิงอีกด้วย เดิมทีอุปนิสัยนางไร้ความยำเกรงและชอบแก้แค้น
ในเมืองหลวงลือกันให้ทั่วว่านางเป็นดรุณีสาวที่ชอบใช้ความรุนแรง
แม้แต่หนุ่มเสเพลก็ยังไม่กล้าไปยั่วยุ