ตอนที่ 408
บทที่ 408 ฝืนบุกเป่ยซี
October 22, 2026
บทที่ 408 ฝืนบุกเป่ยซี
ผู้บัญชาการกองทัพซางกานมีสีหน้าเคร่งเครียด มิอาจเอื้อนเอ่ยคำใดอยู่เนิ่นนาน
กองทัพเพิ่งกรีธามาถึงแนวหน้า รากฐานยังไม่มั่นคงก็ถูกอำเภอเป่ยซีจู่โจมกะทันหัน สูญเสียกำลังพลอย่างสาหัส ที่สำคัญคือแนวรบที่วางไว้ล้วนรวนไปหมด หากจัดแนวรบใหม่ในการต่อสู้ ย่อมต้องพลาดโอกาสอันดีในการบุก ทันทีที่ข่าวนี้ถูกส่งกลับเมืองหลวง น่ากลัวว่ายากจะปัดความผิดให้พ้นตัว
เมื่อใคร่ครวญไปมา ผู้บัญชาการก็กัดฟัน “ยึดตามแผนเดิม ยามอู่พรุ่งนี้ เราจะบุกอำเภอเป่ยซี!”
ยามนี้มีแต่ต้องรักษาม้าตายประหนึ่งม้าเป็น พยายามอีกสักเฮือก จึงจะกอบกู้สถานการณ์ได้บ้าง
กุนซือในกองทัพรุดหน้ามา “ท่านแม่ทัพ เครื่องมือที่จะใช้บุกเมืองของฝ่ายเราเสียหายร้ายแรง ซ้ำร้ายยังถูกอำเภอเป่ยซีจู่โจมจนทหารเสียขวัญกำลังใจ หากบุกต่อนับเป็นการเสียเปรียบอย่างยิ่ง จากที่สายสอดแนมรายงานกลับมา กำแพงรอบอำเภอเป่ยซีสร้างได้กว่าครึ่งแล้ว มิหนำซ้ำยังสร้างได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง ประหนึ่งป้อมกลางนา ผังต่อผังสร้างติดต่อกัน”
“อำเภอเป่ยซีคาดการณ์แต่แรกว่าต้องถูกโจมตีระหว่างสร้างเมืองได้ครึ่งทาง จึงตั้งใจใช้อุบายนี้ รอให้กำแพงนอกเมืองสร้างจนเสร็จสิ้นแล้ว จากนั้นจึงเจาะทะลุกำแพงกั้นแต่ละผังเพื่อให้เชื่อมถึงกัน บัดนี้ ผังเมืองสี่เหลี่ยมทั้งหลายเสมือนโอ่งมากมาย ไม่ว่าบุกจากทิศใดล้วนมิอาจหลีกเลี่ยงการติดกับในโอ่ง ถูกโจมตีจากรอบด้าน”
“รอจนเครื่องมือบุกเมืองขนมาถึง จัดเตรียมกำลังพลและม้า ฝ่าทะลวงจุดเดียวจึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด”
มีหรือที่ผู้บัญชาการจะไม่เข้าใจเรื่องนี้
ทว่าที่เขารีบร้อนบุกเมืองในเวลานี้นับเป็นการกระทำจากความจนใจ กบฏอำเภอผิงหนานเป็นฝีมือของหน่วยนกฮูกราตรีทั้งหมด บัดนี้ก่อความวุ่นวายก็เพื่อตีขนาบประสานกันจากทั้งภายในภายนอก ประกบโจมตีอำเภอเป่ยซี
หากพลาดโอกาสอันหาได้ยากยิ่งนี้ การคิดจะรอโอกาสใหม่ก็มิต่างจากปีนป่ายนภา!
ผู้บัญชาการตวาดเสียงต่ำทันที “ข้าตัดสินใจแล้ว! ยามอู่พรุ่งนี้ บุกโจมตีอำเภอเป่ยซี!”
กุนซือปวดใจนัก กระนั้นก็มิอาจทำอันใดได้ เขาลอบถอนหายใจกับตนเอง หากแม่ทัพเฉินซืออยู่ที่นี่ เป็นต้องยอมล้มเลิกการบุกเมืองแน่!
ผู้บัญชาการตรงหน้าดึงดันต้องการบุกเมืองให้ได้เพื่อใช้ความดีความชอบลบล้างความผิด หารู้ไม่ว่า ศึกนี้มิใช่วัวหายล้อมคอก การตัดสินใจของเขามีแต่จะยิ่งทำให้กองทัพซางกานสูญเสียหนักขึ้น
…
ยามนี้หลี่จางยืนอยู่บนประตูเมือง มององครักษ์ค่ายเทียนจีที่เดินทางกลับมาแล้วถามเสียงดัง “จับเป็นหรือไม่?”
องครักษ์ผู้นำทัพเงยหน้าตะโกนตอบ “เรียนซื่อจื่อ เจ้านั่นสารภาพหมดแล้วขอรับ เป็นดังที่ท่านคาด ผู้ที่นำกองทัพซางกานในครานี้มิใช่เฉินซือ”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่จางก็อารมณ์เบิกบาน โบกไม้โบกมือ “ประเสริฐ รีบกลับไปพักผ่อนในเมืองเถิด!”
หลี่จางหันไปมองหลินฉวีฉี มิอาจปกปิดความปีติในใจ “พรุ่งนี้กองทัพซางกานต้องยกทัพบุกมาแน่!”
คิ้วของหลินฉวีฉีขมวดเป็นปม “กองทัพซางกานเป็นหนึ่งในกำลังรบหลักของเป่ยตี๋ มีกำลังพลมหาศาล กองทัพใหญ่รุกราน ย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงศึกอันโหดร้าย แต่ไยซื่อจื่อจึงยินดีถึงเพียงนี้?”
หลี่จางไพล่มือไปด้านหลัง เผยอยิ้มเย็นที่มุมปาก “พี่ฉินซ่องสุมกำลังในอำเภอเป่ยซีมาตั้งนานก็เพื่อรอศึกนี้”
หลินฉวีฉีมีแววตาตกตะลึง ก่อนหน้านี้ที่ฉินเฟิงจัดให้มีการปลูกสร้างสิ่งต่าง ๆ ในอำเภอเป่ยซี หลินฉวีฉีคิดว่าเป็นเพียงการป้องกันเท่านั้น ประกอบกับเพื่อสวัสดิการของราษฎร มิเคยนึกไปถึงขั้นกลยุทธ์สงคราม ทว่าหลี่จางตรงหน้ามาถึงอำเภอเป่ยซีได้ไม่นานก็มองความนัยที่แฝงไว้ในนี้ออกแล้ว หลินฉวีฉีทั้งนับถือทั้งฉงน
“ซื่อจื่อ หมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
ใบหน้าหลี่จางเปี่ยมด้วยความนับถือเช่นกัน เขาลอบทอดถอนใจ ฉินเฟิงลับคมกับขุนนางแต่ละฝ่ายและฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงในเมืองหลวงมาตั้งนาน เคี่ยวกรำจนมีความสามารถ ‘มองล่วงหน้าไปสิบก้าว’
“การสร้างกำแพงนอกอำเภอเป่ยซีโดยให้เชื่อมกันปกคลุมไปทั้งเมืองนี้ การป้องกันการรุกรานเป็นเพียงหนึ่งในจุดประสงค์เท่านั้น ความหมายที่แท้จริงคือ การวางอุบายหลอกล่อกองทัพเป่ยตี๋มาลงโอ่งแต่โดยดีต่างหาก”
“แต่ละผังเมืองสี่เหลี่ยมล้วนเชื่อมถึงกัน ขณะเดียวกันก็อยู่เป็นเอกเทศน์ ตั้งรับง่าย รุกรานยาก! หากศัตรูคิดจะบุกเข้ามาถึงเมืองชั้นใน ย่อมต้องพิชิตผังเมืองสี่เหลี่ยมให้ได้ก่อน ผังเมืองสี่เหลี่ยมจึงเปรียบเสมือนโอ่ง สามารถโจมตีศัตรูได้จากรอบทิศ! เห็นได้ชัดว่า นับตั้งแต่ฉินเฟิงเริ่มขยายอำเภอเป่ยซี เขาก็คาดการณ์ได้แล้วว่า ในวันข้างหน้าจักมีสงครามนองเลือดแน่นอน”
“ผู้บัญชาการกองทัพซางกานมีสองเหตุผลที่ต้องบุกให้ได้ หนึ่งเพื่อใช้ความดีความชอบลบล้างความผิด สองเพื่อประสานกับกบฏอำเภอผิงหนาน คอยดูเถิด ยามอู่พรุ่งนี้ กองทัพซางกานจักได้ลิ้มรสความเกรียงไกรของเมืองหน้าด่านแห่งแคว้นต้าเหลียงเรา!”