ตอนที่ 54
บทที่ 54 ใส่ร้าย
October 22, 2026
บทที่ 54 ใส่ร้าย
หากตัดใจได้ก็ต้องยอมตัด เสียสิ่งนี้ไปเดี๋ยวก็ได้สิ่งใหม่มา
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง ตาเฒ่าสารพัดพิษนั่นไม่ปล่อยโอกาสรีดไถฉินเฟิงไป อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของนายน้อยฉินคือการผูกขาดกิจการในเมืองหลวง ต่อให้กิจการจะเล็กแค่ไหน แต่หากมีฐานการซื้อขนาดใหญ่อย่างต้าเหลียง ผลกำไรย่อมงดงาม เมื่อลองชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย และคำนวณกำไรขาดทุนแล้ว หากยังพอได้กำไรอยู่บ้างก็ถือว่าไม่ได้เหนื่อยเปล่า ที่ชายหนุ่มยินยอมก็เพราะความจริงข้อนี้ แต่หากต้องขาดทุนล่ะก็… ฮ่องเต้ก็ฮ่องเต้เถอะ!
แทนที่จะกล่าวว่าฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงหลอกเอาเงิน ชายหนุ่มคิดว่าควรจะเรียกว่า ‘ค่าธรรมเนียมการคุ้มครอง’ จะเข้าท่ากว่า
แม้ว่าฉินเฟิงจะบ้า ๆ บอ ๆ ทั้งวัน หรือทำให้เมืองหลวงวุ่นวาย แต่ตราบใดไม่ได้แตะต้องผลประโยชน์สูงสุดของฮ่องเต้ พระองค์ก็พอจะหลับตาข้างหนึ่งได้
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงมองไปที่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์และคนอื่น ๆ จากนั้นก็ตรัสเบา ๆ “วันนี้เป็นงานเลี้ยงวันคล้ายวันพระราชสมภพของจี้อ๋อง เกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ได้อย่างไร พวกเจ้าเป็นถึงลูกหลานขุนนางคนสำคัญ ไยจึงไร้มารยาทเช่นนี้?”
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์และคนอื่น ๆ หน้าตาเหยเกอยู่ครู่หนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าฉินเฟิงเป็นคนวิ่งชนฝ่าบาท ความจริงควรถูกลงโทษทันที แต่แทนที่จะตำหนินายน้อยฉิน ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงกลับชี้นิ้วไปที่คนอื่น แน่นอนว่า คนถูกตำหนิรู้สึกไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยขัด
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์อดไม่ได้ที่จะสงสัยว่าฉินเฟิงผู้นี้ใช้กลวิธีใดหลอกล่อฝ่าบาท? ฮ่องเต้ผู้เด็ดขาดถึงมีความอดทนกับเขาขนาดนี้
เมื่อเห็นฉินเฟิงที่ยืนถัดไปจากฮ่องเต้ ลอยหน้าลอยตาทำตัวเหมือนคางคกขึ้นวอ เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็โกรธมาก “กราบทูลฝ่าบาท ฉินเฟิงผู้นี้ทำลายความบริสุทธิ์ของหม่อมฉัน เขาปล่อยข่าวลือสกปรกในเมืองหลวง หม่อมฉันโกรธมากจึงลงไม้ลงมือกับเขา ฝ่าบาทโปรดตัดสินอย่างยุติธรรมด้วยเพคะ”
สายพระเนตรของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ไม่ใช่แค่เมืองหลวงเล็ก ๆ แต่ทั่วทั้งต้าเหลียงล้วนอยู่ภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวดของพระองค์ ดังนั้น ฝ่าบาทย่อมรู้ว่า ‘ข่าวลือสกปรก’ ที่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์หมายถึงคืออะไร
ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่า ฉินเฟิง เจ้าเด็กสารเลวนี่สามารถทำเรื่องเลวร้ายตามข่าวลือได้จริง ๆ
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเหลือบมองบุตรชายเสนาบดีกรมกลาโหม แสร้งทำเป็นจริงจัง “ฉินเฟิง นี่เป็นความจริงหรือไม่?”
นายน้อยฉินปั้นหน้าเสียใจ และปฏิเสธทันที “ฝ่าบาทโปรดตรวจสอบ เรื่องเช่นนี้ กระหม่อมไม่มีทางทำแน่ เห็นได้ชัดว่ามีคนจงใจใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมา ฉินเฟิงก็หันไปมองเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ และแก้ต่าง “เรื่องนี้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนมากมายในเมืองหลวง ทำลายชื่อเสียงสตรีที่ยังไม่ออกเรือน มิหนำซ้ำสตรีนางนั้นยังเป็นถึงบุตรีของเสาหลักแห่งแคว้น นี่หาใช่ความผิดเล็กน้อย ในเมื่อคุณหนูเซี่ยยืนกรานว่าข้าเป็นคนทำเรื่องเลวร้ายดังกล่าว ท่านมีหลักฐานหรือไม่ หากไม่มีหลักฐาน นี่ถือเป็นการใส่ร้ายโดยเจตนา คุณหนูเซี่ยรู้หรือไม่ว่า ประโยคเดียวจากปากของเจ้าสามารถทำให้ข้าตายได้?”
“หากมีใครใช้เรื่องนี้ป้ายสีข้า ก็เท่ากับว่าลากตระกูลฉินทั้งตระกูลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย”
ฉินเฟิงหรี่ตา ก้มลงจ้องดวงตาล่อกแล่กเล็กน้อยของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ “ตอนนี้พวกเป่ยตี๋กำลังบุกประชิดชายแดน บิดาของข้าอยู่ฝ่ายกลาโหมที่ต้องการทำสงคราม หากเขาถูกดึงให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ ภายภาคหน้าในราชสำนักก็จะมีแค่ฝ่ายที่ปราถนาสันติเพียงอย่างดี หรือว่าคุณหนูเซี่ยเป็นคนของเสนาบดีกรมคลังจึงตั้งใจใช้เรื่องนี้กดดันตระกูลฉิน!”
ทันทีที่ฉินเฟิงเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ออกมา บรรยากาศรอบ ๆ ก็เกิดความกระอักกระอ่วนยากที่จะอธิบายขึ้น
ดวงตาของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เบิกกว้าง นางมองไปที่ฉินเฟิงด้วยแววตาเหลือเชื่อ คุณหนูเซี่ยไม่เคยคาดคิดว่าฉินเฟิงจะทำให้เรื่องใหญ่โตได้ถึงเพียงนี้ เขาเปลี่ยนความขัดแย้งระหว่างบุตรหลานขุนนางไปเป็นความขัดแย้งในราชสำนัก ลามไปถึงภัยความมั่นคงของแว่นแคว้น เดิมทีเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์วางแผนจะกล่าวหาฉินเฟิงต่อหน้าฮ่องเต้ เพื่อให้อีกฝ่ายยอมรับผลของการกระทำตนเอง แต่กลับถูกคนหน้าด้านผู้นี้แว้งกัดเสียได้
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยว อยากจะกล่าวโต้แย้ง แต่ก็ทำได้เพียงกลืนคำพูดนั้นลงไป