ตอนที่ 551
บทที่ 551 พูดคุยอย่างเปิดอก
October 22, 2026
บทที่ 551 พูดคุยอย่างเปิดอก
องค์ชายเจ็ดสวมรองเท้า จากนั้นก็คว้าเสื้อคลุมจากบนเตียง แล้วเดินออกจากตำหนักโดยมีเสี่ยวจั๋วจื่อคอยคุ้มกัน
นับตั้งแต่สงครามระหว่างแคว้นเริ่มต้นขึ้น องค์ชายเจ็ดก็มิได้ก้าวออกจากตำหนักแม้แต่ก้าวเดียว
ด้วยความมุ่งมั่นเพียงนี้ ทำให้เสี่ยวจั๋วจื่อยกย่ององค์ชายเจ็ดยิ่งนัก
“องค์ชายรองทรงระแวงมาก เพียงพระองค์เสด็จออกนอกพระตำหนัก เขาก็ส่งคนมาคอยจับตามอง ทำให้เกิดการต่อสู้ไม่รู้จบ”
“เพื่อมิให้กระทบต่อสงครามระหว่างแคว้น พระองค์จึงมิได้เสด็จออกนอกพระตำหนักเลย”
“แต่เรื่องนี้… กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้”
“องค์ชาย กระหม่อมเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘เอ่ยอย่างเดียวแต่ไม่ลงมือทำก็ไร้ค่า ลงมือทำอย่างเดียวแต่ไม่พูดก็โง่เขลา ลงมือทำและพูดไปด้วยถึงจะเรียกว่าฉลาด”
“หากแม้แต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็ยังไม่ทรงทราบถึงความทุ่มเทขององค์ชายที่มีต่อแว่นแคว้น เมื่อถึงคราวแต่งตั้งรัชทายาท ฮ่องเต้ต้าเหลียงจะนึกถึงความดีของพระองค์ได้อย่างไร!”
องค์ชายเจ็ดใส่เสื้อคลุมแล้วเดินอย่างช้า ๆ ไปทางตำหนักขององค์ชายรอง
แม้จะรับฟังเสียงของเสี่ยวจั๋วจื่อที่พร่ำไม่หยุดอยู่ข้างกาย แต่ก็มิได้รำคาญแต่อย่างใด
ด้วยอย่างไร เสี่ยวจั๋วจื่อก็หวังดี
องค์ชายเจ็ดเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ถามบ่าวคู่ใจ “เสี่ยวจั๋วจื่อ เจ้าคิดว่าผู้ใดอาศัยอยู่ในพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้กัน?”
แม้เสี่ยวจั๋วจื่อจะยังไม่เข้าใจจุดประสงค์ของคำถาม แต่ก็ตอบโดยทันที “ราชวงศ์พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบของเสี่ยวจั๋วจื่อองค์ชายเจ็ดก็แย้มยิ้มบาง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “เจ้าตอบถูกเพียงครึ่งเดียว”
“ไม่ว่าผู้ใดก็ตามที่สามารถอาศัยอยู่ในพระราชวังต้องห้ามแห่งนี้ได้อย่างยาวนานล้วนมิใช่คนธรรมดา”
“อย่าว่าแต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงเลย แม้แต่พระสนมในวังหลังก็ล้วนมีหูตากว้างไกล”
“จะทำการใดก็ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้”
“พระราชวังต้องห้ามแห่งนี้มีสิ่งใดเป็นความลับเล่า บางสิ่งแม้จะอยากปิกก็มิอาจซ่อน นับประสาอะไรกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้”
หลังจากได้ฟังองค์ชายเจ็ด เสี่ยวจั๋วจื่อก็เข้าใจบางสิ่งขึ้นมา
ภายในวังหลังแห่งนี้คิดจะทำหรือคิดจะเอ่ยสิ่งใด แท้จริงหาได้สำคัญกระไรนัก
ด้วยแม้มิได้เอ่ยออกมา ผู้อื่นก็รับรู้ได้
มิหนำซ้ำ การเปล่งวาจาออกไปยิ่งดูจงใจ หากจงใจมากเกินไปก็จะดูเสแสร้ง
แต่เมื่อไม่แพร่งพรายออกไป สิ่งที่ตั้งใจไว้กลับเกิดผลอย่างคาดไม่ถึง
แววตาของเสี่ยวจั๋วจื่อเปล่งประกาย เขายกย่ององค์ชายเจ็ดมากขึ้นไปอีกขั้น
“ทว่าองค์ชาย เรามาตำหนักขององค์ชายรองโดยไม่บอกกล่าวเช่นนี้จะไม่เป็นไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“โอ้! เราเดินมาที่นี่ได้อย่างไรกัน?”
เสี่ยวจั๋วจื่อเหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน
ไม่แปลกใจเลยที่รู้สึกแปลก ๆ เขาเพิ่งจะเข้าใจก็ตอนนี้…
ตัวเขากับองค์ชายเจ็ดเดินมาถึงตำหนักขององค์ชายรองเสียแล้ว
ทั้งที่เมื่อครู่องค์ชายเจ็ดเพิ่งบอกว่ายังไม่ต้องรีบร้อน เหตุใดตอนนี้จึงได้มาอย่างใจร้อนเล่า!
เขาไม่เข้าใจจริง ๆ!
เสี่ยวจั๋วจื่อส่ายหัว ไม่คิดจะใช้สมองไตร่ตรองอีกต่อไป เพียงแค่ติดตามองค์ชายไปเท่านั้น
ช่วงเวลาเดียวกัน หลังตำหนักขององค์ชายรอง
กาสุราเก่าแก่ตั้งอยู่บนเตาถ่าน ค่อย ๆ มีไอน้ำลอยขึ้นมา
แขกชุดขาวยืนอยู่ข้าง ๆ ส่วนสตรีบรรเลงกู่ฉินก็ยกกาสุราอุ่น ๆ รินให้องค์ชายรองกับฉินเฟิงคนละจอก
องค์ชายรองยิ้มบางพลางกล่าว “ฉินเฟิง จริง ๆ ตอนนี้ยังเร็วไปสักหน่อยที่จะดื่ม เพราะยังไม่หนาวมาก”
“ต้องนั่งอยู่ข้างเตาถ่านร้อน ๆ ลำบากเจ้าจริง ๆ”
“แต่สุรานี้เลิศรสนัก อีกทั้งการดื่มยามนี้ไม่เพียงจะช่วยเพิ่มรสชาติได้ ยังช่วยขับไล่ความหนาวเย็นในร่างกายได้ด้วย เจ้าลองดูเถิด”
ฉินเฟิงยกจอกสุราขึ้นด้วยมือขวา ยกแขนเสื้อซ้ายขึ้นบังเป็นมารยาท ก้มลงสูดกลิ่นเล็กน้อย จากนั้นก็ยกจอกแตะริมฝีปากเบา ๆ
การกระทำเหล่านี้ทำให้นายน้อยฉินนึกขบขันตัวเอง
‘ข้าทำอะไรอยู่กัน ข้าไม่ใช่หมอ ไม่รู้จักยาพิษ และต่อให้มีพิษจริงก็คงแยกไม่ออกอยู่ดี’
ฉินเฟิงส่ายหัว ใบหน้าเต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง