ตอนที่ 554
บทที่ 554 เจตนาคิดก่อการกบฏ
October 22, 2026
บทที่ 554 เจตนาคิดก่อการกบฏ
เมื่อเดินผ่านจวนตระกูลเซี่ย ฉินเฟิงก็หยุดฝีเท้า เขาใคร่จะเข้าไปพบเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์สักครู่
แต่สุดท้ายก็กลั้นใจไว้
“ช่างเถิด ของดีไม่กลัวช้า รีบร้อนไปก็ไร้ประโยชน์”
เมื่อกลับถึงเรือน ฉินเฟิงล้มตัวลงนอน แล้วหลับเป็นตายทันที
ทว่าฟ้ายังไม่ทันสาง ฉินเทียนหู่ก็ลากเขาลงจากเตียง
“เจ้าเด็กสารเลวตื่นได้แล้ว ถึงเวลาเข้าเฝ้าแล้ว!”
เข้าเฝ้า?
อยู่ดีไม่ว่าดีจะเข้าเฝ้าด้วยเรื่องอันใดอีก
ฉินเฟิงได้ยินคำว่า ‘เข้าเฝ้า’ ก็ปวดเศียรเวียนเกล้าเป็นที่สุด
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความอิดหนาระอาใจ แต่สุดท้ายก็ต้องจำต้องตามตาเฒ่าฉินเข้าว่าราชการเช้าแต่โดยดี
ทว่าเมื่อนึกถึงฝ่ามือขนาดใหญ่ราวอุ้งตีนหมีบิดาที่โถมลงมาเมื่อครู่ ฉินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดหวั่น ด้วยแรงกายอันน้อยนิดของเขา จะสู้แรงหมีของฉินเทียนหู่ได้อย่างไร
เป็นเช่นนี้เขาคงไม่ได้ตายในสนามรบ ไม่ได้ตายในการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง แต่คงตายด้วยน้ำมือของบิดาแทน ช่างน่าอับอายนัก
ดังฉินเฟิงคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
ภายในท้องพระโรง ฮ่องเต้ต้าเหลียงและเหล่าขุนนางในราชสำนักทั้งหลายทำทียกย่องความดีความชอบของเขา
จากนั้นฮ่องเต้ก็พระราชทานรางวัลอย่างเป็นทางการ นอกเหนือจากฉินเฟิงและแม่ทัพนายกองที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ไปก่อนหน้านี้ ทุกคนที่เข้าร่วมสงครามและมีส่วนร่วมล้วนได้รางวัล
แน่นอนว่าไม่รวมหมิงอ๋องกับหลี่จาง
ตลอดพิธีการวุ่นวายเหล่านี้ ฉินเฟิงล้วนปล่อยใจล่องลอย
แม้จะเรียกว่า การว่าราชการเช้า แต่จริง ๆ แล้วคือก่อนรุ่งสาง
ฉินเฟิงย่อมอยู่ในสภาพมึนงง
กว่าจะได้สติกลับมาก็ตอนถูกการกระทำขององค์ชายรองดึงดูดความสนใจ
ไม่คาดว่าเช้านี้องค์ชายรองจะเข้าร่วมว่าราชการเช้าด้วย
แต่เมื่อพิจารณาแล้วก็เข้าใจได้
เมื่อคืนองค์ชายรองพบเจอเรื่องยุ่งยาก เขาย่อมต้องหาโอกาสเอาคืน
ตามที่ฉินเฟิงคาดการณ์ เมื่อพิธีปูนบำเหน็จสิ้นสุด องค์ชายรองก็ก้าวออกมาข้างหน้า คุกเข่าลง แล้วทูลต่อฮ่องเต้
เสียงองค์ชายรองดังก้องไปทั่วท้องพระโรง
“ทูลฝ่าบาท ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทรับสั่งให้แม่ทัพทั้งสามแห่งชายแดนทางเหนือกลับเมืองหลวงเพื่อรับการปูนบำเหน็จ เรื่องราวมีความคืบหน้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“แม่ทัพทั้งสามตอบเป็นเสียงเดียวกัน จดหมายล้วนใช้คำสูงส่ง แต่เมื่อกล่าวถึงเรื่องการเดินทางกลับเมืองหลวง พวกเขากลับปฏิเสธ”
“กระหม่อมคิดว่าแม่ทัพทั้งสามต้องถูกยุแยงจากใครบางคน จึงไม่ไม่ยอมมาตามพระบัญชา”
“และคนผู้นั้นก็จะต้องเป็นฉินเฟิงอย่างแน่นอน!”
องค์ชายรองเอ่ยตรงไปตรงมาอย่างไม่เกรงใจ
เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้จะมีสิ่งใดให้ต้องเกรงใจกันอีก!
“ถึงฉินเฟิงจะสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่ไว้ แต่ก็เพราะเหตุนั้นจึงได้หยิ่งผยอง ไม่แยแสต่อฝ่าบาท”
“เมืองเป่ยซีเป็นหัว แม่ทัพใหญ่ทั้งสามขางชายแดนเหนือเป็นปีก พวกเขาล้วนเป็นคนของฉินเฟิง”
“ฉินเฟิงสะสมกำลังพลหวังตีเสมอฝ่าบาท นับว่าเป็นกบฏ!”
องค์ชายรองกล่าวด้วยน้ำเสียงเดือดดาล
เมื่อครู่ฉินเฟิงยังเป็นวีรบุรุษ แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นกบฏที่สมควรถูกประหารไปเสียแล้ว
ทว่าถ้อยคำรุนแรงนี้มิได้สร้างความประหลาดใจในหมู่ขุนนางในท้องพระโรงแม้แต่น้อย
ตั้งแต่ขุนนาง ทหาร ไม่เว้นแม้แต่ทหารรักษาพระราชวัง พวกเขาล้วนรู้ว่าองค์ชายรองเข้าร่วมว่าราชการเช้าเพื่อสิ่งใด
มิได้เหนือความคาดหมายแม้แต่น้อย