ตอนที่ 744
บทที่ 744 ช่องโหว่ของเรื่องเก่า
October 31, 2026
บทที่ 744 ช่องโหว่ของเรื่องเก่า
ภายในเมืองเทียนเหยียนสงบสุขมาโดยตลอด แม้แต่ทหารส่วนใหญ่ก็เป็นทหารที่ฮ่องเต้ซ่านต้วนโฉงคัดเลือกมากับมือ
บุญคุณและความแค้นระหว่างซ่านจินจื๋อกับซ่านเซิ่งหานเริ่มต้นขึ้นเพียงเพราะกู้อ้าวเวย แต่ถึงแม้ว่าในตอนนี้ความแค้นของพวกเขาสองคนจะไม่มี ขุนนางชั้นผู้ใหญ่และนางสนมคอยยุแหย่ให้แตกแยกจากกันอยู่ข้างๆ แต่ภายใต้สถานการณ์นี้ ก็มักจะมีมือใหญ่ๆคู่หนึ่งเข้ามาวุ่นวายตลอดเวลา กู้อ้าวเวยแสดงละครกลับไปกลับมาหลายครั้ง ท้ายที่สุดก็ได้รับความไว้วางใจจากทั้งสองคน
ตอนนี้กำลังสงบสติอารมณ์ลงมาและครุ่นคิดอย่างละเอียดรอบคอบ ยังหาไม่คนที่วางยาพิษฮ่องเต้ ไม่พบ และคนที่ทำร้ายพระสนมเสียนเฟยก็ยังหาไม่พบเช่นเดียวกัน
แต่การทำร้ายพระสนมเสียนเฟยก็เท่ากับเป็นการทำร้ายซ่านเชียนหยวน ก่อนหน้านี้ซ่านเชียนหยวนจึงตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยความโมโหเดือดดาล ถ้าไม่ใช่เพราะฉีหรัวขัดขวางและช่วยเรียกสติเขา เกรงว่าจะต้องหลงกลไปแล้วเป็นแน่
ซ่านจินจื๋อได้แต่ยอมรับอย่างแน่ชัดครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “เจ้าเชื่อจริงๆหรือว่าองค์ชายสามไม่ได้วางยาเสด็จพี่?”
“เมื่อก่อนข้าก็คิดเช่นนี้ แต่เจ้าอย่าลืมนะว่า แม้ว่าเขาจะไม่ได้ใช้ยาพิษในการปลงพระชนม์ฮ่องเต้ ไม่ช้าก็เร็วตำแหน่งองค์รัชทายาทนี้ก็ต้องเป็นของเขา เว้นเสียแต่ว่าองค์ชายสิบสี่ที่ได้รับความโปรดปรานมากจะเติบโตขึ้นมาอีกสิบปี แล้วค่อยมาต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์กับเขา แต่ตอนที่เข้าไปในวังครั้งที่แล้ว เห็นได้ชัดว่าพระสนมฮุยเฟยยืนอยู่ข้างซ่านเซิ่งหาน” กู้อ้าวเวยก็วิเคราะห์ด้วยเสียงเบาเช่นกัน
“แต่ถ้าเขาแค่อยากจะปลงพระชนม์เสด็จพ่อ เขาก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถ...”
“ตำแหน่งองค์รัชทายาทว่างลง ตอนนี้คนที่จะต้องจัดการดูแลราชสำนักแทนก็คือเจ้ากับองค์ชายหก” ดวงตาของซ่านจินจื๋อหรี่ลงเล็กน้อย สายตาที่จ้องเขม็งไปยังซ่านเชียนหยวนก็เปลี่ยนเป็นสายตาที่เฉียบขาดขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อสักครู่นี้เขาคิดที่จะพูดเทศนาหยวนเอ๋อสักพักและในขณะที่กำลังคิดเช่นนี้คงจะต้องถูกยุแหย่เป็นแน่ แต่ทว่ามือของกู้อ้าวเวยกลับวางลงไปบนหลังมือของเขาเบาๆ และเอ่ยปากพูดขึ้นมาว่า
“ที่ซ่านจินจื๋อพูดไม่ผิด ในเมื่อชางหลานไร้องค์รัชทายาท แม้ว่าเหล่าเสนาอำมาตย์อยากจะเลือก คนที่มีสติปัญญาและความสามารถมานั่งอยู่บนบัลลังก์ก็ตาม และแผ่นดินก็ไม่อาจไร้ผู้ปกครองได้แม้แต่วันเดียวเช่นกัน เมื่อเปรียบเทียบกับซ่านจินจื๋อและซ่านเซิ่งหานที่อยู่ในตำแหน่งที่ห่างไกลแล้ว คนที่อยู่ในตำแหน่งที่ใกล้ที่สุดก็คงจะเป็นพวกเจ้าสองคน” กู้อ้าวเวยคิดอย่างละเอียดรอบคอบ และก็พูดด้วยความงวยงงว่า “อดีตฮ่องเต้ไม่อยู่แล้ว สามารถพูดได้ว่าตอนนี้ข้างกายขององค์ชายหกก็ไม่มีใครให้พึ่งพิงอีกต่อไปแล้ว และพระสนมเสียนเฟยท่านแม่ของเขาก็ได้รับบาดเจ็บและกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่อารามไป๋หม่า ส่วนลูกน้องที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเจ้าก็มีไม่มาก ดังนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังคนนี้คือใครกัน ถ้าหากเป็นคนนอกที่ต้องการแย่งชิงบัลลังก์ล่ะ...”
“ถ้าหากเป็นคนนอกที่ต้องการแย่งชิงบัลลังก์ ทหารของเมืองเทียนเหยียนไม่มีวันยอมหรอก” ซ่านเซียนหยวนรีบเอ่ยปากขึ้นมา แล้วจึงขมวดคิ้วแน่น
“ตามที่กล่าวมานั้น ก็อาจจะเป็นเพียงองค์ชายคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ในเมื่อไม่ใช่เขา งั้นก็เหลือองค์ชายองค์สุดท้ายที่พวกเราไม่รู้จักคนหนึ่ง” ฉีหรัวหยิบถ้วยชาที่อยู่ข้างๆขึ้นมา แต่สายตากลับตกลงไปบนหยุนอี้ที่เอวของกู้อ้าวเวย
กู้อ้าวเวยเอาแขนเสื้อปิดบังหยุนอี้ของตัวเองเอาไว้อย่างมิดชิด จากนั้นเงยหน้าขึ้นไปมองซ่านจินจื๋อที่อยู่ข้างๆแล้วพูดว่า “ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
“คนที่อยู่เบื้องหลัง ต้องหารให้เราคิดเช่นนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหยวนเอ๋อกับองค์ชายหกที่อยู่ในเทียนเหยียนก็ดี หรือว่าจะเป็นข้ากับซ่านเซิ่งหานที่กลับเทียนเหยียนเพื่อมารายงานการปฏิบัติภารกิจพร้อมกันก็ดี สถานการณ์เป็นเช่นนี้มันจะต้องถูกควบคุมจัดการโดยคนคนเดียวอย่างแน่นอน แต่ถ้าถึงเวลานั้นบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่กับนางเสนอมาคอยยุยงส่งเสริมอยู่ข้างหลัง เกรงว่าไมตรีจิตระหว่างข้ากับหยวนเอ๋อจะต้องหายไปอย่างไร้ร่องรอยเป็นแน่” ซ่านจินจื๋อรู้เรื่องราวต่างๆในเมืองเทียนเหยียนเป็นอย่างดี
แม้ว่าเขาจะจากเมืองเทียนเหยียนไปเมื่อยังเด็ก แต่ในเวลานั้นเขาได้ก้าวเข้ามาอยู่ในวังวนแห่งความวุ่นวายนี้ของเทียนเหยียนแล้ว ทุกๆอย่างล้วนเปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อเขากลับไปสู่สนามรบอีกครั้งและหวนนึกถึงอ๋องจิ้งวัยเด็กที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเทียนเหยียน เขาก็เริ่มใจเย็นลง และเมื่อเขากลับมาพร้อมกับรอยแผลเป็นและความดีความชอบ ก็คือตอนที่เขาเริ่มยื่นมือเข้ามาและเริ่มเข้าใจราชสำนักเป็นอย่างดี
เป็นเพราะเขามีประสบการณ์มาอย่างโชกโชนเช่นนี้ ซ่านจินจื๋อจึงสามารถมองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น ส่วนกู้อ้าวเวยที่ไม่ได้เกิดที่นี้ปกติจะมองเห็นสิ่งต่างๆแตกต่างออกไป และไม่ใช่เชื่ออย่างเดียวว่าในบรรดาเชื้อพระวงศ์เหล่านี้จะไร้ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวและเรื่องนี้
“เจ้าจะบอกว่า จุดประสงค์ของคนคนนั้น ก็คือเพื่อที่จะทำให้พวกเราต่อสู้แย่งชิงกันไปเรื่อยๆ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราสองคนก็ไม่ควรกลับไปที่เมืองเทียนเหยียนจึงจะถูก...”
ในขณะที่ซ่านจินจื๋อได้ยินคำพูดนี้ก็ฉุนเฉียวอยากจะบึกโจมตีขึ้นมา แต่กู้อ้าวเวยกลับพูดออกมาก่อนว่า “แต่ถ้าไม่กลับไป พวกเจ้าก็จะไม่รู้ว่าคนที่อยู่ในเงามืดคนนั้นคือใครไปช่วยชีวิต เมื่อมีวันใดที่พวกเจ้าเริ่มเตรียมการป้องกันและระแวงซึ่งกันและกัน เขาก็จะอาศัยตอนที่พวกเจ้าอ่อนแอนี้เข้ามาทำให้พวกเจ้าแตกแยกกันได้โดยที่ไม่ต้องเปลืองแรงเลยแม้แต่น้อยเลยนะ”
ซ่านเชียนหยวนลูบศีรษะไปมา ตัดสินใจที่จะไม่พูดอีกต่อไปแล้ว
ฉีหรัวกำลังมองกู้อ้าวเวยจับหลังมือของซ่านจินจื๋ออยู่อย่างจนใจ แล้วพูดเบาๆว่า “แม้ว่าข้าจะไม่รู้เรื่องในราชสำนักมากนัก แต่ข้าก็รู้สึกแปลกๆเช่นกัน ในเมื่อคนผู้นี้สามารถทำได้ถึงขนาดนี้ เขาจะต้องวางแผนจัดการเรื่องนี้มานานแล้วอย่างแน่นอน แล้วทำไมก่อนหน้านี้ไม่เผยพิรุธอะไรออกมาเลยล่ะ”