ตอนที่ 817
บทที่ 817โม่อี
October 31, 2026
บทที่ 817โม่อี
สารทฤดูใบไม้ร่วงเต็มพื้น บรรดาชาววังกลับสาละวนง่วนอยู่กับงานเลี้ยงชิวเย่น
ได้ยินว่าซ่านจินจื๋อยังพักอยู่ในตำหนักของนางในหลิ่วและหยุนหว่าน คล้ายจะให้คนเหล่านั้นทำความสะอาดตำหนักเหลิ่งกงอันโอฬารแห่งนี้ทั้งภายในและภายนอก ทว่าฮ่องเต้เกือบจะเห็นด้วยกับเรื่องดังกล่าว ไม่เห็นไม่หือไม่อือ ซ้ำยังให้หวางกงกงบัญชาคนในสำนักกิจการภายในล้วนคอยจับตามองเอาไว้ เพื่อคอยปรนนิบัติรับใช้
ย่างเข้าสู้ตำหนักปราศจากผู้คนขวางกั้น ดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้นของซางนิงเจือแววดุดันเหลือบมองไปทางองครักษ์ต้องห้ามสองนาย มุ่นคิ้วเล็กน้อยกลับไม่ได้เอ่ยอะไร ย่างเข้าไปในนั้น กลับมองเห็นเพียงสตรีอาภรณ์และผ้าโปร่งคลุมหน้าสีดำกำลังอ่านหนังสืออยู่ แผ่นหลังเหยียดตรง มือข้างหนึ่งกลับทาบลงบนโต๊ะอย่างเกียจคร้าน ประคองม้วนตำราเอาไว้
คั่นด้วยผ้าโปร่งคลุมหน้าผืนนั้น ซางนิงกลับรู้สึกถึงสายตาระวังตัวของหญิงสาว
ซ่านจินจื๋อก็เดินมาเบื้องหน้าในเวลานี้ สวมชุดสีน้ำเงินเข้มเรียบๆ แม้แต่เส้นไหมเงินทองสักเส้นก็ไม่มีให้เห็น มงกุฎเงินรัดเกล้า ดวงหน้าคมกริบดวงนั้นเยียบเย็นกว่ายามปกติหลายขนัด ปลายคางมีเคราไรๆ ขึ้นมาเล็กน้อย ยืนอยู่ต่อหน้าซางนิง ก่อนเอ่ยปาก “เจ้าทำงานให้ฮ่องเต้ ตอนนี้เพิ่งได้ไปมาหาสู่สะดวก”
สีหน้าของซางนิงชะงักงันเล็กน้อย เหลือบไปเห็นขันทีน้อยที่อยู่ข้างกายเขาขมวดคิ้วแล้วยื่นขนมอบผลไม้หวานไปบนโต๊ะหิน
ผู้มาใหม่ข้างกายของหวางกงกงนั่นเอง
ซางนิงเข้าใจในทันที ดีแต่หวางกงกงผู้นี้ยังระวังแล้วหาคนแปลกหน้ารุดมาปรนนิบัติ
ซ่านจินจื๋อเห็นเขานิ่งเงียบไม่เอ่ยคำ ก็หมายจะยกมือขึ้น ซางนิงเบี่ยงหลบฝ่ามือของซ่านจินจื๋อได้อย่างหวุดหวิด กลับถูกกำปั้นจากขวามือทุบลงบนพื้น เจ็บปวดรวดร้าวคล้ายอวัยวะภายในบิดเข้าด้วยกัน เขาเช็ดเลือดที่ไหลซิบออกมาจากมุมปาก หัวเราะหยันหนึ่งที “ท่านอ๋องยังคงเหี้ยมเกรียมเช่นเคย”
“ยุทธภพเปลี่ยนแปลงง่าย นิสัยแต่กำเนิดยากเปลี่ยนแปลง” ซ่านจินจื๋อกัดฟันแน่น กล่าวทีละถ้อยทีละคำ ปรายตามองลงไปที่ซางนิงซึ่งค่อยๆ ตะกายขึ้นมาจากบน ก่อนกล่าวเสียงเย็นเยียบ “วันนี้ยังคิดจะได้รับความไว้วางใจจากข้า เสด็จพี่เห็นว่าข้าตาบอดจริงๆ เชียวหรือ?”
“สถานที่แห่งนี้ยังเป็นที่ประทับของโอรสสวรรค์ ท่านอ๋องมิอาจพูดจาพล่อยๆ” ซางนิงถ่มเสมหะหนึ่งที ตะกายขึ้นมาด้วยดวงหน้าเปื้อนยิ้มตามเดิม
“เขายังคิดจะมอบตำแหน่งโอรสสวรรค์ให้แก่ข้า กลับไม่ถามไถ่ทุกผู้คนในวงศ์จักรพรรดิว่าต้องตาอสุรากระหายเลือดอย่างข้าคนนี้หรือไม่” ซ่านจินจื๋อหัวเราะเย้ยหยันหนึ่งที ครั้งนี้ไม่ได้กลับลงมือต่อ ทำเพียงปริปากเอ่ย “เจ้ารู้ถึงแหล่งที่อยู่ของเวยเอ๋อหรือไม่?”
“คนที่ใกล้ตาย ไยต้อง...”
น้ำเสียงยังไม่ทันสิ้นสุด ท่อนไม้ปลายแหลมก้านหนึ่งก็ถากพวงแก้มของซางนิง เจาะเข้าไปในผนังด้านหลังของเขา
องครักษ์ต้องห้ามสองนายที่อยู่นอกประตูกำดาบรุดเข้ามาตามๆ กัน ส่วนหลิ่วเอ๋อที่สวมอาภรณ์นางในกำลังเดินมาบนทางเฉลียงยาว วางมือลงเบาๆ สายตาเต็มไปด้วยแววน้ำค้างแข็ง
ซ่านจินจื๋อเลิกคิ้ว วิทยายุทธ์นี้หาใช่เคี่ยวกรำได้ชั่วข้ามคืนไม่ หลิ่วเอ๋อคนนี้ซ่อนจนถึงป่านนี้ ยากแท้หยั่งถึงนัก เหลือบมองหยุนหว่านปราดหนึ่งโดยไม่รู้ตัว กลับเห็นว่าหยุ่นหว่านได้หยัดตัวขึ้นปลดผ้าโปร่งคลุมหน้าสีดำลงมาเรียบร้อยแล้ว เผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงภายในนั้น สบมองซางนิงโดยตรง “ใต้เท้าซางนิง ไม่ได้เจอกันนาน”
ซางนิงทำเพียงหัวเราะเบาๆ ซ่านจินจื๋อกลับเลิกคิ้ว “ท่านแม่?”
“ปีนั้นตอนที่ข้ายังอยู่ในเทียนเหยียน ก็เคยพบเจ้าอยู่ข้างกายองค์ชายสอง” หยุนหว่านยิ้มบางๆ หลังจากขยิบตาให้ซานจินจื๋อแล้วก็ย่างเข้ามาด้านในเฉลียงยาว บัญชาให้หลิ่วเอ๋อออกไป
ซางนิงนิ่งงันก่อนเป็นอย่างแรก จากนั้นครุ่นคิดหัวคิ้วมุ่นขมวดสักพัก จึงพึมพำกับตัวเอง “หรือว่าปีนั้น...”
ซ่านจินจื๋อได้ยินถ้อยวาจาของซางนิงชัดเจน ทว่าตอนที่สายตาโปรยไปที่ขันทีน้อยด้านข้างนั้น ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที “เวยเอ๋อเป็นอย่างไรกันแน่?”
“นางกำลังจะตายแล้ว ท่านอ๋องไยต้องถวิลหาคนตายคนหนึ่งด้วย?”