ตอนที่ 489
บทที่ 489
October 22, 2026
แววตาของเมเดลีนไม่มีอะไรหลงเหลือนอกจากความเย็นชา ในขณะที่แววตาของเขากลับช่างแสนอบอุ่น
“ถ้านายยังรู้จักผิดชอบชั่วดีอยู่สักนิดนะ เจเรมี่ นายก็ควรจะคืนลูกให้ฉัน”
“เรื่องนี้เองเหรอที่เธออยากจะคุยกับฉัน?” เจเรมี่เผยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความขมขื่น “แจ็คไม่ควรเสียพ่อของเขาไป เพียงเพราะว่าตอนนี้เขาได้พบกับแม่แท้ ๆ ของเขาแล้ว”
“พ่อเหรอ?” เมเดลีนพูดจาเย้ยหยันใส่เจเรมี่ด้วยความเกลียดชัง “นี่นายไม่รู้สึกผิดอะไรเลยเหรอ เจเรมี่ นายไม่ได้ทำตัวให้ควรค่าแก่การเป็นพ่อของแจ็คเลย”
“...” เจเรมี่ปิดปากเงียบ
เมเดลีนเดินเข้ามาหาเขา ความเย็นชาได้แผ่ออกมาจากรูปร่างที่ผอมบางและสวยงามของเธอ ขณะที่เธอยืนอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มที่มีรูปร่างอันน่าหลงใหล
“นายจำได้ไหมว่านายให้ฉันกินอะไร หลังจากที่นายหลับนอนกับฉันทุกครั้ง? ยาคุมกำเนิดยังไงล่ะ นายบอกกับฉันว่าผู้หญิงที่ร้ายกาจอย่างฉัน ไม่ควรค่าพอที่จะมีลูกกับนาย นายยังจำมันได้หรือเปล่า?”
“...” เจเรมี่ถึงกับขมวดคิ้วกับการถามของเมเดลีน
“ฉันเริ่มตั้งท้องกับนาย ตั้งแต่ตอนที่เมเรดิธแต่งเรื่องว่าเธอพยายามฆ่าตัวตายเพื่อหลอกล่อให้นายไปหาที่โรงพยาบาล ตอนนั้นฉันเองก็ไร้เดียงสามากจริง ๆ ที่คิดว่าการตั้งท้อง จะช่วยกอบกู้ความสัมพันธ์ที่หลงเหลืออยู่ของเราได้ แต่ทั้งหมดที่ฉันได้รับ คือยาคุมกำเนิดที่ขว้างมาตรงหน้าฉัน ก่อนที่ฉันจะบอกข่าวดีกับนายด้วยซ้ำ”
ดวงตาของเขาเปล่งประกาย เมื่อได้ยินคำพูดของเธอ
เขาจ้องมองเมเดลีนด้วยความตกใจ “ตอนนั้นเธอท้องแล้วเหรอ?”
“ฉันมีแจ็คแล้ว แล้วยังไง? นายไม่ได้สนใจอะไรอยู่แล้ว!”
“นายไม่สามารถแม้แต่จะมาหาฉัน เพื่อคุยกันส่วนตัวด้วยซ้ำ แล้วนายยังส่งข้อความมาขอหย่ากับฉันอีก นายบอกให้ฉันไปทำแท้ง เอาไอ้เด็กสารเลวนี่ออกซะ เพราะว่าฉันไม่คู่ควรที่จะตั้งท้องลูกของนาย และคนเดียวที่คู่ควรคือ เมเรดิธเท่านั้น! นายไปไกลถึงขนาดที่ขู่ฉันว่า นายจะฆ่าเด็กนอกสมรสคนนี้ด้วยมือของนายเอง ถ้าฉันไม่ทำแท้ง”
“นายเรียกลูกชายของนายว่าไอ้เด็กสารเลว เจเรมี่ วิทแมน นายยังกล้าเรียกตัวเองว่า เป็นพ่อของแจ็คได้ยังไง”
เมเดลีนสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ของเธอ ก่อนที่ดวงตาสีแดงก่ำและดูดุร้าย จะจ้องมองมาที่เจเรมี่
“ฉันเคยขอร้องนาย ฉันขอโอกาสที่จะรักนายเพื่อลูกของเรา แต่แล้วยังไงล่ะ? ในท้ายที่สุด ทั้งหมดที่ฉันได้รับจากนาย คือความอัปยศอดสู และการดูถูกเหยียดหยาม ทั้งหมดที่ได้รับจากนายมันกลายเป็นรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันหาย!”