ตอนที่ 607
บทที่ 612 หายกัน
October 22, 2026
ทั้งสี่ตาจ้องประสาน กลางอากาศเสียดสีเกิดประกายไฟไร้รูปร่าง
หลี่มู่เดินไปกลางอากาศทีละก้าวๆ จากนั้นก็ก้าวลงมายังพื้นดิน มายังข้างกายศิษย์พี่รอง เขามองไปยังที่ไกล แม้จะเป็นการเงยหน้ามอง นักกระบี่ผมขาวเล็กน้อย
แต่ท่าทางของเขากลับแฝงด้วยรอยกระหายการต่อสู้ อยากจะสู้ เต็มที ท่าทางอวดดีนัก
และบนร่างกายของหลี่มู่มีรัศมีหลังจากชนะอย่างหนึ่ง ทําให้คนไม่ กล้าจ้องมอง
นักกระบี่ผมขาวหลินอวี่หานสีหน้าเรียบเฉย เขาจ้องหลี่มู่เขม็ง ใบหน้าไม่มีรอยโกรธแค้น ไม่มีรอยเป็นมิตร ไร้ซึ่งความยินดี ไร้ซึ่งความ ทุกข์โศก ใครก็ไม่รู้ทั้งนั้นว่าเขากําลังคิดอะไรอยู่
บรรยากาศแข็งค้างไปด้วยความเงียบงันของนักกระบี่ผมขาว หลินอวี่หาน
เหล่าผู้ฝึกฝนรอบๆ ต่างพากันถอยกรูดห่างออกไปอีกหลายร้อยลี้ อีกครั้ง
สี่ผู้อาวุโสวังประสานฟ้าล้วนตายด้วยมือหลี่มู่ทั้งนั้น รวมกับผู้สืบ ทอดที่หลี่มู่สังหารในสุสานเมื่อในวันวาน ระหว่างวังประสานฟ้าและห ลี่มู่พูดได้ว่าเป็นความแค้นบัญชีเลือดแล้ว สําหรับคนทั้งหลาย การต่อสู้ เป็นตายเหมือนดาวอังคารชนโลกอยู่ต่อหน้าแล้ว
อีกทั้งการต่อสู้เช่นนี้จะต้องน่ากลัวยิ่งกว่าการต่อสู้ระดับขุนพล ก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน
ใครก็กลัวลูกหลงจากการต่อสู้เช่นนี้
ยิ่งมีนักล่ารางวัลแห่งห้วงดาราสมุทรมากมายที่ตอนนี้เริ่มมี ความคิด เตรียมแอบสังเกต หากจากการต่อสู้ หลี่มู่ได้รับบาดเจ็บหนัก หรือหลบหนี สําหรับพวกเขา โอกาสนั้นมาหาอีกแล้ว
คนตายเพราะทรัพย์ นกตายเพราะอาหาร
เพื่อเงินรางวัลมหาศาลของสํานักต่างๆ ต่อให้พวกเขาเสี่ยงตายก็ ต้องสู้สักที คนไม่มีสมบัติไม่ร�ารวย ม้าไม่เพิ่มหญ้ายามดึกไม่อ้วนท้วน
ศิษย์พี่รองก็รู้สึกว่า ศึกใหญ่ครั้งนี้ยากจะเลี่ยง จึงรีบอุ้มติงอี้ที่สลบ ไสลอยู่ถอยไปในระยะห่างระดับหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงต�า “เจ้าลัทธิ สู้ๆ ทุบเจ้าผมขาวตัวน้อยให้เละไปเลย…”
เจ้าผมขาวตัวน้อย?
หลี่มู่มองเจ้าสํานักวังประสานฟ้าหลินอวี่หาน ผมขาวทั้งหัวจริงๆ นั่นแหละ
แต่ทําไมต้องเติมตัวน้อยด้วยเล่า?
อืม เหมือนว่าก็จะถูก
หมูตัวนี้ถูกสะกดอยู่ในหินต้นกําเนิดระดับเทวะเป็นเวลานาน หลายหมื่นปีก็อาจจะเป็นไปได้ ดูจากด้านนี้แล้วเขาก็เป็นหมูแก่จริงๆ นั่นแหละ อายุของหลินอวี่หานเทียบเขาไม่ได้แน่ๆ
หลี่มู่คิดในใจ พลางกระตุ้นปราณแท้ทั่วร่าง รักษาอาการบวมแดง และฟกช�าบนเนื้อตัว ฟื้ นฟูสภาพ เตรียมออกสู้
เผชิญหน้ากับผู้ฝึกฝนขั้นนักรบที่ฝึกฝนวิชาลับแท้จริง เจ้าสํานักวัง ประสานฟ้าผู้นี้ อันที่จริงแล้วในใจของหลี่มู่ไม่มั่นใจเหมือนกับตอนที่สู้ กับประเภทพรสวรรค์อย่างสุนัขโลกันต์สามหัว
แต่เขาไม่มีทางหนีการต่อสู้เด็ดขาด
จากการหลอมรวมของพลังกายเนื้อ อากาศรอบๆ ตัวเขาเริ่มบิด เบี้ยว
แสงกระบี่ใต้ฝ่าเท้านักกระบี่ผมขาวหลินอวี่หานส่องประกายพร่าง พราย กระบี่ออกมารับทุกย่างก้าว เดินมาอย่างช้าเนิบ
เพียงชั่วพริบตาก็อยู่ห่างกับหลี่มู่ไม่ถึงสามสิบจั้ง
ลมหายใจของทุกคนต่างหยุดลง
นักกระบี่ขั้นขุนพล หากได้ลงมือแล้วจะสะท้านฟ้าสะเทือนดินปาน ใด?
ทุกคนต่างรู้สึกว่า เสี้ยวขณะถัดไป อภิมหาศึกต่อสู้ที่มากพอจะ บันทึกลงตําราประวัติศาสตร์ของเขตดาราเทพวีรชนกําลังจะเริ่มขึ้น แล้ว
ทว่า——
“นับแต่วันนี้ไป บุญคุณความแค้นระหว่างวังประสานฟ้าและท่าน หายกันเพียงเท่านี้ดีหรือไม่?”
นักกระบี่ผมขาวหลินอวี่หานเอ่ยปาก
เนื้อความของคําพูดทําเอาฟ้าดินเงียบงันทันที
ความงุนงงไร้คําพูดแผ่ออกมาจากในใจของทุกคนอย่างเงียบงัน ทําให้ทั่วทั้งโลกพลันเปลี่ยนไปเหมือนไม่เป็นจริงทันใด
หายกัน?
นี่…ไม่ใช่ว่าฟังผิดหรอกใช่ไหม?
หรือจะบอกว่าสมองของนักกระบี่ผมขาวหลินอวี่หานมีปัญหา? ไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน แม้แต่หลี่มู่หน้าตาก็ยังอึ้งตะลึง
เกิดอะไรขึ้น?
ไม่ใช่กับดักใช่ไหม? เขามองไปยังนักกระบี่ผมขาวหลินอวี่หาน ใบหน้าของฝ่ายหลังไม่มีท่าทีอะไรที่เป็นพิเศษ ยังคงสงบนิ่ง
“เจ้ามีพลังที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของเขตดาราเทพวีรชนได้แล้ว เป็น ศัตรูกับเจ้า สําหรับวังประสานฟ้าไม่ใช่ตัวเลือกที่คุ้มค่า นับจากวันนี้เป็น ต้นไป บุญคุณความแค้นทุกอย่างหายกันทั้งหมด วังประสานฟ้าจะ ไม่ให้รางวัลค่าหัวเป็นศัตรูกับเจ้าอีก และก็จะควบคุมดูแลลูกศิษย์ใน สํานัก แต่เจ้าต้องไม่ฆ่าลูกศิษย์วังประสานฟ้าอีก เป็นอย่างไรเล่า?”
หลี่มู่พอจะเข้าใจแล้วทันที
เห็นได้ชัดว่าหลินอวี่หานชั่งผลประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสีย ตัดสินใจ สุดท้ายออกมา
หากสู้ต่อไปก็บาดเจ็บหนักทั้งสองฝ่าย
สํานักใหญ่ที่ยืนตระหง่านอยู่ในห้วงดารามาเนิ่นนาน ให้ ความสําคัญกับเกียรติศักดิ์ศรีของสํานัก แต่ก็ให้ความสําคัญกับ ผลประโยชน์และการคงอยู่ของสํานักเช่นกัน
ในอารยธรรมวิถียุทธ์ที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ผู้แข็งแกร่งกินผู้ อ่อนแอ การเผลอเรอและถ่อมตัวใดๆ สําหรับขั้วอํานาจใหญ่ขั้วอํานาจ หนึ่งนั้น เป็นไปได้อย่างมากว่าหมายถึงการดับสลาย เหล่าเพื่อนบ้านที่ดู เหมือนเป็นมิตร สมัครสมานสามัคคีดี หากพบโอกาสที่ฉวยใดๆ ได้ ก็จะ แห่แหนบุกโจมตีมากลืนกิน เหมือนฉลามได้กลิ่นคาวเลือดแบบนั้น
หากพูดให้ง่าย บ้านๆ หน่อยแล้วล่ะก็ คือสู้ไม่ได้ก็ยอมแพ้
หลี่มู่มองเจ้าสํานักวังประสานฟ้าคนนี้สูงไปหน่อยแล้วจริงๆ
คนปกติต่อให้ในใจยอมแพ้ แต่ท่าทีภายนอกไม่มีทางอดกลั้นความ อัดอั้นนี้ได้เป็นอันขาด
โดยเฉพาะหลี่มู่มองออกว่า หลินอวี่หานไม่ได้คิดจริงๆ ว่าหากสู้กัน ขึ้นมาแล้วตัวเขาจะแพ้
การต่อสู้ที่ไม่มีทางแพ้ เขากลับยอมแพ้
เพราะหากมองจากมุมมองประโยชน์ของสํานัก แพ้ชนะไม่ได้มี ความหมายอะไร หากในการต่อสู้เขาได้รับบาดเจ็บหรือมีอะไรสูญเสีย
ไปล่ะก็ เช่นนั้นก็จะยิ่งเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย อีกทั้งชื่อเสียงและหน้าตา ต่างๆ นานาที่ว่า เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่แท้จริงแล้วก็ไม่ได้สําคัญ อะไร การคงอยู่ของสํานักล้วนคาบเกี่ยวระหว่างผลประโยชน์และพลัง ตลอดกาล
ปล่อยวางไม่ยึดติด