ตอนที่ 4
ตอนที่ 4 ภาระหน้าที่
September 30, 2026
ทั้งที่ในที่จวนมีบ่าวรับใช้และทหารยามมากมายแต่กลับรู้สึกได้ถึงความเงียบเหงาและวังเวงมันเป็นเช่นนี้ตั้งแต่วันที่ไข่มุกน้ำตาจันทราหายไปจากตระกูลกัว
กัวจื่อหรานระบายลมหายใจหนักหน่วง เมื่อคิดถึงเรื่องราวที่ผ่านมา เจ็ดปีที่แล้วเขายังไม่ได้นั่งในตำแหน่งนี้ ช่วงนั้นเขาอยู่เมืองหลวง เขาสนิทสนมกับองค์รัชทายาทเพราะเคยเรียนฝึกเพลงกระบี่กับอาจารย์ท่านเดียวกับองค์รัชทายาท ขณะนั้นเขาทราบข่าวเพียงแค่ว่า อนุของบิดาพยายามหลบหนีออกจากออกจากตันหยางพร้อมไข่มุกน้ำตาจันทรา ซึ่งเป็นไข่มุกของตระกูลกัวที่จะมอบให้เฉพาะผู้เป็นภรรยาของประมุขรุ่นปัจจุบัน
ตามหลักแล้วไข่มุกน้ำตาจันทราเป็นสิ่งที่มอบให้ภรรยาเอกของตระกูล และมารดาจะส่งมอบให้บุตรชายคนโตเพื่อมอบต่อให้ภรรยาเอก เป็นเช่นนี้สืบทอดมานานยิ่ง แต่มารดาของเขาตายจากไปตั้งแต่เขายังเด็ก ไข่มุกน้ำตาจันทราควรอยู่ในมือบิดา รอจนกว่าเขาจะพบสตรีที่เป็นคู่ชีวิตจึงส่งมอบให้‘สะใภ้ของบุตรชายคนโต’ รับดูแลต่อไป
แม้บิดาของเขามีภรรยาเอกเพียงคนเดียว แต่อนุนั้นไม่อาจนับได้หวาดไหว เขาเองเมื่ออายุสิบสองถูกส่งตัวไปร่ำเรียนวิชายุทธกับอาจารย์ท่านเดียวกับองค์รัชทายาท หลังจากนั้นสามปีจึงได้กลับบ้านเพื่อเตรียมตัวรับตำแหน่งสืบทอดจากบิดา
กัวจื่อหรานมีพี่น้องร่วมบิดาหลายคน ทว่าเขาไม่สนิทสนมกับใครเลยสักคน ทุกคนมักก้มหน้าหรือหลบสายตายามที่พบกันเสมอ นานวันเข้าเขาจึงชินชา จนกระทั้งปีที่เขาอายุสิบแปดจึงได้เกิดเรื่องขึ้น เป็นปีแห่งการพลิกผัน เขารับตำแหน่งสืบทอดผู้ปกครองเมืองตันหยางจากบิดาที่ล้มป่วย และน้องชายคนเล็กถูกลักพาตัว พร้อมกับคำสั่งเสียก่อนสินใจของบิดาที่ติดตามหาไข่มุกน้ำตาจันทราคืนให้ได้
เป็นเวลาเนิ่นนานราวเจ็ดปีที่กัวจื่อหรานออกสืบเสาะค้นหาการหายไปของ ‘ไข่มุกน้ำตาจันทรา’อย่างเงียบๆ เพราะไม่ต้องการเป็นข่าวและเป็นที่ครหา แต่กระนั้นก็ยังมีเสียงกระซิบนินทาเรื่องทิ่บิดาลอบมอบไข่มุกประจำตระกูลให้อนุคนโปรด เขารังเกียจข่าวคาวเช่นนี้ยิ่งนัก!
มือใหญ่กำเข้าหากันแน่นก่อนจะทุบไปที่ผนังห้องเพื่อระบาดความโกรธแค้น!
เขาไม่มีทางเชื่อว่าบิดาจะทำเช่นนั้น ทางเดียวที่จะแก้คำครหานั้นได้คือตามหาสิ่งที่หายไปและสืบให้รู้ความจริง
สองเดือนที่แล้ว สายสืบส่งข่าวมาว่า คนที่อนุของบิดาติดต่อก่อนตายเป็นเพียงพ่อค้าที่ตั้งตัวมาจากครอบครัวชาวนา แต่เพียงไม่นานกลับพลิกผันเป็นเศรษฐีได้ อาจเพราะแต่เดิมมีชาติกำเนิดมาจากชาวนายากจน หลินเหิงอี้จึงมีนิสัยโผงผาง พูดจาเสียงดังแลดูไร้มารยาท แต่เจ้าเล่ห์ในการต่อรอง ไม่รู้เหตุใดอนุของบิดาผู้เรียบร้อยอ่อนหวานของเขาจึงได้รู้จักชายไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนี้
“หลานสาว? นี่กล้าพาหลานสาวมาถึงที่นี่รึ!!”
กัวจื่อหรานหัวเราะในลำคอ เอาซิ! ขอให้ได้เห็นหน้าเห็นตาหลานสาวคนใจสกปรกผู้นั้นก่อนเถิด แล้วเขาอาจเมตตาต้อนรับอย่างไม่รู้ลืม!
เพล้ง!!!
เสียงของตกแตกทำให้กัวจื่อหรานตื่นจากภวังค์ เขาก้าวเท้าออกไปตามเสียงที่ได้ยิน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากห้องทำงานนัก หญิงรับใช้สองคนที่รู้ว่าเขาเดินเข้ามาต่างพากันถอยออกห่างเหลือเพียงชายเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปีที่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่บนพื้นที่มีเศษแก้วกระจัดกระจาย
“อี้เซียวเจ้ากำลังทำอะไร” น้ำเสียงเนืองๆ ถามอย่างไม่ได้จะเอาความผิดแต่ประการใด เขาโบกมือให้บ่าวรับใช้ถอยห่างแล้วค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนส้นเท้า