ตอนที่ 14
บทที่ 14
October 6, 2026
ครั้งนี้เฟิ่งเซ่อหมิงเดินไปอยู่ตรงหน้าเฟิ่งเจวี๋ย นางเข้าไปกระซิบอยู่พักหนึ่งแล้วเหลือบมองไปที่เฟิ่งซู่หน่วน
เฟิ่งซู่หน่วนตัวสั่นและกัดฟัน
เป็นปีชงของเธอจริง ๆ เจอแต่เรื่องร้าย ๆ มีแต่คนหวังจะคิดบัญชีกับเธออยู่ทุกหนทุกแห่ง
และแน่นอนตามคาด ในเกมรอบที่สอง ช่อดอกไม้ดันมาตกที่เฟิ่งซู่หน่วน หลังสัญญาณกลองสิ้นสุดลง
ทุกคนหันไปมองพระชายาของท่านอ๋องจิ่นด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ใครไม่รู้ก็คงคิดว่าคุณหนูสามตระกูลเฟิ่งเป็นคนเสียสติ นางจะไปมีทักษะความสามารถที่ไหนกัน?
มันไม่ได้ดูเป็นจัดฉากให้นางเสียหน้าอย่างชัดเจน?
ทุกคนคิดว่านี่เป็นเพียงข้อผิดพลาดทางเทคนิค ใครจะไปคิดว่านี่เป็นการจัดฉากที่วางแผนโดยเฟิ่งเซ่อหมิงและเฟิ่งเจวี๋ย
ในเวลานี้ เฟิ่งเซ่อหมิงเดินเข้าไปหาเฟิ่งซู่หน่วนแล้วพูดอย่างเป็นเหตุเป็นผลกับเธอว่า “น้องสาม วันนี้เป็นวันเกิดของท่านปู่ เจ้าขึ้นไปบนเวที ทำการแสดงอะไรก็ได้ที่ทำให้คนมีความสุขเท่านั้นก็พอแล้ว”
เมื่อเห็นว่าเฟิ่งซู่หน่วนยังนิ่งไม่สะทกสะท้าน นางจึงกางฝ่ามือออกแล้วพยายามพูดเกลี้ยกล่อมว่า "ดูนี่สิ พี่มีขนมมาด้วยนะ ขอแค่ทเจ้าขึ้นไปข้างบน พี่ก็จะให้เจ้ากินขนมนี่ทันที ตกลงไหม"
ผลไม้แช่อิ่ม?
เฟิ่งซู่หน่วนเหม่อลอยเล็กน้อย นางคงไม่ได้คิดจะวางยาพิษใส่ตนในเวลากลางวันแสก ๆ หรอกใช่ไหม?
หญิงสาวหยิบมันใส่ปากโดยไม่ลังเล
ผลไม้แช่อิ่มที่ดองขัณฑสกร?
ท่านอ๋องจิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเด็กโง่นี่เห็นอะไรก็กินหมดเลยหรือ ไม่กลัวโดนวางยาตายอีกหรือไง?
เฟิ่งซู่หน่วนหันไปจ้องมองที่ท่านอ๋องจิ่น เธอนึกว่าท่านอ๋องจิ่นจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเธอ ไม่นิ่งเฉย ไม่ปล่อยให้เธอทำเรื่องน่าอับอาย
ที่ไหนได้ ใบหน้าของท่านอ๋องจิ่นนิ่งราวกับถูกฉีดด้วยโบท็อกซ์ เขาหล่อมากนะ แต่ไร้ความรู้สึก
เฟิ่งซู่หน่วนหมดหนทางแล้ว ในใจคิดว่าคงไม่สามารถรอดพ้นภัยร้ายครั้งนี้ไปได้ เมื่อหนีไม่พ้น งั้นก็เผชิญหน้ากับมันเสียเลย
ตอนเด็ก เธอก็ดันเรียนวิชาเสริมความสามารถพิเศษมาน้อยเสียด้วย
วันจันทร์ถึงวันศุกร์ก็เรียนวิชาสามัญ ตอนเย็นก็เรียนเปียโน เสาร์อาทิตย์ก็มีเรียนเทควันโดในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายก็เรียนศิลปะ แม่ของเธอยังให้เธอใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์โดยการลงทะเบียนเรียนว่ายน้ำและการฝึกภาคสนาม...
เมื่อนึกถึงวัยเด็ก มันขมขื่นมากจนสามวันสามคืนก็เล่าเรื่องนี้ไม่จบ
มันไม่ถือเป็นการแสดงหรอกหรือ? มันจะทำให้วีรบุรุษผู้กล้าหาญนิ่งงันได้หรือ?
เฟิ่งเซ่อหมิงเห็นว่าเฟิ่งซู่หน่วนไม่มีท่าทีจะลุกขึ้น นางจึ้งเอื้อมมือไปดึงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้น แล้วก็มีกลิ่นแปลกโชยมาเตะจมูกนางทันที
ขัณฑสกรมันหวานแสบคอขนาดนั้นเลยหรือ?
เฟิ่งซู่หน่วนแอบยิ้มแล้วลุกขึ้นยืนตาม
มันยากจริง ๆ นางไม่เคยต้องซักผ้าถูบ้านเอง วันนี้เซ่อหมิงกลับมาทำผลไม้แช่อิ่มให้เธอ เป็นความจริงหรือ?
แค่เพีงเพื่อให้เธออับอาย?
มันจะไม่วุ่นวายเกินไปเหรอ?
หรือมีความลับอย่างอื่นอีก?
ไม่สนแล้ว ค่อย ๆ เดินตามเกมไปทีละก้าวแล้วกัน
ขณะที่เธอเดินขึ้นไปบนเวที เฟิ่งซู่หน่วนเด็ดดอกโป๊ยเซียน(ดอกไฮเดรนเยีย)อันงดงามสองสามดอกช่อดอกไม้นั้นแล้วแอบไว้ในแขนเสื้อ
เฟิ่งเซ่อหมิงดึงอีกฝ่ายขึ้นไปบนเวทีแล้วก็เดินกลับลงไปโดยไม่หันกลับมามอง
บนเวทีใหญ่ เหลือเพียงร่างเล็กของเฟิ่งซู่หน่วนที่ยืนอยู่บนนั้น สายตาของทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่เธอ
ที่นั่งถัดจาก เฟิ่งเซ่อหมิง คือ ฉางรั่วเสวี่ย บุตรสาวของฮู่กั๋วกง ซึ่งหันไปพูดกับเฟิ่งเซ่อหมิงด้วยวาจาอันเจ็บแสบว่า “พี่หญิง ท่านดูนางวิปลาสนี่สิ อะไรก็ทำไม่เป็น ขายหน้าคนอื่นเขาจริง ๆ”
เฟิ่งเซ่อหมิงเพียงยิ้มนิด ๆ แต่ไม่พูดอะไร นางเด็กโง่นั่นไม่มีคนอยู่ช่วยแล้ว นางจะแสดงความสามารถพิเศษอะไรได้
“ทำได้หรือไม่ได้? ถ้าไม่ได้ก็ลงไปเสีย ไม่รู้พี่เก้าของข้าแต่งงานกับขยะอย่างเจ้าไปได้อย่างไรกัน” องค์หญิงหรูอี้พูดโพล่งขึ้นอย่างรำคาญ
เฟิ่งซู่หน่วนมองลงไปล่างเวที เมื่อใครมีอำนาจคนก็เยินยอ ใครหมดอำนาจคนก็เมินเฉย ผู้คนไร้ซึ่งน้ำใจไม่ตรีต่อกัน ทุกความรู้สึกนึกคิดถูกถ่ายทอดมาผ่านสายตาที่มองมาที่เธอ
ท่านอ๋องจิ่นนั่งอยู่ที่มุมห้องในสุด ตัดขาดจากโลกภายนอก ราวกับภูมิใจมากที่ทุกคนในที่นี้กำลังเมาแต่ตัวเองยังมีสติ
จู่ ๆ เฟิ่งซู่หน่วนก็ยิ้มออกมา
ดีล่ะ เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่เขาช่วยชีวิตเธอ เนื่องจากชายหนุ่มไม่ชอบให้คนอื่นวิจารณ์ครอบครัวของเขา หญิงสาวจะใช้โอกาสนี้ปิดปากคนพวกนี้ให้สนิท