ตอนที่ 58
ตอนที่58ปกป้อง
October 22, 2026
ตอนที่58ปกป้อง
ตรงกลางให้เขาเปลี่ยนยาหนึ่งครั้ง แล้วก็ป้อนยาให้เขาดื่มหนึ่งครั้ง ห่มผ้าให้เขาปกคลุมร่างกาย จนถึงตอนเช้าเหงื่อเริ่มออกไข้ถึงค่อยๆลดๆ และตัวก็ไม่ร้อนแล้ว
ตั้งแต่เช้าจนถึงเย็น โล่หวินหลานก็อยู่แต่ในห้องลับ คอยเช็กดูความเปลี่ยนแปลงทีละเล็กละน้อย เย่หวินยกสำรับกับข้าวและข้าวต้มมาหลายครั้งแล้ว นางก็กินเพียงแค่หนึ่งคำก็วางตะเกียบไม่กินต่อ
ข้างนอกสายฝนเริ่มโปรยลงมา เสียงฝนตกซู่ซ่าดังกระทบบานหน้าต่าง
โล่หวินหลานมองไปที่นอกหน้าต่าง ฝนตกลงมาไม่ขาดสาย นางยื่นมาห่มผ้าห่มขึ้นให้โม่ฉีหมิง ทันใดก็รู้สึกวิงเวียนหน้ามืด ตาเริ่มพร่ามัว รอบตัวเริ่มหมุน สักพักก็เหมือนโลกดับไปเลย นางยื่นมือแตะหน้าผาก แล้วก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย
ในวัง บานหน้าต่างด้านบนมีดอกกล้วยไม้งามแขวนอยู่ด้านบน ตั้งใจให้เลื้อยห้อยออกไปให้ฝนสาดโดนยอดของดอกกล้วยไม้
มีแขนหนึ่งสวมใส่กำไลหยกเต็มแขน โต๊ะหยกหนึ่งมีมือบางๆดึงใบมันลงมา หยดน้ำกระเด็นมาตามแขนของนางมาโดนโต๊ะไม้
สายตาของนางจับจ้องแต่ดอกกล้วยไม้กระถางนั้น ไม่นาน ก็มีเสียงของอวี่หลานดังมาจากด้านหลัง “เหนียงๆ รัชทายาทมาแล้ว”
“รีบเชิญเข้ามาสิ” พระชายาเย่มีน้ำเสียงดีใจ พอพูดจบ ก็นั่งที่เก้าอี้เบาะนุ่มข้างๆ
ไม่นาน เสียงก้าวเท้าหนักแน่นก็ก้าวเข้ามาในห้อง โม่ฉีซิวทำความเคารพ แล้วก็นั่งอีกด้านของเบาะนุ่ม บนหน้านั้นมีแต่ความมั่นใจในยิ้ม
พระชายาเย่จะไม่รู้ว่าลูกชายตัวเองเป็นคนยังไงได้อย่างไร ถึงจะเจอเรื่องร้ายแรงขนาดไหนก็จะยังคงเห็นเค้ายิ้มแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าเสมอ นางมั่นใจว่าต้องมีข่าวดีอะไรแน่ๆ
“ซิวเอ๋อ ลูกเจอเรื่องดีอะไรหรือ?” พระชายาเย่ถามยิ้มๆ
ไม่มีอะไรลอดผ่านสายตานางได้ ตั้งแต่เด็กแล้ว โม่ฉีซิวหุบยิ้มสวยลง ไม่ได้ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้ยอมรับ เพราะเขาไม่รู้ว่าตอนนี้มันเป็นเรื่องดีหรือไม่ดี
“ท่านแม่ หลายวันก่อนลูกพบหญิงคนหนึ่ง ข้าช่วยนางรักษาแม่ที่ป่วยของนาง ไปขายร่างกาย ลูกทนไม่ได้ ก็เลยช่วยนางหาหมอดีๆสักท่าน อีกทั้งยังให้เงินมากพอที่จะรักษาแม่ของนางให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้” โม่ฉีซิวเล่าเรื่องทั้งหมดให้นางฟัง เขาไม่เคยปิดบังพระชายาเบ่แม้แต่เรื่องเดียว นอกจาก……เรื่องของโล่หวินหลาน
ได้ฟังถึงตรงนี้ เย่ฟางเซว๋ก็เงยหน้าขึ้นมามองลูกตัวเอง ค่อยๆขมวดคิ้วขึ้นมา คนในราชวงศ์ ทำไมถึงลดตัวลงไปช่วยคนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าได้อย่างไร แล้วจะยังเป็นคนยากจนอีก?
“ซิวเอ๋อ……” พระชายาเย่กำลังจะอ้าปากพูด ก็ถูกโม่ฉีซิวหัวเราะขัดขึ้น
“ท่านแม่ ที่ลูกทำอย่างนี้ แน่นอนว่าต้องมีเหตุผลของลูก” โม่ฉีซิวยิ้มอย่างมีเลศนัย ทันใดนั้นก็ปรบมือสองที ก็มีเสียงลมพัดเข้ามา
“ขอพบพระชายา ทรงพระเจริญ”
เสียงนี้มีความคล้ายคนๆหนึ่ง พระชายาเย่อึ้งไปพักใหญ่ ค่อยๆลุกขึ้นจากเบาะนั่ง สายตาจ้องเข้าไปที่ม่านเขม็ง ม่านสีขาวโพลนกลัวจะจ้องจนตาทะลุม่านออกมาแล้ว
พระชายาเย่ใช้มือจับอกเบาๆ คิ้วขมวดผูกเป็นหูกระต่าย เห็นโม่ฉีซิวพูดอะไรไม่ออกพักใหญ่
“ท่านแม่ เสียงนี้เหมือนเสียงพระราชาหมิง!” เสียงแหบพร่าของโม่ฉีซิวดังอยู่ข้างหูของพระชายาเย่
“เหมือน เหมือนมากเหลือเกิน!” พระชายาเย่พูดเสียงเบา นี่คือโล่หวินหลานรึป่าว?
ถ้าฟังละเอียดอีกครั้ง จะเห็นว่าคำพูดคำจาของทั้งสองคนไม่เหมือนกันเลยสักนิด ถึงเสียงจะเหมือนกัน แต่ไม่มีความเด็ดขาดเหมือนโล่หวินหลาน แต่กลับมีความอ่อนโยนนุ่มนวลเหมือนเด็กผู้หญิง ทำให้คนที่ได้ฟังรู้สึกสบายใจ
“ซิวเอ๋อ นี่เป็นคนที่เจ้าช่วย?” พระชายาเย่นั่งลงอีกครั้ง ดูไปแล้วเหมือนจะอะไรให้สนุกแล้วสิ
โม่ฉีซิวพยักหน้า “หรูซู ออกมาสิ”
พอได้ยิน หลังม่านก็มีหญิงนางหนึ่งเดินออกมา ที่แท้ก็เป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ไม่มีพิษมีภัยนางหนึ่ง ถึงใบหน้าจะแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางบางๆ แก้มสีแดงระเรื่อ ดวงตากลมโตเฉี่ยวขึ้น ริมฝีปากมีชาดทาปากสีแดงทาอยู่ นางเหมือนดอกโบตั๋นสีแดงสดสวย
ใบหน้านี้ไม่เหมือนโล่หวินหลานเลย นางมีเสน่ห์ แต่โล่หวินหลานมีความสง่าผ่าเผย ให้ความรู้สึกเหมือนลมที่ผ่านสบายอารมณ์
หรูซูไม่เคยผ่านการอบรมของนางใน ให้ความรู้สึกกิริยาท่าทางมีความธรรมชาติ ไม่มีจริตจะก้านของหญิงในวัง หากเปรียบความงามของนางแล้วเหมือนดอกโบตั๋นที่ขึ้นสวยอยู่ในหุบเขา
“รัชทายาท พระชายา หม่อมฉันคือหรูซู” นางยิ้มให้พระชายาเย่
“หรูซู นี่คือท่านแม่ของข้า ต่อไปนี้ก็จะเป็นเจ้านายเจ้าเหมือนกัน” โม่ฉีซิวกล่าวแนะนำ
นับตั้งแต่วันที่เขสช่วยชีวิตแม่นาง หรูซูก็ถูกโม่ฉีซิวลากเข้าในจวน ทุกวันก็จะให้นางเข้าฝึกเรียนต่างๆไม่ซ้ำ ให้นางผ่านพิณเล่นหมากรุกหนังสือและการวาดรูป และยังมีวรยุทธ์ นางเป็นลูกคนยากจน วรยุทธ์จึงมากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว และมีความอดทนสูง ดังนั้นโม่ฉีซิวจึงชอบตรงนี้
นางรู้ หากนางไม่มีผลประโยชน์ โม่ฉีซิวจะเห็นหัวนางหรือ และก็เป็นไปได้ที่จะโอกาสเข้ามาในวังพบพระชายาและพูดคุยต่อเบื้องหน้า
เพราะฉะนั้น นางเจียมตัวดีว่านางเป็นใคร
“เพคะ” หรูซูทำความเคารพพระชายาที่อยู่ด้านบน
พระชายาเย่ชายตามองนางหนึ่งที มีแค่เสียงที่เหมือนโล่หวินหลาน บนตัวก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเลย จิบชาอย่างใจเย็น
โม่ฉีซิวบอกให้หรูซูถอยไปก่อน มองไปที่พระชายาเย่ บนใบหน้านางไม่มีสีหน้าใดๆ เขาคาดเดาไม่ถูกว่านางคิดอะไรอยู่
“ท่านแม่ หรูซูจะมีประโยชน์กับเรามาก ไม่สิ ต้องพูดว่าเสียงของนาง” โม่ฉีซิวกล่าวเสียงต่ำ
ตอนแรก ที่เขาช่วยแม่ของหรูซู ก็เพราะว่านางมีเสียงคล้ายโล่หวินหลาน หากให้โม่ฉีหมิงได้ฟังเสียงนี้แล้วไม่รู้จะเป็นยังไง?