ตอนที่ 277
บทที่277 ฉันเป็นผู้บริสุทธิ์
October 28, 2026
“สมองของคุณปกติแล้วใช่มั้ยครับ?”
หลินหยางที่ถูกส้งซูยี่ถีบตกเตียงไป พอลุกขึ้นมาก็ไม่สนใจอย่างอื่นนอกจากถามไถ่ส้งซูยี่ด้วยสีหน้าที่คาดหวัง
ส้งซูยี่รู้สึกว่าการกระทำนี้มีความหมายอีกแบบหนึ่ง ใบหน้าของเธอแดงก่ำ สิ่งแรกที่เธอทำก็คือควานหาผ้าห่มเพื่อมาปกปิดร่างกายที่เปลือยเปล่าของตัวเอง แต่เพื่อความสะดวกในการรักษา เมื่อกี้หลินหยางจึงจัดการย้ายทุกอย่างบนที่นอนออกไปจนหมดแล้ว
ส้งซูยี่รู้สึกอายจนโกรธยิ่งกว่าเดิม เธอทำได้แค่เอามือมาปิดจุดลับของตัวเองเอาไว้เท่านั้น จากนั้นก็กัดฟันแล้วคำรามออกมา “แกต่างหากละที่สมองไม่ปกติ! แกเป็นใครกันแน่!?”
หลินหยางรู้สึกแปลกใจ “ผมก็คือไอ้คนโรคจิตของคุณไม่ใช่รึไง?”
“กะ แก……”
ส่งซูยี่สีหน้าซีดเผือด ความสิ้นหวังเกิดขึ้นในใจของเธอ แม้แต่ความคิดที่อยากจะตายก็ผุดขึ้นมาแล้ว
ทั้งหมดนี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมพอตื่นขึ้นมาตัวเองก็ไม่ได้ใส่อะไรไว้เลย มานอนอยู่บนเตียงที่ไม่คุ้นเคย ที่สำคัญข้างๆ ยังมีผู้ชายอีกคนที่ไม่ใส่อะไรเลยเหมือนกัน!
ส่วนผู้ชายคนนี้ กลับยอมรับอย่างภาคภูมิใจว่าตัวเองเป็นไอ้โรคจิตอีก! หรือว่า ตัวเองจะถูกเขาทำอะไรไปแล้วจริงๆ !?
แล้วน้ำตาของส้งซูยี่ก็ได้ไหลออกมา จากนั้นก็ร้องไห้ฟูมฟายขึ้นมา
“อย่าร้องไห้สิครับ คุณยังรู้สึกเจ็บอยู่ใช่มั้ยครับ? บอกผมสิครับ เดี๋ยวผมรักษาให้!” หลินหยางรีบถามไป
เจ็บเหรอ!?
พอส้งซูยี่ได้ยินอย่างนั้น เธอก็เข้าใจไปอีกขั้นหนึ่ง ตอนนี้เธอรู้สึกอยากจะสู้ตายกับหลินหยางแล้ว แต่พอหลินหยางยืนขึ้น แล้วเห็นวัตถุที่เหมือนแส้ตรงกลางหว่างขาทั้งสองข้างกำลังตั้งตระหง่านอยู่อย่างนั้น เธอก็อายจนไม่กล้ามองเขา
“แก ไสหัวออกไปเลยนะ! ออกไป!”
หลินหยางอึ้งไป แต่ก็ต้องรู้สึกดีใจขึ้นมาทันที เพราะในที่สุดเขาก็มั่นใจสักทีว่าส้งซูยี่ได้กลับมาหายเป็นปกติแล้ว!
ความจริงจากการตอบสองในตอนที่ส้งซูยี่ฟื้นขึ้นมา หลินหยางก็รู้สึกถึงจุดนี้ได้แล้ว แต่นี่คือครั้งแรกเลยที่เขาใช้เจินชี่ที่เป็นพลังมังกรและหงส์ทั้งสองแบบขั้นพื้นฐาน รวมถึงขั้นตอนในการรักษาโรคนั้นอย่างซับซ้อนให้ส้งซูยี่อีก เขาจึงยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ และอยากที่จะทำการยืนยันดู
ตอนนี้ พอได้ยินส้งซูยี่พูดกับตัวเองด้วยท่าทางที่ไม่เหมือนเดิม ไม่มีท่าทางที่ไร้เดียงสาแบบเด็กๆ อีก หลินหยางก็รู้สึกโล่งอก และรู้ว่าตัวเองได้ทำสำเร็จแล้ว
“ได้ เสี่ยวชัยหง คุณพักผ่อนให้เต็มที่ เดี๋ยวผมจะมาดูคุณอีกรอบ”
หลินหยางเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เขาคิดว่าส้งซูยี่แค่ยังปรับตัวกับสติปัญญาที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น รอให้เธอสงบลงก่อน นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในหลายวันมานี้ ช่วงเวลาที่ตัวเองอยู่เขาโดยมีสติปัญญาเท่าเด็กเจ็ดขวบ เท่านี้ก็น่าจะเข้าใจได้แล้ว
ส้งซูยี่คำรามออกมาราวกับคนเสียสติ “แกไสหัวออกไปไกลๆ เลยนะ แกไอ้คนโรคจิต ฉันไม่อยากเห็นหน้าแกอีก!”
หลินหยางยิ้มออกมาอย่างขมขื่น “พวกคุณสองคนดูพอรึยัง? ยังไม่รีบเข้ามาช่วยผมอธิบายอีก?”
พอคำพูดของหลินหยางสิ้นสุดลง ฉีเยนเอ๋อร์กับซินเสี่ยวลื่อที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่หน้าประตูตลอด ก็ได้ผละออกจากประตูแล้ววิ่งหนีไปทันที
ช่วยไม่ได้ พวกเธอสองคนไม่ได้ไม่อยากช่วยหลินหยาง แต่พวกเธอแค่ไม่กล้า เพราะพวกเธอเองก็อยู่ในสภาพที่โป๊เปลือยเหมือนกัน ในเมื่อตอนนี้สติปัญญาของเสี่ยวชัยหงก็กลับมาเป็นปกติแล้ว เหมือนกับพวกเธอ ต่างก็เป็นหญิงสาวที่โตแล้ว พวกเธอจึงไม่หน้าด้านพอที่จะเข้าไปทั้งแบบนั้น
ส้งซูยี่พูดไปอย่างโกณะเกลียดว่า “ยังมีอะไรให้แกอธิบายอีก? ถ้าอยากอธิบาย ก็รอให้ฉันส่งแกเข้าคุกก่อนค่อยอธิบายแล้วกัน!”
หลินหยางรู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองพูดอะไรไปก็ผิด ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไรอีก เก็บผ้าขนหนูที่ตกอยู่ตรงพื้นขึ้นมาห่ออาวุธสังหารที่อยู่ระหว่างขาของตัวเองไว้ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป
พอประตูห้องปิดลง เสียงร้องไห้ครวญครางของส้งซูยี่ก็ดังขึ้นในห้องทันที
“การเป็นคนดีนี่มันไม่ง่ายจริงๆ ”
หลินหยางรู้สึกหมดหนทาง ไม่นึกเลยว่าหลังจากที่เสี่ยวชัยหงฟื้นคืนสติกลับมาแล้ว กลับทะเลาะกับตัวเองจนเกิดความเข้าใจผิดกัน เธอที่ยังไม่ได้รับการรักษายังดูน่ารักกว่าตอนนี้เป็นไหนๆ !
พอกลับมาที่ห้อง หลังใส่เสื้อผ้าให้ตัวเองแล้ว หลินหยางก็โทรหาส้งเจียว บอกให้เธอมาเยี่ยมลูกสาว
ตอนที่จะลงไปข้างล่าง เขาจึงออกจากห้องและได้เจอกับฉีเยนเอ๋อร์และซินเสี่ยวลื่อที่ใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว กำลังยืนจับมือกัน ยิ้มให้เธอด้วยรอยยิ้มที่ดูผิดธรรมชาติ
หลินหยางถลึงตา “พวกคุณสองคุณรู้สึกสนุกกันมากนักใช่มั้ย? ที่เห็นผมถูกเสี่ยวชัยหงเข้าใจผิดแล้วยังไม่คิดจะช่วย?”
ฉีเยนเอ๋อร์ฝืนยิ้มแล้วตอบไปว่า “จะโทษเราก็ไม่ได้นะคะ ใครให้คุณเล่นถอดเสื้อผ้าของคนอื่นจนหมด ส่วนตัวเองก็ไม่รู้จักระวังคำพูดบ้างเลยรึไงคะ?”
หลินหยางรู้สึกไม่สบอารมณ์ “ที่ผมทำไปทั้งหมดก็เพื่อรักษาให้เธอ!”
ซินเสี่ยวลื่อพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าเธอจะกลับเป็นปกติแล้ว แต่ก็เหมือนจะยังจำคุณไม่ได้ เธอเรียกคุณแค่โรคจิต แต่ไม่ใช้ไอ้คนโรคจิตเหมือนอย่างเคย”
หลินหยางไม่ได้โกรธอะไรพวกเธอ และได้พูดไปว่า “เหมือนว่าหลังจากที่สติปัญญากลับเป็นเหมือนเดิมแล้วเธอก็ได้ลืมเรื่องทุกอย่างในช่วงที่สติปัญญาถดถอยไปจนหมดมั้ง มันเป็นสิ่งที่เกินความคาดหมายของผมไป”
“ทำไมคะ? หรือคุณยังคาดหวังว่าหลังจากที่รักษาให้เธอแล้ว ยังจะให้เธอเป็นแฟนของคุณอีกอย่างนั้นเหรอคะ?”
นี่คือคำขอร้องที่เสี่ยวชัยหงมีต่อหลินหยางตลอดมา ณ เวลานี้ พอฉีเยนเอ๋อร์พูดมันออกมา มันกลับเป็นการพูดเยาะเย้ยหลินหยางไปแล้ว
หลินหยางเหลือกตา “อย่ามัวแต่มาพูดแซวผมเลย ก่อนที่แม่ของเธอจะมาถึง ช่วยเข้าไปให้กำลังใจเธอหน่อย แล้วช่วยอธิบายให้เธอเข้าใจด้วย”
ซินเสี่ยวลื่อพูดขึ้นว่า “แม้แต่คุณเธอยังจำไม่ได้เลย แล้วจะจำพวกเราได้ยังไงล่ะคะ? ตอนนี้เธอกำลังโกรธ คำพูดของเราเธอก็ไม่มีทางเชื่อเหมือนกัน”
หลินหยางมาคิดดูมันก็จริง ดังนั้นเขาจึงไม่ฝืนอีก และได้ลงไปชั้นล่างพร้อมกับพวกเธอ
รถของไป๋เซียนเฉ่ามาถึงที่หน้าประตู ด้านหลังยังมีรถขนของตามมาด้วยอีกคัน
“หลินหยาง สินค้าผลิตเสร็จรึยังคะ?” ไป๋เซียนเฉ่าเดินเข้ามาถาม
หลินหยางตอบ “อยู่ในห้องผมหมดแล้วครับ ให้คนงานขึ้นไปขนได้เลยครับ ทำไมคุณถึงมาด้วยตนเองเหรอครับ?”
ไป๋เซียนเฉ่าเหลือบมองฉีเยนเอ๋อร์กับซินเสี่ยวลื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ หลินหยางไปแวบหนึ่ง แล้วพูดอย่างเรียบเฉยว่า “คุณต้องเก็บตัวเพื่อกิจการของบริษัทตั้งหลายวัน ฉันที่เป็นถึงประธานจะเข้ามาให้กำลังใจคุณหน่อยเลยไม่ได้รึไงคะ?”
ฉีเยนเอ๋อร์ขำแล้วพูดไปว่า “พี่เซียนเฉ่าคะ นี่พี่มาให้กำลังใจหรือมาปลอบใจหลินหยางกันแน่คะ?”
คำสองคำนี้ออกเสียงต่างกันนิดเดียว แต่ความหมายของมันกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง