ตอนที่ 1084
บทที่ 1088 ประวิงเวลา
October 21, 2026
ดูเหมือนว่าคนของสำนักหมิงเซียนทั้งสองคนนั้นรู้สึกว่ามู่ฉินที่ไม่มีปืนก็ไม่ได้มีอำนาจพอจะกดดันอะไรพวกเขา จึงไม่ได้สนใจมู่จิ่นนัก
ในเวลานี้ มู่จิ่นฉวยโอกาสขยับตัวเงียบๆ ในตอนที่พวกเขามาสนใจ เขาอยากจะไปหาปืนกระบอกนั้น
ส่วนทั้งสองคนนั้นก็ยังมองเซียวเฉวียนด้วยท่าทีได้ใจ หนึ่งในบรรดานั้นคุกเข่าลง จากนั้นก็ใช้มือหนึ่งจับใต้คางของเซียวเฉวียน แล้วใช้มืออีกข้างตบใบหน้าอีกด้านของเขา “เมื่อครู่ตอนที่เจ้าทำร้ายศิษย์พี่ร่วมสำนักของข้ายังทำอย่างสะใจนักนี่ ตอนนี้เหตุใดถึงมานั่งราวก้อนโคลนเหลวอยู่ที่นี่ยอมให้พวกข้าลูบได้ตามใจกันล่ะ?”
กล่าวจบแล้ว คนผู้นั้นยังชกเซียวเฉวียนอย่างรุนแรงเสียงดัง “ป้าบ” สามครั้ง “เจ้ามันทะนงตัวนักนี่! ทะนงนัก! ทะนงตัวอะไรกัน!”
แต่ละหมัดที่เสยมานั้น ต่อยเสียจนใบหน้ากว่าครึ่งของเซียวเฉวียนเป็นสีแดง เซียวเฉวียนเจ็บจนต้องส่งเสียงฮึ่ม คนของสำนักหมิงเซียนนี่ช่างไร้คุณธรรมในการต่อสู้เสียจริง
ลอบโจมตีเซียวเฉวียนก็ช่างเถอะ ยังจะหมิ่นหยามเซียวเฉวียน เซียวเฉวียนเองอดทนก็แล้ว เขายังจะทำลายใบหน้าเซียวเฉวียนให้เสียโฉม
ต้นไม้ต้องมีเปลือก คนต้องมีศักดิ์ศรี
แล้วใครไม่รักรูปร่างหน้าตาตนเองบ้าง?
เซียวเฉวียนเองก็ไม่เป็นข้อยกเว้น
ในสายตาของเซียวเฉวียน ใบหน้าคือศักดิ์ศรีของเขาอย่างหนึ่ง ในยามนี้ถูกคนทั้งสองเอาสิ่งที่เขาภาคภูมิใจมาเช็ดไปเช็ดมาบนพื้น
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เซียวเฉวียนคงจะอดกลั้นเรื่องนี้ไม่ได้หรอก!
เซียวเฉวียนดิ้นรนอยากหลุดพ้นจากสองคนที่กดร่างของเขาอยู่ เขาอยากจะลุกขึ้น ไม่อยากจะนอนให้เจ้าพวกนี้หมิ่นหยามได้ตามใจอย่างน่าอดสูอยู่บนพื้น
ทว่าร่างกายของเซียวเฉวียนนั้นเจ็บปวดมากเกินไป...เจ็บจนทำให้เขากระดิกกระเดี้ยวไม่ได้สักนิด
คนของสำนักหมิงเซียนผู้นั้นคล้ายมองเจตนาของเซียวเฉวียนออก พวกมันหัวเราะอย่างโอหังพลางเอ่ย “ฮ่าๆ ข้าจะบอกนะว่าเจ้าสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปอย่างนั้นละ ไม่มีประโยชน์แล้ว”
“แต่ไหนแต่ไรมา ไม่มีใครสักคนที่หลุดพ้นจากคำสั่งตายของนักปราชญ์ได้หรอก” ชายผู้นั้นเสริมทับอย่างทะนงตัวอีกประโยคหนึ่ง
เซียวเฉวียนอดทนต่อความเจ็บปวดทั้งร่างได้แต่ก็อดกลอกตาใส่อีกฝ่ายไม่ได้ ตอนนี้นักปราชญ์สั่งให้พวกเขาสองคนแลกชีวิตเพื่อสังหารเซียวเฉวียนอยู่นะ ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าพวกแกจะทะนงตัวไปเพื่ออะไร “เมื่อพูดแบบนี้ พวกเจ้าทั้งสองคนเองก็เป็นคนที่นักปราชญ์ต้องสังหารสินะ?”
เซียวเฉวียนรู้ว่าคนทั้งสองไม่คิดอยากตาย แต่เป็นเพราะนักปราชญ์ทั้งขู่และปลอบ จึงทำให้ทั้งสองคนยอมกลืนยาลูกกลอนที่มีผลกระตุ้นพลัง
อย่าเห็นว่าทั้งสองคนยามนี้มีจิตใจฮึกเหิม จริงๆ แล้วก็แค่พลังฮึกเหิมก่อนตายก็เท่านั้น
รอจนกระทั่งผลของลูกกลอนยาผ่านไป พวกเขาก็จะลุถึงขีดจำกัดใหญ่แล้ว
และเพราะเหตุนั้น เซียวเฉวียนรู้ว่าตัวเองกระดิกกระเดี้ยวไม่ได้ เขาจึงมีแค่ความคิดที่จะประวิงเวลาก็เท่านั้น เขาอยากจะยื้อเวลาตายของทั้งสองคนนี้
เมื่อได้ยินเซียวเฉวียนเอ่ยเช่นนั้น ทั้งสองคนก็อดผงะไปไม่ได้ ทว่าก็แค่ชั่วครู่เท่านั้น คนผู้นั้นพลันเอ่ยปนเสียงหัวเราะเย็น “เจ้าเข้าใจเช่นนี้ก็นับว่าดีแล้ว”
การที่เซียวเฉวียนพูดเช่นนี้ ก็คงเป็นเพราะต้องการแยกนักปราชญ์กับพวกเขาออกจากกัน
พวกเขาไม่มีทางติดกับของเซียวเฉวียน แล้วติดแผนการยุยงของเขาแน่
กลับกันแล้วพวกเขาก็เป็นคนที่ใกล้ตายอยู่แล้ว และไม่สนใจคำพูดของเซียวเฉวียนหรอก
แล้วยิ่งพูดไป สำนักหมิงเซียนนั้นเป็นตัวแทนวจนะของพระเจ้า พวกเขามีเกียรติยศอันไร้ขีดจำกัด และนักปราชญ์ก็เป็นผู้นำระดับสูงสุดของพวกเขา เป็นคนที่ทรงเกียรติในหมู่พวกเขา
การได้ตายเพื่อนักปราชญ์ เป็นเกียรติยศสูงสุดประการหนึ่ง
เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ภายในใจของเซียวเฉวียนก็อดดูถูกเหยียดหยามเล็กน้อยไม่ได้ ใต้หล้านี้ คนที่โง่ที่สุดก็คือคนประเภทนี้ ถูกคนเขาหลอกใช้อย่างหมดท่ายังไม่รู้ตัว ยังจะแสดงสีหน้าซาบซึ้งเป็นบุญคุณอีก
ช่างน่าเศร้านัก!
เซียวเฉวียนจงใจทำสีหน้าน่าสงสารอออกมา นี่ก็ทำให้คนรู้สึกเดือดดาลขึ้นมาอย่างอดไม่ได้จริงๆ จนป่านนี้แล้ว ตัวเซียวเฉวียนเองยังยากรักษาชีวิต แล้วยังมีแก่ใจมาสงสารเห็นใจพวกเขาอีกหรือ?
ช่างน่าหัวเราะ!
คนผู้นั้นหัวเราะเสียงเย็นประโยคหนึ่ง “อย่าใช้สายตาทำนองนี้มองพวกเรานะ!”
ถูกคนที่อยู่ในสภาพอนาถเสียยิ่งกว่าตนเองเห็นใจในสถานการณ์เช่นนี้ ช่างเป็นการหมิ่นหยามเสียจริง!