ตอนที่ 1382
บทที่ 1406 ภาพลวงตาปรากฏขึ้น
October 21, 2026
เหมิงเอ้าฟื้นตัวจากอาการป่วยหนัก การทำงานของสมองช้าลงเล็กน้อย
หลังจากที่เซียวเฉวียนกางม่านพลังเรียบร้อยแล้ว เหมิงเอ้าถึงจะได้สติกลับคืนมา ที่แท้พวกเขาก็บุกเข้ามาในใจกลางของค่ายกล!
ค่ายกล!
ไม่ต้องคิดมาก นี่จะต้องเป็นฝีมือของนักปราชญ์บัดซบพวกนั้นเป็นแน่
โชคดีที่เขายังโอ้อวดตัวเองในฐานะตัวแทนของเทียนเต๋า ทำลายวิธีการชั่วร้ายเหล่านี้จนสิ้นซาก!
ถ้าพระเจ้าทรงกระทำการลับ ๆ ล่อ ๆ เหมือนกับนักปราชญ์ เช่นนั้นกฎแห่งสวรรค์จะมีไว้เพื่อสิ่งใด?
ตามที่เหมิงเอ้าพูดออกมา นักปราชญ์คือตัวแทนแห่งความหายนะ เขาคือนักปราชญ์ผู้น่ารังเกียจ!
ครั้งที่แล้วเขากับไป๋ฉี่เกือบจะเสียท่าในค่ายกล ครั้งนี้เองก็เกือบจะเสียท่าในค่ายกลเช่นกัน
รอให้เซียวเฉวียนทำลายค่ายกลได้สำเร็จ รอให้เหมิงเอ้าได้ออกไป รอให้พวกเขาได้พบกับนักปราชญ์ ความแค้นทั้งเก่าและใหม่จะถูกล้างแค้นไปพร้อมกัน!
ไอ้พวกคนบัดซบ!
แต่อย่างไรก็ตาม พลังของเหมิงเอ้ายังคงไม่ฟื้นกลับมาโดยเร็ว เขาช่วยอะไรได้ไม่มาก ดังนั้นเขาจึงหลับตาลงเพื่อพักผ่อนและสะสมพลังกลับมาใหม่
และเซียวเฉวียนก็เริ่มสำรวจไปรอบ ๆ
สำหรับค่ายกล เซียวเฉวียนในปัจจุบันศึกษาเกี่ยวกับมันน้อยมาก
ในตอนนั้นเซียวเฉวียนรู้สึกว่าสิ่งที่เรียกว่าค่ายกลนั้นซับซ้อนเกินไป ในประเทศที่สงบสุขอย่างฮว๋าเซี่ย ไม่มีสถานที่ที่มีความจำเป็นจะต้องใช้มัน
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคสมัยปัจจุบัน ค่ายกลในสมองของเซียวเฉวียนนั้นไม่ต่างอะไรกับวิชาตัวเบา มันลึกลับเป็นอย่างมากและไม่สมกับความเป็นจริง แค่ฟังเอาไว้ก็เพียงพอแล้ว เรื่องที่คิดจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งไม่เคยอยู่ในหัวของเขามาก่อนเลย
และเมื่อมาถึงต้าเว่ย มันก็คือช่วงเวลาที่เซียวเฉวียนได้ยินเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าค่ายกล และเขาก็เพิ่มจะมาให้ความสำคัญกับมัน
แต่อย่างไรก็ตาม ต้าเว่ยมีหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของค่ายกลน้อยมาก ดังนั้นเซียวเฉวียนจึงไม่ค่อยเข้าใจมันมากเสียเท่าไหร่นัก
สรุปก็คือ เมื่อเผชิญหน้ากับค่ายกลเซียวเฉวียนรู้สึกว่าตนเองควรตื่นตัวและระมัดระวังอยู่เสมอ
ครั้งที่แล้วที่กลับไปยังภูเขาจงหนาน ตามที่ไป๋ฉี่และเหมิงเอ้ากล่าวไว้ ในค่ายกลนั้นมีภาพลวงตาปรากฏอยู่ โชคดีที่ไป๋ฉี่มีความแน่วแน่และหัวใจที่มั่นคงมากเพียงพอ ทำให้สุดท้ายสามารถหลุดออกมาจากแผนการของนักปราชญ์ได้ และทำลายค่ายกลได้ในท้ายที่สุด
แต่สำหรับค่ายกลวันนี้ เกรงว่าคงไม่ได้มีเพียงแค่กลไกบางอย่าง แต่น่าจะมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
“เหล่าจู มีอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษหรือเปล่า?” เซียวเฉวียนถามออกมาจากความคิดที่เงียบสงบ
มีสารานุกรมผนึกจูเสินเล่มนี้อยู่ หากไม่ใช้ก็คงเปล่าประโยชน์
แต่เซียวเฉวียนคิดไม่ถึงเลยว่า ผนึกจูเสินกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับมาเลย
ไม่ใช่ว่าผนึกจูเสินไม่อยากตอบเซียวเฉวียน แต่เขาไม่สามารถตอบกลับมาได้
อย่างแรก หากอยู่ในค่ายกลของนักปราชญ์จริง ๆ เมื่อผนึกจูเสินพูดอะไรออกมามันก็ยากที่จะปกปิดความลับหรือบางทีนักปราชญ์อาจจะสังเกตเห็นถึงอะไรบางอย่าง เพราะท้ายที่สุดแล้ว นักปราชญ์นั้นเต็มไปด้วยกลอุบาย เป็นคนที่ชอบทำอะไรนอกรีต
อย่างที่สอง ผนึกจูเสินไม่รู้จริง ๆ ว่าต้องระวังสิ่งใดเป็นพิเศษ มันเองก็ไม่รู้ว่านักปราชญ์ใช้วิธีการอะไร มันสัมผัสไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
หากผนึกจูเสินบอกความจริงกับเซียวเฉวียนว่าเขาไม่รู้อะไรเลย เช่นนั้นคงถูกเซียวเฉวียนหัวเราะเยาะออกมา ผนึกศักดิ์สิทธิ์พันปีผู้สง่างามแต่กลับไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อย แบบนั้นมันไม่ใช่เรื่องน่าขันงั้นหรือ
จริงอยู่ว่าผนึกจูเสินมีอายุเป็นพันปี แต่สำนักหมิงเซียนนั้นดำรงอยู่ได้นานกว่าผนึกจูเสินเสียอีก และสำนักหมิงเซียนก็ยังสืบทอดต่อกันมาแล้วหลายพันปี นอกจากความลับที่ถูกเก็บซ่อนไว้อย่างลึกซึ้ง ที่จริงพวกเขาเองก็มีความสามารถบางอย่างด้วยเช่นกัน
เนื่องจากมันถูกเก็บซ่อนไว้เป็นอย่างดี ดังนั้นคนบนโลกจึงรู้อะไรเกี่ยวกับมันน้อยมาก แม้แต่ผนึกจูเสินเองก็ไม่กล้าบอกเรื่องราวทุกอย่างที่เกี่ยวกับพวกเขาออกมา
ดังนั้น เพื่อปกป้องอำนาจและความน่าเกรงขามของผนึกศักดิ์สิทธิ์พันปีของผนึกจูเสิน เขาทำได้เพียงแสร้งทำเป็นใบ้ ไม่พูดหรืออธิบายอะไรออกมา
เซียวเฉวียนไม่ได้รับคำตอบ คิดว่าการเข้ามาในค่ายกลนั้นมีผลกระทบต่อผนึกจูเสิน หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะผนึกจูเสินนั้นสัมผัสถึงจิตสำนึกของเซียวเฉวียนไม่ได้ ผนึกจูเสินถึงไม่ยอมพูดอะไรออกมา
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เซียวเฉวียนรู้เพียงแค่ว่า วันนี้คงไม่อาจพึ่งพาผนึกจูเสินได้ เขาทำได้เพียงพึ่งพาตัวเองเท่านั้น
เซียวเฉวียนก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นเองก็ได้ยินเสียงฮึดฮัดเบา ๆ ดังขึ้นมาจากใต้ฝ่าเท้าของเขา
หากไม่ลองเงี่ยหูฟังให้ดี เป็นไปไม่ได้เลยที่จะได้ยินมัน
เซียวเฉวียนเริ่มตื่นตัวขึ้นมาทันที ระมัดระวังกับสิ่งที่อยู่รอบกายของตนเองมากขึ้น
ในชั่วพริบตา เส้นไหมเนื้อละเอียดก็ปลิวไปมาทั้งสองด้าน เส้นไหมนั้นบางราวกับเส้นผม และส่องแสงอย่างเย็นชาภายใต้แสงไฟ
เส้นไหมที่ปลิวไปมามีความสูงเท่ากับคอของเซียวเฉวียนพอดี
เห็นได้ชัดเลยว่า กลไกนี้เป็นสิ่งที่นักปราชญ์ทำขึ้นมาเพื่อร่างกายของเซียวเฉวียนโดยเฉพาะ