ตอนที่ 443
บทที่ 444 รู้อยู่แก่ใจยังแกล้งถาม
October 21, 2026
ไต่สวนอย่างนั้นหรือ?
พอฟังคำนี้แล้ว ทำให้ฉินซูโหรวลนลานเล็กน้อย
ฉินซูโหรวตื่นเต้นจนกลื่นน้ำลายไม่เต็มปาก แม้ตนรู้อยู่แก่ใจแล้วก็ยังแกล้งถามต่อ “พ่อข้าจะไต่สวนข้าเรื่องใดกันเล่า?
“องค์หญิง ขุนพลแค่สั่งให้ข้ามาเชิญท่าน ส่วนจะเรื่องใดนั้น ข้าเองก็มิทราบได้ขอรับ“
“ยังจะเป็นเริ่องอันใดอีก” ชิงหลงพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เรื่องแรกที่ท่านใต้เท้าเซียวฟื้นขึ้นมา แน่นอนว่าต้องคิดบัญชีที่ท่านฆ่าเว่ยไป๋!”
“พ่อข้าเป็นถึงท่านแม่ทัพ! เขากล้าอย่างนั้นหรือ?”
ฉินซูโหรววาจาช่างคมคาย ในใจหล่อน เซียวเฉวียนก็คงยังเป็นคนตระกูลตกต่ำคนหนึ่ง และยังเป็นคนตระกูลตกต่ำที่ถูกเนรเทศเสียด้วยซ้ำ!
จะคิดบัญชีอย่างนั้นหรือ?
เซียวเฉวียนช่างบังอาจเสียจริง!
ฉินซูโหรวช่างไร้ยางอายและไม่มีความยำเกรงอะไรทั้งสิ้น ทำให้ชิงหลงเบื่อหน่ายเป็นอย่างมาก”ในเมื่อท่านมิกลัว เช่นนั้นท่านจะมั่วนั่งตรงนี้อยู่ใยเล่า?ใยไม่ไปรับการไต่สวน”
“ไปก็ไป!ฮึ! ข้าก็อยากรู้เหมือนกันเซียวเฉวียนจะถืออะไรมาปรักปรำข้า ท่านพ่อไต่สวนข้า แล้วคิดว่าข้ากลัวอย่างนั้นหรือ?
พูดจบ ฉินซูโหรวสะบัดผ้าและเดินออกไป
ห้องไต่สวน มีเซียวเฉวียนและฉินเซิงที่นั่งอยู่ข้างกัน
มีทหารหลายสิบคนคุกเข่าอยู่บนพื้น แต่พวกเขาไม่กล้าแสดงความโกรธ
หลายวันมานี้ เซียวเฉวียนรวมถึงคนที่เซียวเฉวียนพามา จะใกล้ตายแหล่ไม่ตายแหล่ ไม่ได้อยู่สุขสบาย
ฉินเฟิงและฉินซูโหรวไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรกับเซียวเฉวียน พวกเขาเลยกล้าที่จะทำเยี่ยงนี้กับเซียวเฉวียนได้
เหล่าทหารคงคิดว่า องค์หญิงและองค์ชายใหญ่ฉินเกลียดขี้หน้าเซียวเฉวียนมากขนาดนี้ นี่คือความหมายของแม่ทัพฉินที่จะสื่อ
แต่พวกเขาคาดไม่ถึงว่า ฉินเซิงทำธุระข้างนอกไม่กี่วัน ทำธุระเสร็จกลับมา ก็ได้เห็นว่าเซียวเฉวียนได้ฟื้นขึ้น หลังจากฉินเซิงได้ยินเซียวเฉวียนพูดเกี่ยวกับเรื่องราวของพวกเว่ยไป๋ เขาจึงนำทหารเหล่านี้มาสอบไต่สวนทันที
การไต่สวนไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือเซียวเฉวียนมีความเท่าเทียมกับฉินเซิงพวกเขาทั้งหมดนั่งอยู่ที่ที่นั่งหลักของการไต่สวน
กลุ่มพลทหารพวกนี้ พวกเขาเป็นทหารที่สังหารเว่ยไป๋และคนอื่นๆ
มีทหารประมาณสองร้อยกว่าคนที่เข้าร่วม
แต่คนที่จัดการโจมตีเว่ยไป๋และคนอื่น ๆ อย่างร้ายแรงและทำให้เว่ยไป๋และคนอื่น ๆ เสียชีวิต
มีทั้งหมดสิบสี่คนด้วยกัน
ทั้งสิบสี่คนนี้ ถูกเรียกตัวมาทั้งหมด
อยากจะหาพวกเขาก็เป็นเรื่องที่ง่ายนัก สืบเนื่องหลังจากที่กลุ่มทหารนี้ได้ฆ่าพวกเว่ยไป๋ไป วันๆก็คุยโวโอ้อวดอยู่ที่ค่ายทหาร เหมือนกลัวไม่รู้ว่าพวกตนสร้างความดีความชอบ
เซียวเฉวียนมองเขาด้วยสายตาเย็นชา และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เขาทำการไต่สวน
กฎหมายในสมัยก่อน ไม่มีคำแก้ต่างของศาลหรือการนำเสนอหลักฐาน
โดยพื้นฐานแล้วการไต่สวนคือการทุบตีผู้อื่นให้ตายหากพวกเขาไม่ตั้งข้อหา หรือเพียงประกาศว่ามีความผิด ก็สามารถประหารชีวิตเขาได้ทันที
ดูราชวงศ์ถังของจีนเป็นตัวอย่าง ก็โหดเหี้ยมไม่น้อย เพียงเพราะไม่มีการป้องกันของศาลและการผลิตหลักฐาน จึงมีการสร้างคดีที่ไม่ยุติธรรมเป็นเท็จและผิดนับไม่ถ้วน
เพราะฉะนั้น ในสมัยโบราณการเป็นขุนนางก็มีประโยชน์ ถ้าหากข้าว่าเจ้าผิด เจ้าก็คือมีความผิด ข้าไม่ต้องหาหลักฐานอะไรมาพูดว่าเจ้าคือคนผิด
เปรียบเทียบได้ดีกับคนอย่างฉินซูโหรวที่ฆ่าพวกเว่ยไป๋ พูดว่าฆ่าก็ฆ่า ไม่ต้องการเหตุผลใดๆ ทำเหมือนกับชีวิตผู้คนไร้ค่าเหมือนดอกหญ้าริมทาง
อีกทั้งวิธีการไต่สวนของสมัยโบราณนั้นก็ถือว่าโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก
วิธีการคือไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ประเภทแรก ให้คนที่กระทำความผิดนั้นใส่หมวกเหล็ก และนำตะปูเหล็กยาวค่อยๆตอกเข้าไปในสมอง
ประเภทที่สอง ตั้งหม้อ วางถ่านรอบๆ แล้วใส่คนลงในหม้อเพื่อต้มสดๆ
วิธีการไต่สวนที่โหดเหี้ยมนี้ แม้แต่หมูที่ตายแล้วก็ยังผวา ห้องไต่สวนในยุคสมัยโบราณไม่ได้สุภาพเรียบร้อยเหมือนกับในละครทีวี
เหล่าพลทหารที่อยู่ตรงด้านหน้านี้ หมวกเหล็ก,ตะปู,ถ่าน,หม้อต่างก็เตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว คนเหล่านี้ตัวสั่นด้วยความกลัว
ใบหน้าเซียวเฉวียนเต็มไปด้วยความเย็นชา เพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลายฉินเซิงจึงพูดไป “ท่าใต้เท้าเซียว ท่านใจเย็นก่อนเถิด พวกเขาต้องได้รับผิดแน่นอน แต่พวกเขาเองก็ยอมรับผิดแล้ว วิธีใช้เครื่องมือทรมานคงไม่จำเป็นแล้วกระมัง”
เหล่าทหารต่างพยักหน้าเป็นระนาว ใช่แล้วใช่แล้ว พวกเขาทั้งหมดต่างก็ยอมรับผิดแล้วเหตุใดจึงใช้วิธีการทางอาญาเพื่อดึงคำสารภาพ? และอีกอย่าง พวกเขาไม่ใช่ผู้บงการ เหตุใดถึงต้องโหดเหี้ยมเช่นนี้ด้วย?
อย่างน้อยก็มีแม่ทัพฉินที่ดี อย่างน้อยก็สมเหตุสมผลไม่เหมือนกับเซียวเฉวียนที่จะฆ่าแกงกันอย่างเดียว
เซียวเฉวียนส่งเสียงฮึในลำคอ ฉินเซิงจึงพูดโน้มน้าวไปอีกรอบ “ท่านใจเย็นเถิด ใยจึงต้องใช้วิธีการทางอาญาเพื่อดึงคำสารภาพ ฆ่าให้ตายไปรู้แล้วรู้รอดจะดีกว่า”
หา?
หา?