ตอนที่ 1210
บทที่ 1642 : มือกระบี่ขั้นจินตัน
October 22, 2026
บทที่ 1642 : มือกระบี่ขั้นจินตัน เสียงนั้นดังกึกก้องไปทั่วทั้งสำนักกระบี่คุนหลุนและแทงทะลุเข้าไปในโสตประสาทของทุกคนที่อยู่ภายใน แต่น้ำเสียงนั้นกลับนุ่มนวลอ่อนโยน ไม่กระแทกกระทั้นบาดหู ให้ความรู้สึกสบายอกสบายใจแก่ผู้ที่ได้ยินยิ่งนัก เมื่อได้ยินว่าผู้ที่มาถึงในเวลานี้คือยอดฝีมือจากคุนหลุน เจ้าสำนักน้อยใหญ่ต่างก็พากันดีอกดีใจเป็นอย่างมาก ในเวลานั้น ทุกคนต่างก็พากันหันมองไปรอบตัว แต่ก็ไม่พบเจ้าของเสียงนั้น ในที่สุด ทุกคนต่างก็เงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องนภา.. แต่สิ่งที่ทุกคนพบเห็นนั้นกลับมีเพียงแค่จันทรา และดวงดาวที่กำลังทอแสง และเปล่งประกายพร่างพราวไปทั่วแผ่นฟ้าเท่านั้น มิมีผู้ใดปรากฏอยู่เลย พรึบ.. แต่ในเวลานั้นเองร่างของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนผืนดินเบื้องล่างทันที และกำลังหันหน้ามาเผชิญกับทุกคนที่อยู่ตรงหน้า ผู้ที่มาเยือนในครั้งนี้เป็นชายหนุ่มที่มีใบหน้างดงามยิ่งนัก ผิวพรรณนั้นขาวและเรียบเนียนประหนึ่งหยกเนื้อดี สวมใส่ชุดคล้ายกับนักพรตเต๋าที่มีแขนเสื้อขนาดใหญ่ หลังจากที่ปรากฏตัวขึ้น คนผู้นั้นก็ได้ก้าวเท้าตรงเข้าไปหลี่เจี้ยนกังทันที “สำนักกระบี่คุนหลุนอ่อนด้อยกว่าที่ข้าคิดไว้มากจริงๆพ่อหนุ่ม! ขั้นพลังบ่มเพาะของเจ้ายังอ่อนด้อยเกินไปนัก จึงไม่สามารถทำให้ค่ายกลปราการ แสดงอานุภาพที่แท้จริงของมันออกมาได้ถึงครึ่งด้วยซ้ำไป เจ้าทำให้ข้าผิดหวัง และรู้สึกโมโหยิ่งนัก!” นักพรตหนุ่มผู้นี้ดูเหมือนจะอยู่ในวัยไม่ถึงสามสิบปีด้วยซ้ำไปแต่กลับเรียกขานหลี่เจี้ยนกังว่า ‘พ่อหนุ่ม’ พร้อมกับเข้าไปกระชากกระบี่ทองคำในมือของหลี่เจี้ยนกังมาถือไว้ ก่อนจะตวาดเขากลับไปเสียงดัง “เจ้าหลีกไปให้พ้น!” หลังจากที่นักพรตหนุ่มตวาดไล่หลี่เจี้ยนกังแล้วเขากลับรู้สึกได้ทันทีว่า รอบกายของตนเองนั้นคล้ายถูกห่อหุ้มด้วยพลังที่นุ่มนวล เท้าของเขาค่อยๆลอยขึ้นจากพื้น ก่อนจะลอยละลิ่วออกไปไกลราวสิบกว่าเมตรได้ “พ่อหนุ่ม!ดูให้เต็มตา ข้าจะสาธิตการใช้ค่ายกลปราการที่แข็งแกร่งของสำนักกระบี่คุนหลุนให้เจ้าดู..” นักพรตหนุ่มปรายตามองหลี่เจี้ยนกังก่อนจะปล่อยให้ฝ่าเท้าของตนสัมผัสกับผืนปฐพีเบื้องล่าง แต่ก็เพียงข้างเดียวเท่านั้น! เจ้าสำนักน้อยใหญ่ต่างก็พากันสัมผัสได้ในทันทีว่าพลังชีวิตจากผืนปฐพีใต้ฝ่าเท้าของพวกตนนั้น จู่ๆ ก็พวยพุ่งขึ้นมาอย่างมากมาย ภายในเวลาเพียงแค่ประเดี๋ยวเดียว ทุกคนต่างก็รู้สึกราวกับกำลังตกอยู่ท่ามกลางท้องทะเลพลังชีวิต จากนั้นพลังชีวิตเหล่านั้น ก็ได้พุ่งขึ้นสู่ห้วงอากาศ เข้าไปหลอมรวมกับปราการสีทองเบื้องบน รูขนาดใหญ่กว่าหนึ่งเมตรที่ถูกดอกบัวทองคำของหนิงหลิงยู่ดูดซับเอาพลังสีทองเข้าไปจนค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น รวมทั้งปราการส่วนอื่นๆ ที่เวลานี้เห็นเป็นพียงแค่ชั้นฟิล์มบางๆเท่านั้น จู่ๆพลันมีขนาดที่หนาขึ้นในทันที จนแม้แต่ดวงตาปกติ ยังสามารถมองเห็นปราการหนานี้ได้อย่างชัดเจน ไม่เพียงเท่านั้นแม้แต่รูขนาดใหญ่ที่หนิงหลิงยู่ทุบจนแตก ก็ได้ปิดสนิทในทันทีด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกันทุกคนต่างก็รู้สึกว่า พลังชีวิตยังคงพวยพุ่งขึ้นมาจากผืนดินเบื้องล่างไม่หยุด ทำให้ภายในค่ายกลปราการแห่งนี้ มีพลังชีวิตที่หนาแน่นยิ่ง ทั้งหลี่เจี้ยนกังเองรวมทั้งเจ้าสำนักคนอื่นๆ ต่างก็ได้แต่ยืนงุนงงด้วยความตกตะลึง! หากค่ายกลปราการมีอานุภาพที่แข็งแกร่งเช่นนี้อย่าว่าแต่หนิงหลิงยู่จะไม่สามารถทำลายปราการที่หนากว่าหนึ่งนิ้วนี้ได้เลย ต่อให้นางสามารถทำลายได้ แต่พลังชีวิตที่อัดแน่นอยู่ภายใต้ปราการแห่งนี้ ก็ย่อมสามารถซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย ให้กลับมาแข็งแกร่งได้ดังเดิมในเวลาอันรวดเร็ว!เวลานี้ทุกคนต่างก็แทบไม่ต้องคิดว่า ค่ายกลนี้จะสามารถต้านทานหนิงหลิงยู่ได้หรือไม่ เพราะแม้กระทั่งยอดฝีมือในขั้นจินตันยังยากที่จะฝ่าทำลายเข้ามาได้..“เอาล่ะพ่อหนุ่มคราวนี้เจ้าคอยดูให้ดี ข้าจะสาธิตการใช้ค่ายกลสังหารของสำนักกระบี่คุนหลุนให้เจ้าดู!”นักพรตหนุ่มถือกระบี่สีทองในมือชูขึ้นบนท้องฟ้า!เพียงแค่ชั่วประเดี๋ยวเดียวพลังชีวิตจากขุนเขาที่รายล้อมสำนักกระบี่คุนหลุนไว้ ต่างก็มีแสงสีทองสุกสว่างรูปมังกรสีทองเปล่งประกายออกมา จากนั้น แสงสีทองรูปมังกรเหล่านั้นก็ได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาแสงสีทองสุกสว่างที่พุ่งทะยานออกมาประหนึ่งภูเขาไฟระเบิดนั้นได้หลอมรวมกันเป็นพลังชีวิตสีทองสุกสว่าง ก่อนจะค่อยๆกลายรูปเป็นกระบี่ขนาดใหญ่ยาวหลายเมตร จากนั้นกระบี่เล่มยักษ์หลายสิบเล่ม ก็ได้พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องนภาเบื้องบน ก่อนจะพุ่งผ่านค่ายกลปราการเข้ามาพร้อมกันกระบี่สีทองเล่มใหญ่นับสิบเล่มมีรังสีสังหารอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมา แม้กระทั่งเจ้าสำนักน้อยใหญ่ที่อยู่ในค่ายกลปราการ ก็ล้วนแล้วแต่ขนลุกซู่ และสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวดูเหมือนนักพรตหนุ่มผู้นี้จะตั้งใจแสดงให้ทุกคนเห็นอานุภาพที่แท้จริงของค่ายกลสังหาร ก่อนจะหันไปถามหลี่เจี้ยนกังว่า“เจ้าหนูเจ้าได้เห็นอานุภาพของค่ายกลสังหารที่แท้จริงแล้วสินะ”หลี่เจี้ยนกังได้แต่นิ่งอึ้งอยู่ครู่ใหญ่แต่หาใช่เพราะเขาหวาดกลัวความตายแต่อย่างใด และหาใช่เพราะตกตะลึงในอานุภาพของค่ายกลปราการ หรือค่ายกลสังหารที่ควบคุมโดยนักพรตหนุ่มนี้แต่อย่างใด..แต่เขากำลังตื่นเต้นตกใจกับฐานะที่แท้จริงของนักพรตหนุ่มผู้นี้ต่างหากเล่า! พรึบ..และแล้วจู่ๆ หลี่เจี้ยนกังก็คุกเข่าลงพร้อมกับโขกศรีษะลงกับพื้นทันที ปากก็เฝ้าแต่พร่ำร้องตะโกนว่า“ท่านอาจารย์ปู่!ท่านอาจารย์ปู่ เป็นท่านจริงหรือนี่ นี่ท่าน.. เหตุใดท่านจึงปรากฏตัวขึ้นได้?”แน่นอนว่าหลี่เจี้ยนกังซึ่งเป็นเจ้าสำนักกระบี่คุนหลุนคนปัจจุบัน ย่อมมิเคยพบเจอนักพรตหนุ่มผู้นี้มาก่อน แต่ภายในหอบรรพชนของสำนักกระบี่คุนหลุนนั้น มีภาพของเจ้าสำนักคนก่อนๆ ของสำนักกระบี่คุนหลุนทุกรุ่นและจากรูปพรรณสันฐานของนักพรตหนุ่มผู้นี้หลี่เจี้ยนกังก็ได้แต่คาดเดาว่า คนผู้นี้จะเป็นผู้ใดไปมิได้ นอกจากเจ้าสำนักกระบี่คุนหลุนคนที่สามสิบสาม นามว่าชี่ยวิ๋นจื่อ!เมื่อหกสิบปีก่อนหน้านี้เจ้าสำนักกระบี่คุนหลุนชี่ยวิ๋นจื่อ ได้มอบตำแหน่งเจ้าสำนักให้กับอาจารย์ของหลี่เจี้ยนกังดูแล ก่อนที่เขาจะเดินทางเข้าสู่คุนหลุนในฐานะมือกระบี่ผู้มีพลังบ่มเพาะล้ำเลิศ นับจากนั้นมา เขาก็มิเคยกลับมาที่สำนักกระบี่คุนหลุนอีกเลยในช่วงเวลาที่ชี่ยวิ๋นจื่อเดินทางเข้าคุนหลุนนั้นหลี่เจี้ยนกังยังไม่ถือกำเนิดด้วยซ้ำไป!“โอ้พ่อหนุ่ม!คิดไม่ถึงว่า แม้ฝีมือของเจ้าจะไม่เอาไหน แต่สายตาของเจ้ากลับดีมากทีเดียว เพียงแค่ประเดี๋ยวเดียวก็สามารถจดจำข้าได้แล้ว!”ชี่ยวิ๋นจื่อเอ่ยชมหลี่เจี้ยนกังเช่นนี้เขาในฐานะศิษย์ตัวเล็กๆ ยังจะสามารถโต้เถียงอันใดได้อีกเล่า“หึ!นี่เจ้ายังมีหน้ามาถามข้าว่า เหตุใดข้าจึงมาปรากฏตัวอีกงั้นรึ หากข้ามิมาปรากฏตัวในครั้งนี้ สำนักกระบี่คุนหลุนคงต้องถูกทำลายจนสิ้นชื่อแน่!”