ตอนที่ 1212
บทที่ 1644 : จงดูให้ดี
October 22, 2026
บทที่ 1644 : จงดูให้ดี เป็นเวลานานถึงหกสิบปีเลยทีเดียวที่ชียวิ๋นจื่อเข้าไปฝึกฝนบ่มเพาะพลังอยู่ในคุนหลุน จนกระทั่งเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นจินตันได้.. และหากไม่ถูกสังหารตายเสียก่อนแน่นอนว่า เขาย่อมจะมีอายุยืนยาวถึงห้าร้อยปีเลยทีเดียว! จนกระทั่งเกิดเป็นคำกล่าวขึ้นในโลกยุทธภพว่าเมื่อใดที่เข้าสู่ขั้นจินตัน เสมือนหนึ่งได้กลืนยาอายุวัฒนะ ชีวิตหลังจากนั้นมิแปรผันตามธรรมชาติ ในคุนหลุนนั้นจะเรียกยอดฝีมือที่เข้าสู่ขั้นจินตันว่าผู้เยี่ยมยุทธ ซึ่งนับว่าเหมาะกับผู้ที่ฝึกฝนบ่มเพาะพลังจนสามารถเข้าสู่ขั้นนี้ได้ ความจริงแล้วหากชียวิ๋นจื่อมุ่งเน้นการฝึกบ่มเพาะพลังเพียงอย่างเดียว โดยทิ้งเรื่องการฝึกฝนเพลงกระบี่ไป เชื่อว่าป่านนี้ เขาคงจะก้าวหน้าไปไกลกว่าขั้นจินตันแล้ว ชียวิ๋นจื่อไม่เพียงฝึกวรยุทธบ่มเพาะถึงขั้นจินตันแต่เพลงกระบี่ของเขานั้นยังมีพลังสังหารที่รุนแรงมากอีกด้วย และเป็นเพราะเขาไม่ยอมละทิ้งวิชากระบี่ของตนเอง ทำให้เขาต้องใช้เวลาในการฝึกบ่มเพาะพลังนานถึงหกสิบปี จึงจะสามารถเข้าสู่ขั้นจินตันได้ และไม่ว่าผู้ใดจะแนะนำเช่นใดชียวิ๋นจื่อก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาฝึกเพลงกระบี่ของตนเอง ควบคู่ไปกับกับการฝึกบ่มเพาะพลัง และเมื่อใดที่ชียวิ๋นจื่อสามารถฝึกเพลงกระบี่ควบคู่ไปกับการฝึกฝนบ่มเพาะพลังจนเข้าสู่ขั้นหยวนอิง (ปราณก่อนกำเนิด) ได้แล้วแล้วล่ะก็ เขาก็จะกลายเป็นมือกระบี่เซียน ที่ไม่ว่าจะท่องไปในแห่งหนใด ก็จะมีแต่ผู้ยำเกรง! และด้วยความสำเร็จของชียวิ๋นจื่อในเวลานี้นี้ทุกคนในคุนหลุนที่มาจากสำนักกระบี่คุนหลุน ต่างก็พากันยกยอปอปั้น และต้องการที่จะผูกมิตรกับเขา ทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก แต่เวลานี้ในโลกภายนอกคุนหลุน กลับมีคนบังอาจกล่าวเหยียดหยามพลังบ่มเพาะในขั้นจินตัน อีกทั้งที่น่าสะเทือนใจไปมากกว่านั้นก็คือ ผู้ที่กล่าวเป็นเพียงแค่เด็กสาว ซึ่งมีอายุยังไม่ถึงยี่สิบปีด้วยซ้ำไป และมีพลังบ่มเพาะอยู่ในระดับสูงสุดขั้นจิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-9) เท่านั้น! ในเมื่อถูกเหยียดหยามเช่นนี้ผู้ใดเล่าจะทนได้ ฟิ้ว.. ลำแสงสีแดงพุ่งออกมาจากกึ่งกลางหว่างคิ้วของชียวิ๋นจื่อก่อนจะกลายเป็นกระบี่ขนาดหนึ่งฟุตที่มีรัศมีพลังแข็งแกร่งยิ่ง และเวลานี้ปลายกระบี่ก็จับจ้องไปทางร่างของหนิงหลิงยู่ “แม่นางถึงแม้เจ้าจะเป็นเด็กสาวที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศยิ่ง แต่ข้าคงไม่อาจปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก!” ริมฝีปากบางของหนิงหลิงยู่เผยอขึ้นเล็กน้อยแววตาทั้งคู่เย็นชาอย่างยิ่ง ในขณะที่เอ่ยตอบโต้ชียวิ๋นจื่อกลับไปอย่างไม่เกรงกลัว “ก็ต้องรอดูว่าท้ายที่สุดระหว่างเจ้ากับข้า ผู้ใดกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายถูกสังหาร!” “แม่นางนับว่าเจ้าใจกล้าเข้าขั้นเสียสติแล้วจริงๆ! ก่อนที่เจ้าจะตาย ช่วยบอกข้าหน่อยจะได้หรือไม่ว่า อาจารย์ของเจ้าคือผู้ใดกัน หากวันข้างหน้าข้าได้พบเจอเข้า จะได้บอกกับเขาได้ว่า ข้าได้สังหารเจ้าผู้ที่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำไปแล้ว!” ความจริงแล้วผู้ที่ทำให้ชียวิ๋นจื่อรู้สึกกังวลใจนั้น หาใช่ตัวหนิงหลิงยู่เอง แต่เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังนางต่างหากเล่า.. สำหรับเขาแล้วหนิงหลิงยู่เป็นเพียงเด็กสาวที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี และมีพลังบ่มเพาะในขั้นจิ่วเฉิงชี่เท่านั้น ในขณะที่ตัวเขาเองอายุถึงหนึ่งร้อยยี่สิบปี อีกทั้งยังมีพลังบ่มเพาะอยู่ในขั้นจินตันอีกด้วยฉะนั้นแล้วการจะสังหารหนิงหลิงยู่ จึงเป็นเรื่องที่ง่ายเสียยิ่งกว่าอะไร! แต่การที่ชียวิ๋นจื่อต้องกดข่มความโกรธภายในใจเพื่อเจรจากับหนิงหลิงยู่นั้น ก็เพราะเขาหวั่นเกรงผู้ที่อยู่เบื้องหลังนางต่างหาก และหากเขาได้รู้ว่าคนผู้นั้นเป็นผู้ใด อย่างน้อยเขาก็จะได้ตัดสินใจได้ถูกว่า จะลงมือกับหญิงสาวผู้นี้หนักหน่วงเพียงใดแต่กลับกลายเป็นว่าคำตอบของหนิงหลิงยู่นั้น ได้สร้างความเดือดดาลให้กับชียวิ๋นจื่อมากกว่าเดิม..“หึ!ก็แค่ยอดฝีมือขั้นจินตันตัวเล็กๆ เจ้ายังไม่คู่ควรที่จะได้รู้ฐานะที่แท้จริงของข้า!”“แม่นางเจ้ากล่าวเช่นนี้เท่ากับรนหาที่ตายแล้ว!”ชียวิ๋นจื่อใช้พลังเหนือธรรมชาติที่แก่กล้าของตนเองบังคับควบคุมกระบี่เหินสีแดงให้พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วกระบี่เหินสีแดงพุ่งทะยานฝ่าเกราะป้องกันที่เป็นอมตะเข้าไปได้อย่างง่ายดายก่อนจะแทงทะลุผ่านดอกบัวทองคำอีกชั้น และท้ายที่สุด กระบี่เหินสีแดงก็พุ่งแทงเข้าที่ไหล่ขวาของหนิงหลิงยู่ได้รับบาดเจ็บ!ตั้งแต่วินาทีที่กระบี่เหินสีแดงเริ่มเคลื่อนไหวจนกระทั่งแทงเข้าที่ไหล่ของหนิงหลิงยู่นั้น นางเองก็ได้แต่ยืนนิ่ง มิได้ตอบโต้ หรือต้านทานเลยแม้แต่น้อยด้วยระที่ประชิดตัวและความเร็วของกระบี่เหิน ทำให้โลหิตสีแดงของหนิงหลิงยู่พุ่งกระฉูดออกจากร่าง และกระจายไปทั่วทั้งแผ่นฟ้า!“แม่นางยังจะอวดดีอยู่อีกหรือไม่ หากข้าต้องการสังหารเจ้าจริงๆ คงจะไม่รอมาจนกระทั่งป่านนี้แน่! เวลานี้ ข้าเป็นผู้ควบคุมค่ายกลของสำนักกระบี่คุนหลุน ข้าสามารถฆ่าเจ้าด้วยค่ายกลสังหารได้อย่างง่ายดาย..”เมื่อครู่ที่ชียวิ๋นจื่อลงมือกับหนิงหลิงยู่นั้นเป็นเพราะถูกคำพูดอวดดีของหญิงสาวกระตุ้นให้โกรธนั่นเอง แต่เวลานี้ สติของเขากลับคืนมาแล้ว จึงได้เอ่ยบอกหนิงหลิงยู่ด้วยใบหน้าสงบนิ่งเช่นเคย“ความจริงแล้วข้าเองก็มิได้ต้องการทำให้เจ้าบาดเจ็บอะไร เพียงแต่เจ้านั้นวาจาสามหาวจนเกินไป!” ชียวิ๋นจื่อพูดต่อในทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้หนิงหลิงยู่ได้โต้แย้ง“ข้าขอบอกกับเจ้าตามตรงในคุนหลุนนั้น ไม่เคยมียอดฝีมือในขั้นจิ่วเฉิงชี่ ที่สามารถสังหารผู้เยี่ยมยุทธในขั้นจินตันได้มาก่อน!”นั่นเพราะจากขั้นพลังชี่ขึ้นไปสู่ขั้นก่อสร้างรากฐานนั้น นับเป็นการก้าวกระโดดอย่างมากของความแข็งแกร่ง จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงจากขั้นก่อสร้างรากฐานเข้าสู่ขั้นจินตัน ซึ่งนับเป็นการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของผู้ฝึกบ่มเพาะพลังเลยทีเดียว!ในเมื่อเป็นเช่นนี้ยอดฝีมือในขั้นพลังชี่ จะสามารถสังหารยอดฝีมือในขั้นจินตันได้อย่างไรกันเล่าเพราะหากผู้ที่อยู่เพียงแค่ขั้นพลังชี่แต่กลับสามารถสังหารผู้ที่อยู่ในขั้นจินตันได้แล้วล่ะก็ ขั้นพลังบ่มเพาะยังจะมีความหมายอันใดอีกหนิงหลิงยู่เองก็มิได้ปฏิเสธในเรื่องนี้นางจึงได้เหาะหนีมาที่ทะเลสาบแห่งนี้ และเวลานี้ ร่างของนางก็ได้ไปยืนอยู่เหนือผิวน้ำในผืนทะเลสาบใหญ่เวลานี้บาดแผลที่ไหล่ข้างขวาซึ่งเกิดจากกระบี่เหินของชียวิ๋นจื่อนั้น โลหิตสีแดงยังคงไหลออกมาไม่หยุด จนผืนน้ำในทะเลสาบด้านล่าง ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างรวดเร็ว แต่หญิงสาวกลับไม่ใสใจ นางทำประหนึ่งว่าร่างกายนี้มิใช่ของนาง..“เจ้ากล่าวได้ถูกต้อง!”“ข้าเองก็มิเคยได้ยินมาก่อนว่าผู้ที่อยู่ในขั้นพลังชี่ จะสามารถสังหารผู้ที่อยู่ในขั้นจินตันได้..”