ตอนที่ 1214
บทที่ 1646 : การต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัว
October 22, 2026
บทที่ 1646 : การต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัว จะไม่ไห้ชียวิ๋นจื่อตกใจกลัวได้อย่างไรกันเล่า ในเมื่อเวลานี้เขาคือผู้ที่ควบคุมค่ายกลปราการอยู่และค่ายกลปราการภายใต้การบังคับบัญชาของเขานั้น ก็ย่อมแข็งแกร่งเกินกว่าที่ผู้ใดจะสามารถฝ่าเข้ามาได้ง่ายๆ และหากไม่ใช่เพราะเขาได้เห็นกับตาตัวเองแล้วล่ะก็ เขาจะไม่เชื่อเลย และต้องคิดว่านี่เป็นเรื่องหยอกล้อขำขันกันเล่นเท่านั้น! “นี่เจ้า!เจ้าเป็นผู้ใดกัน เหตุใดจึงสามารถเข้ามาในค่ายกลปราการของข้าได้ง่ายดายเช่นนี้?” ชียวิ๋นจื่อร้องตะโกนถามออกไปด้วยสีหน้าหวาดกลัวและตกอกตกใจเป็นอย่างมาก เพราะหากอีกฝ่ายสามารถเข้ามาด้านในได้เช่นนี้ เขาก็คงจะต้องถูกสังหารตายอย่างแน่นอน! แต่อีกฝ่ายนั้นตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจนัก.. “นี่เจ้าหูหนวกหรืออย่างไรกัน” หลิงหยุนปรายตามองชียวิ๋นจื่อพร้อมกับยกมือขึ้นชี้ไปทางหนิงหลิงยู่ ปากก็ร้องตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงดุดัน “ข้าก็บอกแล้วว่าเป็นพี่ชายของนาง!” จากนั้นหลิงหยุนก็หันไปทางหลี่เจี้ยนกัง พร้อมกับทักทายและแนะนำตัว “ท่านเจ้าสำนักหลี่.. ข้าหลิงหยุนอย่างไรเล่า” หลังจากนั้นหลิงหยุนก็ได้หันพูดกับชียวิ๋นจื่อว่า “เจ้าได้ยินชัดแล้วใช่หรือไม่” ภายในค่ายกลกลับกลายเป็นเงียบสงัดขึ้นมาทันที.. ดุดัน! น่าเกรงขาม! ต่อหน้ามือกระบี่ขั้นจินตันแต่หลิงหยุนกลับตวาดอย่างไม่เกรงกลัว มิหนำซ้ำยังด่าว่าเขาหูหนวกอีก! เช่นนี้แล้วจะไม่น่าเกรงขามได้อย่างไรกันเล่า “นี่เจ้าเป็นพี่ชายของแม่นางหรอกรึ” ชียวิ๋นจื่อพึมพำออกมาพร้อมกับหันมองออกไปทางหนิงหลิงยู่ที่อยู่ด้านนอก แล้วจึงกลับมามองหลิงหยุนอีกครั้ง และแล้ว เขาก็ถึงกับใจสั่นรุนแรง ชียวิ๋นจื่อกำกระบี่ในมือแน่นจนฝ่ามือข้างนั้นซีดขาว เขารู้ชะตากรรมของตนเองดี ตั้งแต่ที่อีกฝ่ายสามารถฝ่าค่ายกลปราการเข้ามาได้อย่างง่ายดายแล้ว ชียวิ๋นจื่อได้แต่คิดในใจว่า‘น้องสาวก็มองเห็นขั้นจินตันไม่อยู่ในสายตา ในขณะที่พี่ชายก็สามารถทะลวงค่ายกลปราการเข้ามาได้อย่างง่ายดาย..’ ไม่เพียงเท่านั้นทันทีที่หลิงหยุนเข้ามาด้านใน เขาก็ทำราวกับว่ากำลังเดินเล่นอยู่ที่สวนภายในบ้าน สีหน้าท่าทางของเขาผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ไม่มีวี่แววของความกังวลใจปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งสำคัญที่สุดยิ่งกว่านั้นก็คือชียวิ๋นจื่อไม่สามารถมองเห็นขั้นพลังบ่มเพาะของหลิง “นี่เจ้าเป็นพี่ชายของแม่นางหรอกรึ” ชียวิ๋นจื่อพึมพำออกมาพร้อมกับหันมองออกไปทางหนิงหลิงยู่ที่อยู่ด้านนอก แล้วจึงกลับมามองหลิงหยุนอีกครั้ง และแล้ว เขาก็ถึงกับใจสั่นรุนแรง ชียวิ๋นจื่อกำกระบี่ในมือแน่นจนฝ่ามือข้างนั้นซีดขาว เขารู้ชะตากรรมของตนเองดี ตั้งแต่ที่อีกฝ่ายสามารถฝ่าค่ายกลปราการเข้ามาได้อย่างง่ายดายแล้ว ชียวิ๋นจื่อได้แต่คิดในใจว่า‘น้องสาวก็มองเห็นขั้นจินตันไม่อยู่ในสายตา ในขณะที่พี่ชายก็สามารถทะลวงค่ายกลปราการเข้ามาได้อย่างง่ายดาย..’ ไม่เพียงเท่านั้นทันทีที่หลิงหยุนเข้ามาด้านใน เขาก็ทำราวกับว่ากำลังเดินเล่นอยู่ที่สวนภายในบ้าน สีหน้าท่าทางของเขาผ่อนคลายเป็นอย่างมาก ไม่มีวี่แววของความกังวลใจปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งสำคัญที่สุดยิ่งกว่านั้นก็คือชียวิ๋นจื่อไม่สามารถมองเห็นขั้นพลังบ่มเพาะของหลิงหยุน! เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกัน นั่นเพราะกระทั่งหนิงหลิงยู่ซึ่งเวลานี้เข้าสู่ขั้นก่อสร้างรากฐานแล้วเขายังสามารถมองเห็นขั้นพลังบ่มเพาะของนางได้อย่างชัดเจนแต่เหตุใดเมื่อหลิงหยุนปรากฏตัวแม้เขาจะเปิดจิตหยั่งรู้ของตนเองออกขั้นสุดแล้ว แต่กลับยังไม่สามารถเห็นขั้นพลังบ่มเพาะของเขาได้..“อ่อ..ข้าเกือบจะลืมบอกเจ้าไปว่า ผู้อารักขาประตูคุนหลุนทั้งสองคนที่หลบหนีออกไปก่อนหน้า ถูกข้าจับตัวไว้แล้ว เวลานี้ ทั้งคู่ถูกทิ้งไว้ที่ริมลำธารแห่งหนึ่งห่างจากที่นี่ไปราวหนึ่งร้อยกิโลเมตร หลังจากนี้ เจ้าอย่าลืมไปหาตัวพวกเขาสองคนล่ะ..”หลิงหยุนหันไปบอกกับชียวิ๋นจื่อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม..มีหรือที่หลิงหยุนจะยอมปล่อยให้ยอดฝีมือคุนหลุนทั้งสองคนหนีกลับไปรายงานเรื่องนี้ให้คุนหลุนรู้ได้เวลานี้หากแม้แต่ผู้เยี่ยมยุทธในขั้นจินตันยังไม่สามารถสะสางปัญหาที่เกิดขึ้นได้ หากคุนหลุนได้รับรายงานเข้า ย่อมต้องส่งผู้ที่มีพลังบ่มเพาะในขั้นหยวนอิงมาแน่ และหากมิได้ส่งมาคนเดียว แต่ส่งมาพร้อมกันหลายคนเล่า เหตุการณ์จะยิ่งไม่วุ่นวายมากไปกว่านี้หรอกหรือด้วยเหตุนี้หลิงหยุนจึงยอมเสียเวลาเล็กน้อย ไปจัดการกับผู้อารักขาประตูคุนหลุนทั้งสองคน ให้หลับไหลไปชั่วครู่ก่อน..“นี่เจ้า..”ชียวิ๋นจื่อถึงกับพูดอะไรไม่ออกเพราะนั่นเป็นเพียงความหวังเดียวของเขา แต่เวลานี้ ความหวังเดียวนั้นกลับถูกหลิงหยุนทำลายลงจนสิ้น!เวลานี้ชียวิ๋นจื่อเปรียบเสมือนหญิงชราที่กำลังยืนอยู่กลางสะพานด้านหน้าคือสุนัขจิ้งจอกดุร้าย และด้านหลังก็มีพยัคฆ์รอขย้ำอยู่ หมดสิ้นหนทางที่จะไป จะเดินหน้าต่อไปก็ไม่ได้ แต่จะถอยหลังกลับก็ไม่ได้อีกเช่นกัน!หญิงชรากลางสะพานคงทำได้เพียงแค่เป็นลมล้มฟุบไปเท่านั้น!หลิงหยุนไม่สนใจชียวิ๋นจื่ออีกเขาก้าวเท้าออกไปข้างหน้าสองก้าว พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองหนิงหลิงยู่ พร้อมกับกล่าวตำหนิว่า“หลิงยู่เจ้าประมาทเลินเล่อไปแล้วรู้หรือไม่ กระทั่งยอดฝีมือสองคนหนีไปได้ เจ้ายังไม่รู้เลย!”หนิงหลิงยู่ตอบกลับยิ้มๆ“หนีไปได้แล้วอย่างไร ต่อให้พวกมันหนีไปได้ ก็ไม่สามารถกลับเข้าคุนหลุนได้!”หลิงหยุนฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาก่อนจะเอ่ยถามผู้เป็นน้องสาวไปว่า “นี่เจ้าเองก็รู้หรอกรึ ข้าจับพวกมันสองคนได้เช่นนี้ เจ้าคงหมดสนุกแล้วสินะ?”“สนุกสิ!สนุกมากเลย!”หนิงหลิงยู่ร้องบอกหลิงหยุนพร้อมกับปรบมือด้วยความดีอกดีใจจากนั้นจึงเอ่ยปากถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น“นี่ท่านเข้าไปในค่ายกลปราการได้อย่างไรกัน”หลิงหยุนยิ้มกว้างพร้อมตอบกลับไปว่า“ข้าบอกเจ้าแล้วอย่างไรเล่าว่า ก็แค่ค่ายกลกระจอกๆ หาได้อยู่ในสายตาของข้าไม่!”“เอาล่ะข้าจะแสดงให้เจ้าดูอีกครั้ง!”หนิงหลิงยู่ถึงกับอ้าปากค้างและทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง..“ยังไม่เชื่ออีกงั้นรึเช่นนั้นเจ้าดูให้ดี..”หลิงหยุนเข้าๆออกๆค่ายกลปราการได้อย่างง่ายดาย..“นี่มัน..”นอกจากหนิงหลิงยู่แล้วทั้งชียวิ๋นจื่อ และทุกคนที่อยู่ภายในค่ายกล ต่างก็ได้แต่ยืนตกตะลึง สีหน้าบ่งบอกถึงความงุนงง ที่เห็นหลิงหยุนเข้าออกค่ายกลปราการได้ ราวกับมิมีสิ่งใดขวางกั้น!ชียวิ๋นจื่อได้ยืนนิ่งเงียบแต่ภายในใจนั้นเดือดพล่านราวกับจะคลุ้มคลั่ง เขากำกระบี่ทองคำไว้แน่น และได้แต่คิดว่า มันยังจำเป็นสำหรับเขาอยู่อีกหรือไม่หลังจากออกไปจากค่ายกลปราการแล้วหลิงหยุนก็ได้เหาะไปหาหนิงหลิงยู่ พร้อมกับยื่นมือทั้งสองข้างของตนเองออกไปด้านหน้า จากนั้นจึงบอกกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า“เจ้าต้องการให้ข้าพาเจ้าเข้าไปด้านในหรือไม่หากต้องการ ก็จับมือทั้งสองข้างของข้าไว้สิ..”