ตอนที่ 1218
บทที่ 1651 : ความหวาดกลัว
October 22, 2026
บทที่ 1651 : ความหวาดกลัว หนิงหลิงยู่เพิ่งจะรู้ตัวว่าตนเองยังรู้จักหลิงหยุนน้อยไปมากจริงๆ! ที่ผ่านมานางเคยติดตามหลิงหยุนไปตามที่ต่างๆ จึงรู้ว่า หลงหยุนนั้นแข็งแกร่งอย่างน่าอัศจรรย์ และแม้จะผ่านการต่อสู้มาหลายต่อหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เลยสักครั้ง และการต่อสู้ที่ดุเดือดและอันตรายมากที่สุด ที่หนิงหลิงยู่เคยเผชิญร่วมกับหลิงหยุนก็คือ การต่อสู้ภายในบ้านเลขที่ 1 เมืองจิงฉู ในคืนนั้นแสงสีทองสุกสว่างได้แผ่รัศมีโชติช่วงไปทั่วทั้งเมืองจิงฉู และในครั้งนั้น หลิงหยุนก็ได้นำไพ่ในมือของตนเองออกมาใช้แทบทุกใบ จนกระทั่งสามารถเอาชนะศัตรูได้ในที่สุด แต่ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนหมดสติไปหลายวัน ถึงกระนั้น ด้วยความช่วยเหลือของหนิงหลิงยู่ ในที่สุดหลิงหยุนก็สามารถฟื้นคืนสติคืนมาได้อย่างปลอดภัย แต่ครั้งนั้นจิตวิญญาณของเทพธิดาในร่างของหนิงหลิงยู่ยังไม่ตื่น ฉะนั้น หนิงหลิงยู่ที่ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับหลิงหยุนในคืนนั้น จึงเป็นจิตวิญญาณอีกดวงในร่าง และด้วยสายสัมพันธ์ของพี่น้อง หนิงหลิงยู่จึงยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้หลิงหยุนฟื้นคืนสติจนได้ แต่เมื่อจิตวิญญาณแห่งเทพธิดาตื่นขึ้นหนิงหลิงยู่ก็จดจ่ออยู่กับการคิดหาหนทาง ที่จะสังหารหลิงหยุนให้ได้โดยเร็วที่สุด นางจึงต้องเร่งศึกษาความแข็งแกร่ง และความสามารถของคู่ต่อสู้ให้กระจ่าง จนในที่สุดก็ได้บทสรุปว่า หากทั้งคู่ยังมีพลังบ่มเพาะอยู่ในขั้นเดียวกัน นางย่อมไม่มีโอกาสสังหารหลิงหยุนได้อย่างแน่นอน! ภายในระยะเวลาเพียงแค่ครึ่งปีที่หลิงหยุนกลับมาจุติอีกครั้งบนโลกใบนี้เขาก็สามารถบ่มเพาะกายาให้กับร่างนี้จนแข็งแกร่งอย่างมากได้ หากเปลี่ยนเป็นตัวนางนางก็มั่นใจว่าจะไม่สามารถทำได้ดีเช่นเดียวกับหลิงหยุน และหากนางฝืนที่จะต่อสู้กับหลิงหยุน แน่นอนว่าหากไม่แพ้ ก็คงทำได้ดีเพียงแค่เสมอเท่านั้น.. นั่นเพราะแต่ละขั้นพลังของหลิงหยุนนั้น ไม่เพียงมีสภาวะที่เสถียรมั่นคงมาก แต่ยังแข็งแกร่งมากอีกด้วย ซึ่งหนิงหลิงยู่เองก็รู้ดีว่า นี่เป็นเรื่องที่ชายหนุ่มให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก และด้วยเหตุนี้เมื่อหลิงหยุนเข้าสู่ระดับสูงสุดของขั้นบ่มเพาะกายา ร่างกายของเขาจึงแข็งแกร่งอย่างที่ยากจะหาผู้ใดเทียบได้! แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะช่วยให้อีกฝ่ายแข็งแกร่งอย่างมากแต่ก็ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดี ย่อมต้องมีข้อเสียปะปนมาด้วย ซึ่งก็คือความล่าช้า! หากเปลี่ยนเป็นหนิงหลิงยู่ด้วยระยะเวลาที่เท่ากันนั้น นางคงจะสามารถเข้าสู่ขั้นก่อสร้างรากฐานไปได้ตั้งนานแล้ว นางคงจะไม่เสียเวลาเนิ่นานไปกับขั้นบ่มเพาะกายาแน่! นั่นเพราะต่อให้จะมีกายาที่แข็งแกร่งมากเพียงใด หากต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขั้นก่อสร้างรากฐานแล้วล่ะก็ ย่อมสามารถถูกสังหารตายได้อย่างง่ายดาย! เช่นนี้แล้วจะมีประโยชน์อันใดกัน ด้วยเหตุนี้หนิงหลิงยู่จึงนึกดูถูกเหยียดหยามแนวทางการฝึกเช่นนี้ของหลิงหยุน นางจึงเร่งฝึกบ่มเพาะพลังเพื่อให้ตนเองก้าวหน้าโดยเร็ว และคนที่มีพรสวรรค์เช่นนาง จะมิยอมให้ผู้อื่นเดินนำหน้าตลอดไปอย่างแน่นอน หากเทียบระหว่างหลิงหยุนกับหนิงหลิงยู่ผู้ซึ่งมีพรสวรรค์ในการบ่มเพาะพลังที่ล้ำเลิศแล้วล่ะก็ หลิงหยุนยังนับว่าช้ากว่าหญิงสาวนัก แต่หากเปรียบเทียบกับผู้ฝึกวรยุทธบ่มเพาะพลังทั่วไปแล้วล่ะก็ หลิงหยุนนับว่าก้าวหน้าเร็วกว่ามาก ซึ่งหนิงหลิงยู่เองก็รู้ดีว่าเพราะสาเหตุใด นั่นเพราะสภาพแวดล้อมของหลิงหยุนนั้นเอื้ออำนวยต่อความก้าวหน้าในขั้นพลังเป็นอย่างมาก..จริงอยู่ที่โลกใบนี้มีพลังชีวิตที่ค่อนข้างเหือดแห้งและในสายตาของหนิงหลิงยู่นั้น โลกใบนี้เปรียบเสมือนสถานที่ซึ่งแม้แต่นกยังไม่อยากมาเสียเวลามาถ่ายของเสีย และนี่คือเหตุผลที่ผู้บ่มเพาะพลังในโลกใบนี้ ต้องต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรกันเช่นเดียวกับหลิงหยุนหากเขาพบว่าผู้ใดมีทรัพยากรที่เอื้อประโยชน์ต่อการบ่มเพาะพลัง เขาจะฉกฉวยทรัพยากรเหล่านั้นมาเป็นของตนเอง โดยไม่สนใจว่าคนผู้นั้นจะเป็นใคร หรืออยู่ในขั้นใด ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้อื่น ที่ไม่มีผู้ใดกล้าจะไปฉกฉวยทรัพยากรจากเขา!ในขณะที่บนดาวเคราะห์ดวงอื่นซึ่งมีพลังชีวิตอยู่อย่างเหลือเฟือนั้น ผู้ฝึกฝนบ่มเพาะพลังหลายคน กลับถูกบรรดาอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ เข่นฆ่าสังหารตายไปอย่างเปล่าประโยชน์ บ้างตายในสนามประลอง บ้างตายในระหว่างต่อสู้ บางคนอุตส่าห์หลบซ่อนตัวอยู่ที่ที่ลึกลับ ก็ยังถูกสังหารตายได้ด้วยเหตุนี้สภาพแวดล้อมในการบ่มเพาะพลังของหลิงหยุนนั้น จึงนับว่าราบเรียบ และเอื้่อต่อความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก!ส่วนการต่อสู้หลายๆครั้งที่เกือบจะทำให้หลิงหยุนเอาชีวิตไม่รอดนั้น ก็ได้สร้างประสบการณ์ในการต่อสู้ของหลิงหยุนให้แหลมคมมากขึ้น ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ก้าวเดินอยู่บนเส้นทางนี้ถึงแม้ว่าพลังชีวิตบนโลกใบนี้จะค่อนข้างเหือดแห้งแต่โลกก็ยังนับเป็นดาวเคราะห์ที่มีอายุน้อยที่สุด หากสามารถรวบรวมพลังชีวิตจากทั่วทั้งโลกได้ ก็นับว่าเพียงพอที่จะสามารถทำให้คนผู้นั้น พัฒนาขั้นพลังบ่มเพาะไปได้อีกหลายขั้นทีเดียว!ด้วยเหตุนี้หลิงหยุนจึงไม่รีบร้อน และต้องการใช้สภาพแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ต่อการฝึกฝนของตนเองนี้ ค่อยๆก้าวเดินไปบนเส้นทางบ่มเพาะพลังอย่างมั่นคงและเพื่อให้แต่ละขั้นพลังนั้นแข็งแกร่งและมีความมั่นคงที่สุดหลิงหยุนจะค่อยๆฝึกฝนให้ถึงขีดจำกัดสูงสุดในแต่ขั้นเท่าที่จะสามารถทำได้ แล้วจึงค่อยพัฒนาเข้าสู่ขั้นต่อไป เขาฝึกฝนบ่มเพาะพลังอย่างใจเย็น และปล่อยให้เป็นไปอย่างธรรมชาติ และแน่นอนว่าหนิงหลิงยู่เองย่อมรู้ถึงวิธีการฝึกฝนของหลิงหยุนเป็นอย่างดีเช่นกัน เพราะเขามักจะย้ำสอนหญิงสาวอยู่เสมอ และนางให้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกัน..ด้วยเหตุนี้หลังจากที่จิตวิญญาณอีกดวงตื่นขึ้น นางจึงรับรู้ได้ว่า การจะลงมือสังหารหลิงหยุนนั้น หาใช่เรื่องง่ายไม่! หลังจากที่เฝ้าครุ่นคิดหาหนทางอยู่นาน ในที่สุดหญิงสาวก็ได้คำตอบ!ในเมื่อเจ้าต้องการขั้นพลังที่มั่นคงโดยไม่สนใจรีบร้อนที่จะพัฒนาขั้น ข้าก็จะทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเจ้า ข้าจะพัฒนาขั้นพลังให้ก้าวหน้าโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!เมื่อใดที่เจ้าเข้าสู่ด่านแรกของขั้นพลังชี่ข้าจะต้องเข้าสู่ระดับสูงสุดของด่านกลางให้ได้ และเมื่อใดที่เจ้าเข้าสู่ด่านกลางขั้นพลังชี่แล้ว ข้าก็จะต้องเข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นจิ่วเฉิงชี่ (ขั้นพลังชี่-9) ให้ได้ และเมื่อใดที่เจ้าเข้าสู่ด่านสุดท้ายขั้นพลังชี่ ข้าก็จะต้องเข้าสู่ขั้นก่อสร้างรากฐานให้จงได้! หากข้าอยู่เหนือกว่าเจ้าถึงหกระดับย่อยต่อให้เจ้าจะมีฐานพลังที่แข็งแกร่งเพียงใด หรือมีของวิเศษล้ำค่าอยู่ในมือมากเพียงใด ก็ยากที่เจ้าจะสามารถหนีพ้นความตายไปได้!แต่เมื่อหนิงหลิงยู่เข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นลิ่วเฉิงชี่(ขั้นพลังชี่-6) และได้พบกับหลิงหยุนที่สำนักกระบี่เทียนซาน นางกลับพบว่า หลิงหยุนเองก็เข้าสู่ขั้นลิ่วเฉิงชี่แล้วเช่นกัน!นี่ข้ายังไม่สามารถที่จะกำจัดเจ้าได้อีกงั้นหรือและในคืนนี้หลังจากที่พัฒนาขั้นพลังในระหว่างที่ต่อสู้กับชียวิ๋นจื่อ จนสามารถเข้าสู่ขั้นก่อสร้างรากฐานได้ นางถึงกับต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่า หลิงหยุนเองก็ได้เข้าสู่ระดับสูงสุดขั้นจิ่วเฉิงชี่แล้ว!เกิดอะไรขึ้นกับหลิงหยุนเหตุใดจู่ๆ เขาจึงสามารถพัฒนาขั้นพลังได้รวดเร็วถึงเพียงนี้?และนี่คือคำถามที่หนิงหลิงยู่เพิ่งตระหนักนางไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้มาก่อน หรือเป็นเพราะหลิงหยุนเปลี่ยนความคิดแล้ว