ตอนที่ 1221
บทที่ 1653 : หน้าคัมภีร์สีทอง
October 22, 2026
บทที่ 1653 : หน้าคัมภีร์สีทอง หลังจากนั่งพักไปเล็กน้อยหลิงหยุนก็ได้จัดการเก็บกระบี่เหินระดับเต๋าของหนิงหลิงยู่กลับไป ความจริงแล้วตั้งแต่ครั้งแรกที่หลิงหยุนใช้แส้หลิวเทวะวิญญาณ ฟาดเข้าที่ร่างของหนิงหลิงยู่นั้น กระบี่เหินของนางก็ถึงกับอ่อนกำลังลงอย่างมาก และในการฟาดครั้งที่สองนั้นการสื่อสารเชื่อมต่อระหว่างจิตวิญญาณของหนิงหลิงยู่กับกระบี่เหิน ก็ได้ขาดออกจากกันในทันที ทำให้พลังจู่โจมที่เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าได้อันตรธานหายไปด้วยเช่นกัน จึงเหลือเพียงแค่ดวงจิตของกระบี่เหิน ที่ต่อสู้อยู่กับกระบี่จักรพรรดิมังกรของหลิงหยุนเพียงลำพัง และในการฟาดครั้งที่สามหนิงหลิงยู่ก็ถึงกับหมดสติไป ส่งผลให้ดวงจิตในกระบี่เหินได้รับบาดเจ็บสาหัส และหลับไหลไปด้วย จนในที่สุดก็ตกลงไปอยู่ข้างกายของหญิงสาว และไม่สามารถกลับเข้าสู่จุดกึ่งกลางหว่างคิ้วของนางได้! กระบี่เหินที่หลับไหลของหนิงหลิงยู่เวลานี้ได้หดเล็กลงเหลือเพียงแค่หนึ่งฟุตสามนิ้วเท่ากับกระบี่กังฉีของหลิงหยุน แต่ยังคงมีแสงสีขาวสว่างเจิดเจ้าของพลังอมตะที่ไหลเวียนอยู่ภายในปรากฏให้เห็น แสงสว่างสีขาวเจิดจ้านี้หากยอดฝีมือในขั้นก่อสร้างรากฐานทั่วไป จ้องมองเป็นเวลานาน อาจจะส่งผลกระทบต่อจิตใจ ถึงขั้นสูญเสียจิตแห่งเต๋าได้เลยทีเดียว “จ่างยวิ๋น..” หลิงหยุนใช้เนตรเทวะเทียนเอี๋ยนทงสำรวจดูที่ตัวกระบี่อย่างละเอียดเขามองทะลุแสงสีขาวสว่างนั้นเข้าไป และพบอักขระสองตัวที่สลักไว้บนกระบี่ ซึ่งทำให้หลิงหยุนถึงกับขนหัวลุก และอ้าปากหวอด้วยความงุนงง อย่าได้ดูถูกอักขระทั้งสองตัวนี้ผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องการหลอมยุทธภัณฑ์ ย่อมไม่สามารถเข้าใจได้ มีเพียงแต่ผู้เชี่ยวชาญด้านหลอมยุทธภัณฑ์เท่านั้น จึงจะรู้ว่า ต่อให้กระบี่สองเล่มเป็นกระบี่ที่หลอมขึ้นด้วยพลังอมตะเหมือนกัน แต่ย่อมไม่มีคุณค่าราคาเท่ากับกระบี่ที่มีอักขระทั้งสองสลักอยู่แน่ เหตุผลก็คืออักขระทั้งสองนี้ จะช่วยปรับแต่งกลไกล และค่ายกลภายในกระบี่เหินให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น ทำให้ยากต่อการเปลี่ยนผู้ถือครอง แม้แต่หลิงหยุนเองยังถึงกับส่ายหน้า และได้แต่นึกชื่นชมหญิงสาวอยู่ในใจ! “สมแล้วที่เป็นกระบี่ซึ่งหลอมโดยเซียน!” ความหมายของอักษรทั้งสองตัวนั้นยังมีความหมายว่า ‘ห้ำหั่นเมฆา’ ซึ่งสามารถสื่อความหมายว่า ‘สังหารหลิงหยุน’ ได้อีกด้วย!แต่เมื่อคิดได้เช่นนี้หลิงหยุนก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า เทพธิดาองค์นี้ดูเหมือนจะหมกมุ่นเพียงแค่เรื่องต้องการสังหารเขาอย่างเดียว จึงได้ตั้งใจหลอมอาวุธที่วิเศษ และแข็งแกร่งเช่นนี้ขึ้นมา เพียงเพื่อจุดประสงค์เดียวคือสังหารเขา!หลิงหยุนได้แต่คิดในใจว่ามีเหตุผลอะไรกันที่เทพธิดาองค์นี้ จะต้องมุ่งมั่นสังหารตนเองถึงเพียงนี้ เพื่อที่จะสังหารเขาให้ได้ นางถึงกับยอมมาจุติบนโลกใบนี้ และรอคอยให้ดวงจิตของเขามาจุติในโลกใบเดียวกันนานถึงสิบแปดปี!ไม่เพียงเท่านั้นแม้ว่าจิตวิญญาณในร่างของหนิงหลิงยู่ จะเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของจิตวิญญาณที่แท้จริงของเทพธิดาองค์นี้ แต่หากกลับสู่ร่างหลักได้ไม่ทันเวลา แน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อร่างที่แท้จริงของนางในวันข้างหน้า และเกิดความเสียหายต่อตัวนางอย่างแน่นอน!“เฮ้อ..เจ้าโกรธแค้นอะไรข้านักหนา ข้าเองก็มิเคยขึ้นไปสรวงสวรรค์มิใช่รึ?”หลิงหยุนได้แต่บ่นพึมพำพร้อมกับจ้องมองหนิงหลิงยู่ด้วยแววตาสับสน และไม่ว่าจะครุ่นคิดเช่นใด ก็ไม่อาจทำความเข้าใจได้!ด้วยความแข็งแกร่งของหลิงหยุนในเวลานี้เขาย่อมไม่สามารถทำลายอักขระบนกระบี่เหินของหนิงหลิงยู่ได้ จึงได้แต่เก็บเข้าไปไว้ในแหวนจักรวาลของตนเองก่อนเวลานี้หนิงหลิงยู่ได้หมดสติไปโดยสมบูรณ์ หลังจากถูกฟาดด้วยแส้หลิวเทวะวิญญาณ แต่ไม่เพียงจิตวิญญาณของเทพธิดาที่หลับไหล จิตวิญญาณของหนิงหลิงยู่เองก็หลับไหลไปด้วยเช่นกันและหลิงหยุนเองก็ไม่มีความสามารถที่จะขจัดจิตวิญญาณของเทพธิดาออกไปจากร่างเพราะหากสามารถทำได้ เขาคงจะทำไปตั้งนานแล้ว และคงจะไม่จำเป็นจะต้องคิดวางแผนให้วุ่นวาย..ด้วยขั้นพลังของหลิงหยุนเวลานี้เขาไม่กล้าที่จะช่วยหนิงหลิงยู่ให้ฟื้นคืนสติขึ้นมา นั่นเพราะการช่วยหนึ่ง ย่อมหมายถึงช่วยสอง.. ฉะนั้นแล้ว หนิงหลิงยู่จำเป็นจะต้องฟื้นคืนสติขึ้นมาให้ได้เอง หาไม่แล้ว คงจะมิมีผู้ใดช่วยนางได้1และไม่ว่าจิตวิญญาณดวงไหนจะฟื้นขึ้นมาก่อนหรือหลัง ก็หาใช่เรื่องสำคัญไม่..แต่ในความคิดของหลิงหยุนนั้นกว่าที่จิตวิญญาณของเทพธิดาจะฟื้นขึ้นมาได้ คงจะต้องใช้เวลานาน เพราะก่อนที่นางจะถูกหลิงหยุนฟาดด้วยแส้หลิวเทวะวิญญาณจนหมดสติไปนั้น นางได้ใช้วิชาพลังมังกรด้วย ทำให้ยิ่งส่งผลเสียหายต่อจิตวิญญาณของนางอย่างมากเหตุการณ์ครั้งนี้คล้ายๆกับที่หลิงหยุนเคยใช้วิชาพลังมังกรต่อสู้เมื่อครั้งที่อยู่จิงฉู และในขณะนั้นเขาก็ได้ถูกอสุนีบาตสีทองฟาดเข้าใส่ร่าง จนสลบไสลไปนั่นเอง..ฟิ้ว..