ตอนที่ 1224
บทที่ 1657 : ตระกูลหลิงในคุนหลุน
October 22, 2026
บทที่ 1657 : ตระกูลหลิงในคุนหลุน “ขอบคุณอาวุโสสำหรับคำชี้แนะ!” หลิงหยุนเอ่ยขอบคุณชียวิ๋นจื่อและได้แต่แอบคิดว่า เขาคงจะต้องกลับไปศึกษาคัมภีร์ซานไห่จิง คัมภีร์แห่งภูเขาและท้องทะเลอย่างจริงจังเสียที.. “ภายในคุนหลุนมีพลังชีวิตอยู่หนาแน่นมากใช่หรือไม่”หลิงหยุนไม่รอช้า รีบเอ่ยถามคำถามใหม่ทันที “คุนหลุนมีพลังชีวิตอยู่อย่างหนาแน่นแต่ก็มีบางพื้นที่ที่เบาบางยิ่ง แต่หากเปรียบเทียบกับโลกใบนี้ คุนหลุนมีพลังชีวิตหนาแน่นกว่านับร้อยเท่าทีเดียว ไม่ว่าอย่างไร คุนหลุนย่อมเป็นสถานที่ที่เหมาะกับผู้ฝึกฝนบ่มเพาะพลังเช่นเราแน่..” หลิงหยุนฟังแล้วรู้สึกตื่นเต้นดีใจยิ่งนักนั่นเพราะหากพลังชีวิตในคุนหลุนหนาแน่นกว่าโลกใบนี้นับร้อยเท่า ย่อมหมายความว่า ที่นั่นมีพลังชีวิตหนาแน่นกว่าโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่ของเขาเสียอีก นับเป็นสถานที่ที่ไม่เลวเลยทีเดียว! “ที่นั่นมีความเจริญรุ่งเรืองมากเพียงใด” หลังจากได้ยินคำถามนี้ของหลิงหยุนชียวิ๋นจื่อถึงกับยิ้มออกมา พร้อมกับเอ่ยชม “นี่เป็นคำถามที่ดียิ่ง และบ่งบอกถึงจิตใจเบื้องลึกของเจ้า ข้าฟังแล้วช่างรู้สึกโล่งใจยิ่งนัก!” ชียวิ๋นจื่อยิ้มให้กับหลิงหยุนพร้อมกับอธิบายให้ฟังว่า “ในคุนหลุน มีประเทศต่างๆเช่นกัน ในแต่ละประเทศมีทั้งนักปราชญ์ เกษตรกร พ่อค้า และยังมีชาวป่าที่ดื่มโลหิตสดๆอยู่ แม้คุนหลุนจะกว้างใหญ่เพียงใด แต่ก็ไร้ซึ่งเทคโนโลยีดังเช่นที่บนโลกใบนี้มี!” หลังจากได้ฟังหลิงหยุนก็ถึงกับพึมพำออกมาด้วยความสงสัย “ที่นั่นมีอสูรปีศาจหรือไม่” ชียวิ๋นจื่อได้ยินไม่ถนัดนักจึงได้แต่เอ่ยถามกลับไปว่า “เจ้าถามว่าอะไรรึ” หลิงหยุนปิดปากเงียบและได้แต่คิดในใจว่า ดูเหมือนเขาจะถามมากเกินไป จึงได้เปลี่ยนมาถามเรื่องอื่นแทน “ภายในคุนหลุนมีผู้ฝึกฝนบ่มเพาะในขั้นใดบ้าง และผู้ที่นับว่ามีขั้นพลังบ่มเพาะสูงสุดนั้น อยู่ในขั้นใดงั้นรึ?” นี่เป็นเรื่องที่หลิงหยุนเป็นกังวลและต้องการล่วงรู้มากที่สุด! “เท่าที่ข้าล่วงรู้มาภายในคุนหลุนมีปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่สามารถเข้าสู่ขั้นอมตะได้แล้ว แต่เป็นเพราะท่านเหล่านี้ล้วนปิดตัวเอง แต่ก็ยังมีผู้เคยพบเห็นอยู่บ้าง ซึ่งนับว่าน้อยนัก ข้าจึงเคยได้ยินผู้คนกล่าวขานถึงให้ได้ยิน..” หลังจากที่ได้ยินว่ามีปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งสามารถฝึกฝนจนเข้าสู่ขั้นอมตะได้ หลิงหยุนถึงกับแอบตื่นเต้นดีใจ แต่ก็แอบอดที่จะเอ่ยถามออกไปไม่ได้ว่า “คุนหลุนมิมีผู้สำเร็จขั้นอมตะเข้าสู่มหายานหรือขึ้นสู่สรวงสวรรค์เลยรึ” ชียวิ๋นจื่อส่ายหน้าไปมาพร้อมเอ่ยตอบไปว่า “ข้าอยู่ในคุนหลุนมานานกว่าหกสิบปี มิเคยได้ยินว่ามีผู้ใดเข้าสู่ขั้นนั้นเลย แต่..”“แต่อะไรรึ”“แต่ข้าเคยได้ยินมาว่ามีอสูรปีศาจผู้ยิ่งใหญ่มากมายที่สามารถเข้าสู่ขั้นที่เจ้าถามเมื่อครู่ พวกมันครอบครองขุนเขา หรือไม่ก็ทะเลสาบขนาดใหญ่กว้างไกลนับหมื่นลี้.. สถานที่เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มีพลังชีวิตหนาแน่นกว่าที่ใดๆ นับเป็นดินแดนล้ำค่าซึ่งอุดมไปด้วยสมบัติสวรรค์มากมายนับไม่ถ้วน..”แววตาของหลิงหยุนเป็นประกายขึ้นมาทันที!‘หรือคุนหลุนจะเป็นดินแดนจำลองของโลกบ่มเพาะที่ยิ่งใหญ่กันนะ’“การจะได้กลับแดนเกิดของข้าอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้วสินะ!”ชียวิ๋นจื่อสังเกตเห็นว่าหลิงหยุนมีสีหน้าท่าทางตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงได้แต่นึกประหลาดใจ จนต้องเอ่ยถามออกไปว่า “คุนหลุนมีอสูรปีศาจร้ายออกอาละวาดอยู่มากมายเช่นนี้เจ้ามิได้รู้สึกหวาดกลัวเลยรึ”หลิงหยุนหัวเราะร่วนก่อนจะตอบกลับไปว่า “อาวุโส ท่านจะให้ข้าเป็นกังวลสิ่งใดกัน ในเมื่อข้าเองยังมิได้เข้าไปด้วยซ้ำ เหตุใดจึงต้องกังวลไปล่วงหน้าเล่า?”“…..”ชียวิ๋นจื่อได้แต่นิ่งอึ้งไปเล็กน้อยและได้แต่คิดในใจว่า ‘จริงของหลิงหยุน! เขายังอยู่บนโลกใบนี้ ยังมิได้เข้าไปคุนหลุน นี่ข้าเอ่ยถามอันใดออกไป’ชียวิ๋นจื่อถึงกับตกใจเมื่อรู้ตัวว่าดูเหมือนตนเองกำลังรอคอยที่จะได้พบหลิงหยุนในคุนหลุนอยู่ และได้แต่แอบหวังว่า หากเรื่องราวบาดหมางระหว่างคุนหลุนกับตระกูลหลิงสามารถคลี่คลายลงได้ ตระกูลหลิงจะกลายเป็นกำลังสำคัญของคุนหลุนในทันที!แต่เมื่อนึกถึงสัมพันธภาพระหว่างคุนหลุนกับตระกูลหลิงและเหตุการณ์ใหญ่โตที่คนตระกูลหลิงได้เคยก่อไว้หลังจากเข้าคุนหลุนแล้ว ชียวิ๋นจื่อจึงได้แต่คิดว่า ความหวังของตนนั้นช่างน่าขัน และไร้สาระสิ้นดี! ความหวังของเขายากจะเกิดขึ้นได้ เพราะระหว่างตระกูลหลิงกับคุนหลุนนั้น ไม่ต่างจากน้ำกับไฟ ที่ยากจะอยู่ร่วมกันได้!หลังจากที่คิดได้เช่นนั้นชียวิ๋นจื่อได้แต่จ้องมองหลิงหยุน พร้อมกับครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากถามออกไปว่า“สหายน้อยหลิงหยุนสิ่งที่เจ้าถามมาทั้งหมดเมื่อครู่ ล้วนเป็นเรื่องราวพื้นๆ ทั่วไปภายในคุนหลุนเท่านั้น”“หรือเจ้าไม่อยากจะรู้ว่าหลังจากที่คนตระกูลหลิงเข้าไปในคุนหลุนแล้ว พวกเขาทำสิ่งใดบ้างในเวลานั้น หรือเป็นเพราะเจ้าเองก็ยังมิรู้ว่า บรรพชนตระกูลหลิงได้เคยเข้าคุนหลุนมาก่อนแล้ว?”ความจริงแล้วเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่หลิงหยุนควรจะต้องถามเขามากกว่า แต่หลิงหยุนกลับไปถามเรื่องผู้คน สภาพแวดล้อม แม่น้ำ ขุนเขา แต่กลับมิปริปากถามเรื่องเกี่ยวกับตระกูลหลิงเลยแม้แต่น้อย ทำให้ชียวิ๋นจื่ออดที่จะแปลกใจไม่ได้ จนต้องเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมา!‘หึ!ในที่สุดเจ้าก็เอ่ยออกมาจนได้! ใช่ว่าข้าไม่อยากถาม แต่เจ้ายืนกรานที่จะไม่ตอบเองตั้งแต่แรก หากข้าเร่งรัดถามเรื่องเหล่านี้ก่อน เจ้าก็คงจะระแวดระวังในการตอบ ข้าก็จะมิได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อันใด..’“เอ่อ..ขอบอกอาวุโสตามตรง เรื่องที่บรรพชนตระกูลหลิง เขาคุนหลุนไปเมื่อสี่สิบปีก่อนนั้น ข้าในฐานะผู้นำตระกูลหลิงได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว!”จากนั้นหลิงหยุนก็เอ่ยบอกอย่างตรงไปตรงมา “แต่เพราะข้าเห็นว่า อาวุโสไม่ต้องการที่จะเอ่ยถึงเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ข้าจึงมิกล้าเอ่ยปากถาม เพราะเกรงว่าอาวุโสอาจจะรู้สึกลำบากใจ..”��