ตอนที่ 169
บทที่ 543 ช่างลวงตาเกินไป
October 28, 2026
ท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงเรื่อยๆ ทั้งสามคนจึงออกมาจากถ้ำเขา
ได้ทราบว่าจะเข้าไปยังใต้ทะเลสาบเพื่อหาแม่น้ำลับที่เข้าสู่ห้องบรรทมสุสาน ท่านเหว่ยจึงตบไปที่หัวของตนเป็นเชิงว่าตนเองน่าจะนึกถึงจุกนี้ให้ได้ถึงจะถูก!
แต่ทว่าผ่านไปเพียงไม่นานเขาก็ปล่อยวางได้แล้ว เดิมแล้วตนเองก็ไม่ค่อยสนใจในสิ่งก่อสร้าง กลไกอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ที่เรียนรู้มานั้นต่างเป็นช่วงวัยเยาว์ที่ถูกผู้ใหญ่บังคับให้เรียนทั้งนั้น มิเช่นนั้นเขาก็ไม่ต้องวิ่งไปถึงตำหนักหยุนจงเรียนกลั่นยาหรอก
“พวกเราต้องรีบหน่อย ท้องฟ้าใกล้จะมืดสนิทแล้ว เกรงว่าเดี๋ยวตอนลงไปในน้ำจะหาทิศทางไม่เจอ” ท่านเหว่ยก็เข้าใจดี ทางด้านทะเลสาบด้านนั้นก็ไม่มีอะไรบังไว้ หากข้ามไปตอนกลางวันก็จะง่ายต่อการพบเห็น
แต่ทว่าพวกเขาต่างไม่คุ้นเคยกับที่นี่เลย ลงน้ำไปช่วงกลางคืน ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด
“อีกประเดี๋ยวว่ายไปตามทางของแสงสว่าง อย่าแตกแถวเป็นอันขาด” ซือห้าวเฉินกล่าวกำชับ
“ได้” จวินเช่อพยักหน้า
“อ่อ” แม้ว่าท่านเหว่ยจะไม่รู้ว่าแสงสว่างที่ว่านั้นคืออะไรก็ตาม แต่ก็รับคำเอาไว้ก่อนค่อยว่ากัน
หลังจากท่านเหว่ยกลั้นลมหายใจแล้วลงน้ำไปแล้วค้นพบอย่างน่าตกตะลึงว่า หัวของตนนั้นถูกฟองอากาศสีทองที่อันใหญ่มากอันหนึ่งครอบเอาไว้อยู่ คิดไม่ถึงว่าจะสามารถหายใจในน้ำได้อย่างอิสระ
และที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นก็เป็นแสงสว่างจริงๆ ดูไปแล้วเหมือนกับว่าเป็นผีเสื้อที่เรืองแสงได้ครึ่งหนึ่ง บนปีกของผีเสื้อมีลายสีทองและแดงหุ้มอยู่ ในน้ำที่ลึกและมืดเช่นนี้ราวกับว่าเป็นโคมไฟเพื่อนำทางให้พวกเขาก็ไม่ปาน
ท่านเหว่ยว่ายตามแสงสว่างนั้นไปข้างหน้าพลาง แล้วก็คิดไปพลางว่า: นี่ก็คือที่เมื่อครู่บอกว่าอะไรก็มองไม่เห็น แต่กลับดำรงอยู่ด้วยเสียงกัดแอปเปิลกรอบแกรบอยู่อย่างนั้นหรือ? ผีเสื้อไม่ใช่ว่าไม่มีฟันหรือ? ผีเสื้อว่ายน้ำไม่ได้นี่นา? นี่ไม่ใช่ผีเสื้อสินะ?
ว่ายไปราวสิบห้านาทีได้ ในที่สุดพวกเขาก็ขึ้นฝั่งมาจากแม่น้ำที่มืดครึ้มใต้ดินแห่งหนึ่ง ในถ้ำเขาที่มืดครึ้มไปหมด มีเพียงหลิงหลงเท่านั้นที่เปล่งแสงวิบแวบออกมา สามารถเปล่งแสงสว่างในระยะหนึ่งเมตรให้เห็นได้
ซือห้าวเฉินใช้กำลังภายในเป่าเสื้อผ้าให้แห้ง มองดูรอบด้านที่มีทางออกที่ซับซ้อนไปหมดแล้วกล่าวกับจวินเช่อว่า: “ทำนายตำแหน่งออกมาสิ”
“ได้” จวินเช่อก็เป่าเสื้อผ้าจนแห้งแล้วหยิบเอาหินทำนายออกมาเริ่มทำนายขึ้น จากนั้นก็ชี้ไปยังทิศทาง: “เดินไปทางด้านนี้”
หลิงหลงส่องสว่างอยู่ที่เบื้องหน้า ทั้งสามคนเดินตามแสงที่อยู่เบื้องหน้าไป ในตอนที่มีทางแยกค่อนข้างเยอะนั้นจวินเช่อก็ทำนายหินไปสองครั้ง ในที่สุดก็มาถึงจุดที่เหมือนตำแหน่งทางเข้าทางด้านหนึ่ง
ในที่สุดท่านเหว่ยก็มีที่ที่ต้องใช้วรยุทธืแล้ว อย่างไรเสียก็เป็นคนของตระกูลฉีเตียว ก็ยอ่มมีความเข้าใจในกลไกที่บรรพบุรุษสร้างเอาไว้เป็นอย่างดี ชูไข่มุกราตรีขึ้น ผนังหินด้านหน้าทำปฏิกิริยากันไปหมด
“รูกุญแจอยู่ตรงนี้” ท่านเหว่ยชี้ไปยังบริเวณหนึ่ง ราวกับว่าเป็นทางรูถ้ำที่นูนออกมาเองตามธรรมชาติของหินก็ว่าได้
ซือห้าวเฉินสำรวจอย่างละเอียดอีกรอบหนึ่ง แล้วพบว่ารูปลักษณ์ที่อยู่ลึกลงไปในรูถ้ำนั้นช่างเข้ากันกับหัวของหยกหยูอี้จริงๆ แล้วก็ค่อยๆ หยิบหยกหยูอี้ออกมาเสียบเข้าไปในรูถ้ำนั้น ใช้แรงดันเล็กน้อยเพื่อให้หัวหยกหยูอี้ติดเข้าไปในส่วนลึกของรูถ้ำนั้น
หลังจากนั้นไม่นานผนังหินที่หนักอึ้งก็ค่อยๆ คลายตัวเคลื่อนที่ขึ้นด้านบน ปรากฏเป็นเส้นทางเส้นหนึ่งออกมา
ซือห้าวเฉินใช้กำลังภายในซัดไปยังหินหลายก้อนแล้วเข้าไปสำรวจดู ก็ไม่ได้แตะต้องหรือสัมผัสถูกกลไกอะไรเลย
จวินเช่อเดินเข้าไปยังทางที่ทะลุเข้าไปก่อน ท่านเหว่ยรีบตามติดมาอยู่ด้านหลัง ซือห้าวเฉินดึงหยกหยูอี้ออก ประตูหินนั้นก็เริ่มปิดเข้าหากันอย่างที่คิดไว้เลย เขารีบแฉลบตัวเข้าไป
ทางที่ทะลุมานี้ยาวมาก แต่กลับไม่มีทางแยกเลย ก็ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะเดินหลงจากกันเลย
ซือห้าวเฉินสามารถรับรู้ได้ว่าพวกเขากำลังเดินไปยังห้องบรรทมสุสาน แต่เดินอยู่ในเส้นทางนี้มาตลอด แต่กลับไม่เจอทางที่เชื่อมเข้ากับห้องบรรทมสุสานเสียที เดินมาราวครึ่งชั่วยามได้ ทางเดินก็เหมือนว่ามาถึงทางตันแล้ว
จวินเช่อใช้ฝักกระบี่เคาะไปยังผนังหิน ปรากฏเป็นเสียงดังโปร่งๆ ขึ้นมา ด้านหลังนี้น่าจะเป็นที่โล่งว่าง