ตอนที่ 200
บทที่ 574 เด็ดเอาก้านที่ใหญ่ที่สุด
October 28, 2026
เดินขึ้นเขาต่อไปเรื่อยๆ ก็ได้ยินเสียงการต่อสู้เกิดขึ้น หมิงโร่ขมวดคิ้ว ผลชื่อหยางชอบอากาศร้อน คงจะไม่ได้งอกอยู่ตรงตีนเขาเช่นนี้ ยังไม่ทันจะได้เจอสมบัติกลับเริ่มแย่งชิงสมบัติกันแล้วหรือ ใจร้อนกันเกินไปหน่อยหรือไม่
“สำนักของพวกเจ้าโอหังเกินไปหรือไม่ ที่เขาซูเวยแห่งนี้ไร้เจ้าของ ไม่ว่าจะมียอดฝีมือหรือทรัพย์สมบัติอะไรเกิดขึ้น คนที่มีความสามารถก็ต้องเป็นผู้ได้รับไป พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาขวางทางไม่ให้คนอื่นขึ้นเขาแบบนี้?!”
“ก็เพราะว่าผู้ครองสมบัติจะต้องเป็นผู้มีความสามารถถึงจะได้ไปอย่างไรเล่า” น้ำเสียงของอีกฝ่ายเย่อหยิ่ง “คนที่จะขึ้นเขาไปได้จะต้องเป็นคนที่มีความสามารถเท่านั้น หากพวกเจ้ายังผ่านพวกเราขึ้นไปไม่ได้ ขึ้นไปก็คงไม่ได้แม้แต่ใบไม้สักใบเดียว
ไม่สู้รีบถอยกลับไปเสียเดี๋ยวนี้ เวลาที่ยอดฝีมือเขาประลองกันจะได้ไม่ต้องรับผลกรรมไปด้วย อย่าเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าเลย......พวกเราไม่ให้พวกเจ้าขึ้นไปก็เพราะว่าหวังดีกับพวกเจ้าอย่างไรเล่า......”
โถๆ หมิงโร่นับถือความปากเก่งของคนพวกนี้จริงๆ คนที่จงโจวหน้าหนาแบบนี้เองหรือ หรือว่าเป็นการกลายพันธุ์เสียแล้ว
ซือห้าวเฉินสบตากับจวินเช่อ จากนั้นจึงเอามือโอบภรรยาเอาไว้ “ไม่ต้องกลัว”
หมิงโร่ยื่นมือออกไปโอบเอวของซือห้าวเฉินเอาไว้ และเอาหน้าซุกอยู่ในอกของสามี และปล่อยให้ซือห้าวเฉินพานางขึ้นเขาไป
“ใครน่ะ!” คนที่เฝ้าทางขึ้นเขาเอาไว้ยังคงขวางผู้บุกรุกคนอื่นอยู่ จึงเห็นเพียงแค่เงาคนสองสามคนลอยข้ามหัวตัวเองไป “เร็วเข้า ยิงลูกดอก”
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ลูกดอกขนไก่พุ่งทะยานเข้าไปหาซือห้าวเฉินและพวก จวินเช่อเพียงสะบัดแขนเสื้อ ทำให้ใบไม้ปลิวว่อน และไม่เพียงทำให้ลูกดอกตกลงไปด้านล่างเท่านั้น แต่ยังทำให้คนที่ยิงลูกดอกมาได้รับบาดเจ็บไปไม่น้อย ด่านเฝ้าเขาเต็มไปด้วยความโกลาหล มีผู้บุกรุกจำนวนมากถือโอกาสนี้ฝ่าด่านขึ้นมา
“รีบไปรายงานลูกพี่เร็วเข้า มียอดฝีมือบุกรุกขึ้นเขามาแล้ว”
“ศิษย์พี่ไปรายงานดีกว่า วิชาตัวเบาของพวกเราไม่ค่อยดีนัก เกรงว่าจะทำให้เสียงาน” ทุกคนต่างรู้ดีว่าหากไม่เฝ้าให้ดีและปล่อยคนหลุดขึ้นไปจะต้องได้รับการลงโทษ
“เฮ้อ งั้นถ้าข้าไปแล้วมีคนชั่วมา พวกเจ้าจะรับมือกับพวกมันได้ไหม”
คนที่เหลือมีวรยุทธ์สู้เขาไม่ได้ ต่างพากันบ่นในใจ เมื่อครู่นี้เจ้าก็อยู่ตรงนี้ ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไรเลย
สุดท้ายก็มีคนเสนอขึ้นว่า “ถ้างั้นก็ไม่ต้องไปรายงานลูกพี่ก็แล้วกัน ถึงอย่างไรพวกเราก็คงตามพวกเขาไปไม่ทันอยู่แล้ว ปล่อยให้พวกเขาไปเดี๋ยวพวกเขาก็ไปเจอกับลูกพี่เอง อีกอย่างบนภูเขาแห่งนี้ก็ไม่ได้มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่ตั้งด่าน.......
คนสองสามคนสบตากันและกัน จากนั้นจึงได้ข้อสรุปเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือไม่ไปรายงาน
ซือห้าวเฉินพาหมิงโร่ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จึงพบว่าระหว่างทางขึ้นยังมีอีกหลายด่าน ซือห้าวเฉินไม่อยากจะแลกมือกับคนพวกนี้จึงเลือกที่อ้อมไปเดินผ่านเส้นทางที่ยากลำบากกว่า
เมื่อขึ้นมาถึงกลางเขา หมิงโร่ก็ได้กลิ่นกำมะถัน แม้ว่าจะเป็นช่วงฤดูร้อน แต่เมื่อมองไกลๆ ก็พอจะมองออกว่ามีบ่อน้ำพุที่มีไอปกคลุมอยู่ แถมยังส่งเสียงเดือดปุดๆ......
หมิงโร่แอบตั้งสมมติฐานในใจ บริเวณนี้หากไม่ระวังอาจตกลงไปได้ และคงจะโดนต้มสุกทันที
เพื่อให้ง่ายต่อการหลบซ่อน จึงพากันกระจายตัวออกไปเพื่อมุ่งหน้าไปยังปล่องภูเขาไฟนั้น ปล่องภูเขาไฟมีควันขาวลอยอบอวลขึ้นมาอยู่เรื่อยๆ พื้นที่บริเวณนี้แม้แต่หญ้าเล็กๆ ยังไม่งอกเต็มไปด้วยละอองหินภูเขาไฟสีดำ ในที่นั้นมีต้นไม่ใหญ่สีทองเปล่งประกายตั้งอยู่ตรงนั้น เป็นตำแหน่งที่ดึงดูดสายตาอย่างมาก
ซือห้าวเฉินพาหมิงโร่ไปแอบอยู่ด้านหลังพุ่มไม้ที่อยู่ห่างจากต้นชื่อหยางไม่ไกลนัก หมิงโร่หยิบกล้องส่องทางไกลออกมาจากแขนเสื้อแล้วลองมองไปบริเวณนั้น เมื่อมองต้นไม้อย่างละเอียดก็พบว่า ยอดต้นไม้เป็นพุ่มกลม ส่วนผลชื่อหยางที่แดงราวชมพู่แก้มแหม่มก็ห้อยระย้าอยู่ระหว่างใบไม้สีทอง นับเป็นภาพที่สวยงามมาก
เพียงแต่......โดยรอบต้นชื่อหยางมีคนมารวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละสำนักและตระกูลขุนนาง ก่อนหน้านี้น่าจะตกลงกันดีแล้ว ทุกตระกูลจะได้กันไปคนละส่วน แต่เนื่องจากจำนวนคนที่มากเกินไป ทำให้คนล้อมวงกันอยู่เป็นวงกว้าง ดังนั้นระยะห่างจากต้นไม้จึงค่อนข้างไกล
หมิงโร่ลองนับดูจึงพบว่าบนต้นไม้มีผลอยู่สิบกว่าผล ส่วนคนด้านล่างที่มาจากต่างตระกูลนั้น หากนับคร่าวๆ ก็มีถึงยี่สิบตระกูลแล้ว “ต่อให้แบ่งตระกูลละหนึ่งผลก็ไม่พออยู่ดี......”