ตอนที่ 3
บทที่ 3
September 18, 2026
หลังจากนั่งแท็กซี่กลับถึงบ้าน สวี่เพียวเพียวก็ย่องเข้าบ้านอย่างเงียบเชียบที่สุด เธอจัดการล้างหน้าล้างตาก่อนจะแอบเข้าไปดูในห้องนอนเล็ก แล้วก็เห็นแม่สวี่กับเหลียนฮว่ากำลังหลับสนิท
แม่สวี่ขมวดคิ้วพลางกระซิบถาม “ทำไมกลับดึกนักลูก? หิวไหม? เดี๋ยวแม่ไปต้มบะหมี่ให้กิน”
แม่สวี่พูดพลางพะยุงตัวจะลุกขึ้น
สวี่เพียวเพียวรีบกดไหล่แม่ไว้ทันที “หนูกินมาแล้วค่ะ แม่นอนเถอะ”
ครั้นแล้วก็แม่สวี่ถึงยอมเอนตัวลงนอนต่อ
เพื่อไม่ให้รบกวนการทำงานของลูกสาว ปกติแม่สวี่จะพาเหลียนฮว่านอนอีกห้องหนึ่ง ซึ่งแยกกับสวี่เพียวเพียว
หลังจากตระกูลสวี่ล้มละลาย สวี่เพียวเพียวก็พาแม่และลูกสาวมาเช่าห้องพักในตึกเก่า ๆ แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไกลจากบริษัทพอสมควร
เธอเดินเข้าไปห้องครัวแล้วต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถ้วยหนึ่งโดยไม่ได้เปิดไฟ อาศัยเพียงแสงจากหน้าจอโทรศัพท์ไล่อ่านข้อมูล
ซึ่งในเว็บบอร์ดภายในของบริษัทตอนนี้มีแต่เรื่องของฮั่วจี้เซินเต็มไปหมด
แม้แต่พื้นที่ในมือถือของเธอก็ถูกเขายึดครองไปโดยปริยาย
ในฐานะเจ้านายสายฟ้าแลบคนใหม่ที่โปรไฟล์เริ่ดและหน้าตาหล่อเหลาขนาดนั้น
เพื่อนร่วมงานจึงต่างพากันแอบถ่ายรูปเขามาลงเว็บบอร์ดจนล้นฟีด
แถมข้อมูลของเขายังถูกขุดออกมาจนหมด แต่ทั้งหมดล้วนถูกแต่งเติมด้วยทองคำ
สายตาของสวี่เพียวเพียวหยุดอยู่ที่ประโยคหนึ่ง
(สมัยเรียนมหาวิทยาลัยต้องทำงานส่งตัวเองเรียน หลังจบการศึกษาได้ก่อตั้งซินเฉิง ไฟแนนซ์ด้วยตัวเองโดยไม่มีการสนับสนุนจากตระกูล จนก้าวเข้าสู่ทำเนียบมหาเศรษฐีเอเชียที่อายุน้อยที่สุด และกลายเป็นทายาทเพียงคนเดียวของฮั่วซื่อกรุ๊ปที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ...)
ทำงานส่งตัวเองเรียนงั้นเหรอ?
ตลอดหลายปีนั้นเธอเข้าใจผิดมาตลอดว่าฮั่วจี้เซินเป็นเด็กยากจน จึงพยายามรักษาศักดิ์ศรีให้เขาอย่างสุดความสามารถ จะเปย์เงินให้แต่ละทีก็ต้องทำอย่างระมัดระวังเพราะกลัวเขาจะคิดมากจนเหนื่อยใจ
ที่ไหนได้ มันก็แค่เกมสนุก ๆ ของคุณชายตระกูลดังเท่านั้นเอง
สวี่เพียวเพียวนึกถึงประโยคที่เขาเคยพูดในตอนนั้นว่า “ฉันไม่ได้เห็นสวี่เพียวเพียวสำคัญอะไรขนาดนั้น”
ก็จริง
แต่ไหนแต่ไรมา พวกเขาก็อยู่กันคนละโลกอยู่แล้ว
เพราะเขาคือผู้ชายที่สูงส่งและมีสง่าราศี มีผลการเรียนยอดเยี่ยม แถมยังเป็นผู้ที่สอบติดมหาวิทยาลัยเอด้วยคะแนนสูงสุดในปีนั้น และได้เข้าเรียนในสาขาเด่นของมหาวิทยาลัยเออีกด้วย
ส่วนเธอคือคุณหนูที่รักอิสระ ไร้รสนิยม และไม่ชอบเรียนหนังสือ เข้ามหาวิทยาลัยเอได้อย่างหวุดหวิดก็เพราะโควตาขยายรับนักศึกษา และเป็นนักศึกษาสายศิลปะที่มีคะแนนที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
ในตอนนี้ก็คงไม่ต่างกัน
ต่อให้เป็นหัวหน้ากับลูกน้องในบริษัทเดียวกัน ฮั่วจี้เซินก็ยังคงเป็นเหมือนยอดเขาสูงเทียมเมฆที่พนักงานตัวเล็ก ๆ อย่างเธอไม่มีวันเอื้อมถึง
หัวใจของเธอเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเค้นจนปวดหนึบ ไอความร้อนจากถ้วยบะหมี่ลอยฟุ้งขึ้นมา ทำให้ความรู้สึกในใจของเธอราวกับถูกม่านหมอกปกคลุม
สวี่เพียวเพียวกดออกจากเว็บบอร์ดแล้วรีบกินบะหมี่คำโต ๆ เข้าไป
-
เช้าวันถัดมา เซ่ามู่ประกาศเรื่องเกณฑ์การจ่ายค่าล่วงเวลาใหม่ในกลุ่มไลน์บริษัท
เนื่องจากคำสั่งมีผลเฉพาะหลังเที่ยงคืน เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เพราะไม่ค่อยมีใครอยู่ดึกขนาดนั้น
ยกเว้นสวี่เพียวเพียวที่สีหน้าไม่ค่อยดีนัก
เยี่ยนชิว เพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ กระซิบถาม “เพียวเพียว แบบนี้เงินเธอไม่หายไปเยอะเลยเหรอ?”
เยี่ยนชิวเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รู้สถานะทางการเงินของสวี่เพียวเพียว
ตอนแรกเธอก็ไม่ค่อยชอบสวี่เพียวเพียวเพราะเห็นว่ายังเด็กแต่ขยันทำงานจนเกินหน้าเกินตา นึกว่าอยากประจบเจ้านาย
แต่พอรู้ภายหลังว่าเงินเดือนทั้งเดือนของสวี่เพียวเพียวต้องจ่ายค่ายาของคนป่วยถึงสองคน ไหนจะค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายของทั้งครอบครัว และหนี้สิน ก็แทบไม่มีเงินเหลือแล้ว
ค่าล่วงเวลาที่ได้จากการทำงานดึกก็ถือว่าไม่น้อยเลย
ถ้าต่อไปนี้ไม่อนุญาตให้ทำโอทีอีก สวี่เพียวเพียวก็จะสูญเสียรายได้ส่วนหนึ่งไป
เยี่ยนชิวผลักสวี่เพียวเพียวเบา ๆ ครั้งหนึ่ง “หรือว่าเธอจะลองไปขอคุณฮั่วดูไหม? บอกเหตุผลความจำเป็นของเธอให้ชัดเจน ไม่แน่เขาอาจจะยอมให้เธอเบิกโอทีของเดือนนี้ก่อนก็ได้นะ”
ไปหาฮั่วจี้เซินงั้นเหรอ?
จะให้เธอพูดว่าอะไร?
บอกว่าตอนนี้เธอตกอับจนต้องดิ้นรนเพื่อเงินโอทีไม่กี่พันบาท แล้วขอความเมตตาจากเขาอย่างนั้นเหรอ?
ต่อให้ฮั่วจี้เซินจะใจดีรับฟัง เธอก็อายเกินกว่าจะพูดมันออกมา
สวี่เพียวเพียวถอนหายใจ “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหาพาร์ทไทม์ทำก็ได้ ถือซะว่าได้กลับบ้านไปอยู่กับลูกเร็วขึ้น”