ตอนที่ 177
บทที่ 178 ผมสงสัยว่าคุณสองคนรวมหัวกันหลอกผม
October 22, 2026
บทที่ 178 ผมสงสัยว่าคุณสองคนรวมหัวกันหลอกผม
หวังเชียนมองฉินเยว่ราวกับกำลังมองวัวสาว[1] เขาจ้องมองเธอพร้อมกล่าวว่า “ฉินเยว่? แต่ก่อนทำไมคุณไม่เห็นแสดงตัวเลยว่าคุณเก่งขนาดนี้”
คำพูดของหวังเชียนทำให้ฉินเยว่ค่อนข้างเขินอาย “อันที่จริงแล้ว…ฉันไม่ได้ทำอะไรมาก แต่เป็นอาจารย์ของฉันที่แก้ไขต้นฉบับกองโตให้ฉัน บวกกับศาสตราจารย์อู๋ช่วยแปลให้ฉัน แม้แต่วิทยานิพนธ์ที่ได้ตีพิมพ์ก็เป็นเพราะอาจารย์ของฉันเป็นคนติดต่อให้!…”
“…ฉะนั้น! เฉินชาง ถ้าคุณไม่ยอมเลี้ยงข้าวฉัน ฉันขอถามหน่อยว่าคุณยังมีหัวใจอยู่หรือเปล่า”
เฉินชางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเสิร์ชหาวารสาร ‘ปลูกถ่ายตับ’ บนไป่ตู้อยู่นานมากก็ยังหาไม่เจอ บนไป่ตู้มีแต่ข้อมูลเกี่ยวกับ ปลูกถ่ายตับราคาเท่าไหร่ การปลูกถ่ายตับยากหรือไม่ ตับที่ปลูกถ่ายกินได้หรือเปล่า…
เฉินชางมองฉินเยว่กับหวังเชียนด้วยสีหน้าสงสัย “ผมสงสัยว่าคุณสองคนรวมหัวกันหลอกผม คนไม่ดี”
หวังหย่งพยักหน้า “ผมก็คิดอยู่เหมือนกัน…”
…
เมื่อเดินออกมาจากร้านไหตี่เลา เฉินชางมองฉินเยว่ด้วยสีหน้าขมขื่นใจ “คุณสั่งอาหารไม่ดูราคาเลยหรือไง”
ฉินเยว่ลูบท้องป่องๆ “ดูสิ แต่คุณในฐานะเจ้ามือไม่ดูเอง”
เฉินชางถอนหายใจออกมา “คุณเปลี่ยนชื่อเถอะ เปลี่ยนจากฉินเยว่เป็นฉินโซ่ว[2] จะเหมาะกว่า!”
หวังเชียนหัวเราะ “ชางเอ๋อร์ ในบรรดาพวกเราสี่คน ตอนนี้คุณเป็นคนที่รวยที่สุด พวกเรายังตรากตรำทำงานแลกเงินอยู่แต่ในโรงพยาบาล เหนื่อยจนเกินทน! ส่วนคุณรับงานนอกด้วย คนรวยแบ่งปันคนจนไงครับ”
หวังหย่งนิ่งเงียบไม่พูดจา ช่วงนี้เขาเล่นเป็นตัวซัพพอร์ตในเกมลีกออฟเลเจ็นดส์กับเฉินชางก็มีความสุขดีอยู่แล้ว เฉินชางพัฒนาสกิลได้ดีมาก ตนร่วมทีมบุกโจมตีกับเฉินชางจนตอนนี้เปลี่ยนจากดาบดอรัน[3] มาเป็นดาบ B.F. Sword[4] แล้ว ส่วนดาบดูดเลือดก็น่าอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว?
ในช่วงบ่าย เฉินชางไม่ได้กลับไปที่โรงพยาบาล แต่กลับไปเตรียมเอกสารสำคัญให้เรียบร้อย แล้วก็ตรงไปที่มหาวิทยาลัยแพทย์แห่งมณฑลตงหยางเลย มหาวิทยาลัยเก่าของเฉินชาง เฉินชางรู้จักคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้มากที่สุด
เขาไม่ได้กลับมาที่นี่มาสามปีแล้ว ทุกอย่างยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในเขตมหาวิทยาลัย เมื่อมองดูนักศึกษาที่เดินผ่านไปมาประปราย ทำให้เฉินชางรู้สึกแก่ขึ้นมาในทันใด ถึงขั้นที่แม้แต่มุมมองความคิดของเขาก็ยังเปลี่ยนไป สายตาที่เขามองนักศึกษาเป็นเหมือนสายตาที่มองเด็ก ถึงอย่างไรเสียเขาก็เรียนจบมาตั้งสามปีแล้ว…
ช่วงเวลาในรั้วมหาวิทยาลัยเป็นช่วงเวลาที่ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป
จากเด็กไร้เดียงสาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก้าวเข้าสู่วัยทำงาน สู่โลกกว้างที่กว้างใหญ่เสียจนชวนให้เกิดความสับสนงุนงงยิ่งขึ้น
ในรั้วมหาวิทยาลัย เฉินชางได้เรียนรู้อะไรมากมาย ทว่าหลังจากที่เรียนจบแล้วกลับพบว่ามีวิชาความรู้หลายอย่างที่เลือนหายไป
เมื่อมองรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยที่กำลังเตรียมไปเข้าคลาสเรียน เฉินชางในตอนนี้รู้สึกคิดถึงวันวานมากอย่างคาดไม่ถึง
ที่แห่งนี้เป็นมหาวิทยาลัยเก่าของเขา สถานศึกษาที่เขาเคยใช้ชีวิตนักศึกษาอยู่ที่นี่ถึงห้าปี
ถึงแม้มหาวิทยาลัยแห่งนี้จะไม่ได้จัดว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังอะไร ไม่ได้มีเกียรติยศอะไรมากนัก แต่บุตรย่อมไม่รังเกียจมารดาตนเอง สุนัขย่อมไม่รังเกียจครอบครัวจนที่ให้ข้าว ศิษย์ย่อมไม่รังเกียจสถานศึกษาที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาตนมา
เฉินชางเดินอยู่ท่ามกลางกลุ่มนักศึกษาที่เดินผ่านไปผ่านมา ไม่นานเขาก็เดินไปถึงหน้าห้องหัวหน้าสำนักงานบัณฑิตวิทยาลัยในตึกบริหารการศึกษา
หลังจากที่เคาะประตูแล้ว
“เชิญครับ!”
น้ำเสียงที่ทั้งอ่อนเยาว์และคุ้นหูมาก ให้ความรู้สึกว่าอายุไม่ถึงสี่สิบกว่า หลังจากที่เฉินชางผลักประตูเข้าไปแล้ว เขาก็เห็นชายคนหนึ่งที่เข้ารู้จักนั่งอยู่ตรงนั้น
“อาจารย์กวน?” เฉินชางชะงักงันด้วยความประหลาดใจ!
กวนเหว่ยหัวเราะลั่น “เซอร์ไพรส์มากเลยใช่มั้ย”
เฉินชางหัวเราะออกมาทันที “อาจารย์กวน…สุดยอดเลยครับ? ตอนนี้คุณเป็นหัวหน้าสำนักงานบัณฑิตวิทยาลัยแล้ว?”
กวนเหว่ยพยักหน้า เรียกให้เฉินชางนั่งลง “นั่งตามสบาย ฮ่าๆ ตอนนั้นที่ผู้อำนวยการฉินเอาข้อมูลของคุณให้ผมดู ผมถึงกับตกตะลึง คิดว่าชื่อซ้ำกันซะอีก คิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นคุณจริงๆ!”
ความสัมพันธ์ระหว่างเฉินชางกับกวนเหว่ยเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เลวเลย กวนเหว่ยเป็นทั้งอาจารย์ เป็นทั้งที่ปรึกษาพิเศษของกรมการแพทย์ ส่วนเฉินชางสมัยเรียนปริญญาตรี เขาทั้งเป็นหัวหน้าห้องและหัวหน้ากลุ่ม
ทั้งสองไปมาหาสู่กันค่อนข้างบ่อย เวลาที่เฉินชางไปดื่มเหล้า คนที่ชวนเขาก็ไม่พ้นกวนเหว่ย
กวนเหว่ยเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนไม่วางมาด มักจะคลุกคลีอยู่กับนักศึกษา และมักจะร่วมกินดื่มพูดคุยกับนักศึกษาเสมอ
เฉินชางคิดไม่ถึงว่าไม่เจอกันสามปี กวนเหว่ยจะกลายเป็นหัวหน้าสำนักงานบัณฑิตวิทยาลัยไปแล้ว