ตอนที่ 394
บทที่ 395 ผู้กินอิ่มท้องไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้หิวโหย (Part2)
October 22, 2026
บทที่ 395 ผู้กินอิ่มท้องไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้หิวโหย (Part2)
เฉินปิ่งเซิงหัวเราะ “คุณไม่ค่อยรู้เรื่องวารสารวิจัยพวกนี้สินะครับ ‘การปลูกถ่ายตับ’ เป็นวารสารวิจัยระดับเดียวกับ ‘BJS’ ค่าดัชนีผลกระทบอ้างอิงสูงกว่า มีอิทธิพลในวงการศัลยกรรมตับและถุงน้ำดีมากกว่า ถ้าคุณส่งไปที่นั่น แค่รอตรวจสอบก็ใช้เวลาหนึ่งปีแล้ว! จากนั้นก็ต้องรอตีพิมพ์อีกหนึ่งปี ต้องรอประมาณสองปีถึงจะได้เห็นวิทยานิพนธ์”
จางโหย่วฝูก็พูดยิ้มๆ “สองปีก่อนผมส่งวิทยานิพนธ์ไปฉบับหนึ่ง แก้ไขเจ็ดครั้ง สุดท้ายก็…ถูกปฏิเสธ ปีนี้ว่าจะลองใหม่”
เฉินปิ่งเซิงถอนหายใจออกมา “ถ้าผมมีวิทยานิพนธ์ที่ตีพิมพ์กับ ‘การปลูกถ่ายตับ’ คงไม่มีปัญหาเรื่องเลื่อนระดับเป็นหัวหน้าแพทย์ในปีนี้แล้ว”
นี่ไม่ใช่เรื่องน่าขายหน้าอะไร ทั่วทั้งมณฑลตงหยาง คนที่ได้ตีพิมพ์วิทยานิพนธ์กับวารสารวิจัย ‘การปลูกถ่ายตับ’ มีน้อยขนาดนับนิ้วได้เลยทีเดียว ใครบ้างไม่เคยถูกปฏิเสธ วิทยานิพนธ์ที่เฉียนเลี่ยงเคยส่งไปเมื่อปีนั้นสร้างความสะเทือนเลื่อนลั่นในงานสัมมนาประจำปีได้เลย
เมื่อเฉินชางได้ยินเฉินปิ่งเซิงพูดถึงเรื่องตำแหน่งทางอาชีพก็รู้สึกสนใจขึ้นมาแล้ว “ถ้าเป็นผู้เขียนร่วมในวิทยานิพนธ์ที่ได้ตีพิมพ์กับ ‘การปลูกถ่ายตับ’ จะมีผลกับตำแหน่งทางอาชีพหรือเปล่าครับ”
จางโหย่วฝูพยักหน้า “ครับ นี่เป็นวารสารวิจัยขนาดใหญ่ มีดัชนีผลกระทบอ้างอิงสูง มีผู้ร่วมพิจารณาเป็นจำนวนมาก ดังนั้นตอนพิจารณาก็จะพิจารณาไปถึงผู้เขียนร่วมด้วย ต่อให้เป็นผู้เขียนอันดับสองก็ยังเอามาใส่ในประวัติตัวเองได้ มีประโยชน์มากทีเดียว ถ้าปิ่งเซิงมีวิทยานิพนธ์ที่ตีพิมพ์กับวารสารนี้และเป็นผู้เขียนอันดับสองคงไม่มีปัญหาเรื่องเลื่อนตำแหน่งทางอาชีพ”
เฉินชางได้ยินดังนั้นก็สบายใจขึ้นมาก ในตอนนั้นเขาใส่ชื่อฉินเยว่เป็นผู้เขียนอันดับหนึ่ง ใส่ชื่อเฉินปิ่งเซิงเป็นผู้เขียนร่วม ถึงอย่างไร…เหล่าเฉินก็อยู่ในกลุ่มควบคุม (controlled group)!
ตอนที่ทำวิจัยเรื่องการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องแบบบาดเจ็บน้อย เขาใช้วิธีการทดลองแบบอำพรางทั้งสองฝ่าย จึงให้เฉินปิ่งเซิงเข้าร่วมการทดลองโดยเจ้าตัวไม่รู้ตัว นำผู้ป่วยของเฉินปิ่งเซิงมาเป็นกลุ่มควบคุม ดังนั้นเฉินปิ่งเซิงจึงเป็นผู้เขียนร่วมด้วย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เฉินชางก็อดพูดไม่ได้ว่า “งั้นก็ไม่มีปัญหาหรอกครับ วิทยานิพนธ์เรื่องการผ่าตัดด้วยการส่องกล้องแบบบาดเจ็บน้อยที่ผมเขียนครั้งที่แล้วคุณก็เป็นผู้เขียนร่วมด้วย แบบนี้คุณต้องเลี้ยงข้าวผมแล้วนะครับ”
เฉินปิ่งเซิงอดยิ้มไม่ได้ “แล้วส่งไปที่วารสารวิจัยไหนล่ะครับ”
วิทยานิพนธ์คราวที่แล้วใช้เวลาทั้งหมดสองเดือนถึงจะได้เผยแพร่ จะตีพิมพ์กับวารสารดีๆ ได้ที่ไหนกัน ดังนั้นเฉินปิ่งเซิงจึงคิดว่าเฉินชางส่งวิทยานิพนธ์ไปมั่วๆ แต่แม้จะเป็นเช่นนี้ก็ยังรู้สึกดี
เฉินชางพยักหน้า กล่าวด้วยท่าทางสมเหตุสมผลว่า “ผมก็ต้องส่งไปที่วารสารการปลูกถ่ายตับสิครับ!”
ประโยคนี้ฟังไม่เข้าท่าเลยจริงๆ!
ใช่แล้ว! เมื่อทุกคนได้ยินคำพูดนี้ก็เบิกตากว้างจ้องมองเฉินชางโดยพลัน บนใบหน้าเต็มไปด้วยคำถาม จากนั้นก็กลายเป็นความสับสนมึนงงในพริบตา!
เฉินปิ่งเซิงชะงักไป “คุณว่าอะไรนะ คุณส่งไปที่ ‘การปลูกถ่ายตับ’ หรือ”
เฉินชางพยักหน้า “ใช่ครับ ยังไม่ได้เผยแพร่นะครับ แต่คงอีกไม่นานแล้ว อีกเดี๋ยวก็ส่งกลับมาแล้วครับ ไม่รู้ว่าจะได้ตีพิมพ์กับวารสารก่อนงานสัมมนาประจำปีหรือเปล่า แต่พวกเขาส่งใบรับรองมานานแล้ว!”
เฉินปิ่งเซิงกระตือรือร้นขึ้นมาทันที “ขอผมดูหน่อยได้หรือเปล่าครับ”
จางจื้อซินส่ายหน้า “คงไม่เร็วขนาดนี้หรอกมั้งครับ รวมแล้วใช้เวลาไปสองเดือนเอง จะเผยแพร่ได้ยังไง วารสารการปลูกถ่ายตับเป็นวารสารใหญ่เลยนะครับ”
เฉินชางหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูประกาศรับรอง “นี่ครับ คุณลองดูสิ!”
จางจื้อซินเห็นอักษรปะหน้าว่า ‘liver-Transplantation (การปลูกถ่ายตับ)’ ก็เบิกตากว้างขึ้นทันที จากนั้นก็มองไปยังรายชื่อผู้เขียนด้านหลัง
“ผู้เขียนหลัก: เฉินชาง ผู้เขียนอันดับหนึ่ง: ฉินเยว่, เฉินปิ่งเซิง, หลี่เป่าซาน ผู้เขียนอันดับสอง…”
ชั่วขณะนั้นจางจื้อซินถึงกับไม่อยากเชื่อ “คุณ…คงไม่ใส่ ปล. ว่าล้อเล่นใช่ไหมเนี่ย”
เฉินชางกลอกตาใส่ “ผมไม่ได้ว่างขนาดนั้น นี่ก็เผยแพร่แล้ว โอเคไหมครับ เดี๋ยวผมส่งรูปให้คุณดู เขายังไม่ส่งฉบับตีพิมพ์มาให้”