ตอนที่ 86
บทที่ 86 เป็นผู้ป่วยหรือเป็นพวกต้มตุ๋นกันแน่?
October 22, 2026
นี่คือการทดลองของหลี่เป่าซาน!
ซึ่งก็คือให้คนคนหนึ่งรับผิดชอบเฉพาะเรื่อง งานของฉินเยว่ก็คือการศึกษาวิจัยข้อมูล
ถ้าหมอทุกคนต้องทำการวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งควบคู่ไปกับงานเวชคลินิ กคงต้องมีวิชาแยกร่างแล้ว
เขาให้ฉินเยว่ปลดเปลื้องภาระเรื่องการดูแลห้องผู้ป่วยมาคอยเก็บสถิติในการผ่าตัด ขณะเดียวกันก็สรุปผลการผ่าตัดแต่ละครั้งออกมาเพื่อยกระดับความสามารถทางด้านการวิจัยของแผนกฉุกเฉินให้สูงขึ้น นี่คือสิ่งที่หลี่เป่าซานอยากทำมาโดยตลอด
ยุคสมัยกำลังก้าวไปข้างหน้า การวิจัยและงานเวชคลินิกต้องเชื่อมประสานกัน!
การกระทำในคราวนี้เป็นการกระทำที่เด็ดขาด เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแผนกฉุกเฉินแห่งโรงพยาบาลอันดับสองเลยทีเดียว!
คราวนี้ คนที่พบกับความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือเฉินชาง พลิกฐานะครั้งเดียวก็กลายเป็นกำลังสำคัญของแผนกฉุกเฉินไปแล้ว
ส่วนงานของหวังหย่งก็ชัดเจนยิ่ง พูดให้ถูกก็คือเป็นงานในอดีตของพวกเฉินชางและหวังเชียน ซึ่งก็คือการเขียนประวัติผู้ป่วย ดูแลคนไข้…
เฉินชางพลิกฐานะครั้งเดียวกลายเป็นแพทย์ระดับสูง!
ส่วนตนกลับกลายเป็นแพทย์ใต้บังคับบัญชาของเฉินชาง…
เป็นเรื่องชวนให้ขมขื่นจนน้ำตาไหล หวังหย่งถอดถอนใจออกมาครั้งหนึ่ง
แม้แต่ตนก็ยังสู้พวกเฉินชางไม่ได้ ถึงอย่างไรเมื่อก่อนพวกเขายังดี อย่างน้อยแพทย์ระดับสูงก็เป็นระดับหัวหน้าแพทย์ที่มีอายุงานสูง อย่างน้อยก็มีฝีมือดีเทคนิคดี แต่ตน…กลับต้องมาทำงานจิปาถะจำพวกเขียนประวัติผู้ป่วยให้เฉินชาง ว่ากันตามจริง หวังหย่งรู้สึกอับอายมาก!
ต่อให้ตนแย่แค่ไหนก็ไม่ควรตกอับจนถึงขั้นนี้
หวังหย่งไม่เพียงแต่จะกลัวความลำบากและกลัวเสียหน้า เขายังกลัวตนจะไม่มีความหวังอีกด้วย
เฉินชางจะเก่งกว่าตัวเองสักแค่ไหนกันเชียว?
ติดตามเฉินชางจะได้เรียนรู้อะไรมากแค่ไหนกันเชียว?
เขารู้ว่าเฉินชางพอมีความสามารถอยู่บ้าง และเก่งกว่าตน แต่ความเก่งนี้ก็มีข้อจำกัด คงไม่เก่งกว่าตนสักเท่าไหร่หรอก
ติดตามเฉินชางจะทำให้ตนเปลี่ยนแปลงไปได้แค่ไหนกันเชียว?
คงมีขีดจำกัด!
แต่นี่ก็คือชีวิต ถ้าคุณไม่มีความสามารถ ก็ทำได้แค่ถูกบังคับให้ตามน้ำไป
หากคุณอยากอยู่ที่โรงพยาบาลอันดับสอง ก็ต้องทำตามการจัดสรรงาน
ตอนนี้ความคิดที่จะทำงานในโรงพยาบาลอันดับสองของหวังหย่งถูกสั่นคลอนแล้ว ถึงอย่างไรการติดตามเฉินชางคงไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนัก อยู่ต่อก็เสียช่วงเวลารุ่งเรืองของตนไปเปล่าๆ
ถ้าได้บรรจุที่นี่ก็ยังดี แต่ถ้าคราวนี้ได้เป็นแค่พนักงานชั่วคราวอีก หวังหย่งคงตัดสินใจไปจากที่นี่
เฮ้อ…
ระยะเวลาสามปี ใครจะตัดใจได้ล่ะ?
ความจริงหลี่เป่าซานไม่ได้เพ่งเล็งใครเป็นพิเศษ การจัดสรรงานในคราวนี้เป็นการจัดสรรตามความเหมาะสม เขาจัดสรรตามความพิเศษของแต่ละคน ความจริงเขาอยากให้เฉินชางทำการผ่าตัดอย่างเดียวด้วยซ้ำ แต่เมื่อคิดถึงคำพูดของเฉินปิ่งเซิงจึงรู้สึกว่าคนหนุ่มควรเก็บประสบการณ์ให้มากสักหน่อย สุดท้ายเมื่อคิดถึงภาพรวมจึงจัดให้หวังหย่งคอยติดตามเฉินชาง
ในฐานะที่หวังหย่งเป็นบุคลากรชั่วคราว คอยทำงานจิปาถะเป็นลูกมือให้เฉินชางก็เหมาะสมที่สุดแล้ว
ส่วนฉินเยว่นั้นพอใจกับงานของตัวเองมาก!
อย่างไรเสียหลังจากวันนี้ไป ขอแค่ตนผ่าตัด เก็บสถิติและเขียนบทความให้ดีก็พอ ความกดดันด้านงานเวชคลินิกลดลงไม่น้อย ขณะเดียวกันความกดดันในงานวิจัยก็เพิ่มมากขึ้น
แต่…ในแผนกฉุกเฉิน งานเกี่ยวกับการวิจัยเป็นเวทีที่ใช้แสดงผลงานได้ง่ายที่สุด
ฉินเยว่พอใจมาก!
จุดที่ไม่พอใจเพียงจุดเดียวก็คือ…ต้องเป็นลูกน้องเฉินชาง!
การโอนย้ายบุคลากรและโอนถ่ายงานจำเป็นต้องทำให้สำเร็จภายในสามวัน หวังหย่งเป็นคนที่มีอคติและมีอารมณ์เดือดพล่านที่สุด
ส่วนคนอื่น โดยทั่วไปก็นับว่าได้เลื่อนขั้นเล็กน้อย
อันเยี่ยนจวินกลายเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับศัลยศาสตร์ในอนาคต เฉินปิ่งเซิงเป็นผู้รับผิดชอบการผ่าตัดเกี่ยวกับระบบย่อยและระบบทางเดินอาหารในแผนกฉุกเฉิน สือน่ากลายเป็นหัวหน้าย่อยของโรงพยาบาล หวังเชียนและเฉินชางมีสิทธิ์ออกใบสั่งยา ฉินเยว่กลายเป็นบุคลากรที่ทำงานด้านการวิจัยและผ่าตัด
……
……
พริบตาเดียว เฉินชางก็ยุ่งวุ่นวายขึ้นมา เขาต้องรับรองและจัดการผู้ป่วยเพียงลำพัง ทั้งยังต้องทำการผ่าตัดและเขียนประวัติผู้ป่วยอีกด้วย
ส่วนหวังหย่งเริ่มทำตัวเกียจคร้าน อย่างไรเสียในใจก็มีอคติ คนระดับเดียวกันกลายเป็นหัวหน้าตนไปแล้ว ไม่ว่าใครก็คงไม่มีความสุข ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีที่มีนิสัยไม่ฟังใครคนนี้เลย
เฉินชางไม่มีเวลาไปสนใจหวังหย่ง แผนกฉุกเฉินไม่ใช่โรงเรียนอนุบาลที่พอคุณร้องไห้แล้วจะมีใครยื่นอมยิ้มปลอบใจคุณ
บ่ายวันพุธ แผนกฉุกเฉินมีผู้ป่วยคนหนึ่งทำให้หมอเล็กๆ ที่เพิ่งได้เลื่อนขั้นเหล่านี้ต้องยอมสยบ!
อากาศยามบ่ายในเดือนสิงหาคมไม่เลวเลย เฉินชางเพิ่งจะออกมาจากห้องผ่าตัดก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายด้านนอก