ตอนที่ 1
บทที่ 1
September 18, 2026
แคว้นต้าโจว
ณ จวนแม่ทัพเจิ้นกั๋ว
“คุณหนูเจ้าคะ! ได้เวลาดื่มยาแล้วเจ้าค่ะ”
สาวใช้ประคองถ้วยยาขับทารก ส่งไปให้สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ท้องโตซึ่งอยู่ข้างกายนาง
สตรีผู้นั้นรับถ้วยยามาโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
“ดื่มไม่ได้นะ!”
ทันใดนั้น สตรีหลายคนที่สวมอาภรณ์เรียบง่าย ก็รีบพุ่งเข้ามาปัดถ้วยยาขับทารกในมือของนางทิ้งไป
หนึ่งในนั้นไม่ทันระวังบังเอิญชนนางเข้า ทำให้ศีรษะของสตรีมีครรภ์กระแทกเข้ากับตู้ที่อยู่ด้านข้าง
“น้องเจ็ด! เห็นแก่ที่เด็กในท้องเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเจ้า ทั้งยังเป็นสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของจวนแม่ทัพ ขอร้องล่ะ อย่าทำแท้งเขาเลยนะ”
เด็ก?
จวนแม่ทัพ?
มู่หนิงรู้สึกมึนงงเล็กน้อย แต่นั่นก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการรับความทรงจำของร่างนี้เข้ามา
เจ้าของร่างเดิมคือบุตรีภรรยาเอกของจวนอัครเสนาบดี มีชื่อนามสกุลเดียวกับนาง เนื่องจากบิดาหลงอนุภรรยาแล้วทอดทิ้งภรรยาเอก หลังจากมารดาเสียชีวิตไป นางก็ถูกนายหญิงคนปัจจุบันที่จิตใจโหดเหี้ยม ขับไล่ไปอยู่ที่เรือนหลังที่ถูกทิ้งร้าง ใช้ชีวิตแย่ยิ่งกว่าสุนัขเสียอีก
จนกระทั่งเมื่อหกเดือนก่อน แม่ทัพใหญ่เจิ้นกั๋วโม่จิ่นยวนถูกคนวางแผนลอบวางยา และได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับนางหนึ่งคืนจนเรื่องราวอื้อฉาวไปทั่ว
แม้จะรู้ดีว่านางเป็นเพียงบุตรีภรรยาเอกที่ไม่เป็นที่โปรดปราน แต่หลังจากที่จวนแม่ทัพรับนางเข้ามาเป็นสะใภ้แล้ว ก็ยังคงทะนุถนอมนางราวกับแก้วตาดวงใจ เมื่อรู้ว่านางตั้งครรภ์ ก็ยิ่งดูแลประคบประหงมราวกับบรรพบุรุษ ทว่านางกลับโง่เขลา หลงเชื่อคำยุยงของสาวใช้ จนเกือบจะดื่มยาขับทารกเข้าไป
“หนิงหนิง! ตระกูลโม่จงรักภักดีต่อบ้านเมืองมาหลายชั่วอายุคน บัดนี้บุรุษในตระกูลได้สละชีพไปจนเหลือจิ่นยวนเป็นทายาทเพียงคนเดียวแล้ว อีกทั้งเมื่อเดือนก่อนเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสในสนามรบ หมอหลวงบอกว่าในอนาคตเขาจะไม่สามารถมีทายาทได้อีก หากเจ้าทำแท้งเด็กคนนี้ ก็เท่ากับตัดหนทางสืบสกุลของจวนแม่ทัพเรา แม่ขอร้องเจ้าล่ะ เหลือทายาทไว้ให้ตระกูลโม่เถิด”
การคุกเข่าของฮูหยินผู้เฒ่าโม่ ดึงสติของมู่หนิงที่กำลังซึมซับความทรงจำกลับมา
“ท่านแม่! ท่านรีบลุกขึ้นเถิดเจ้าค่ะ”
มู่หนิงรีบประคองฮูหยินผู้เฒ่าให้ลุกขึ้น
นางลูบหน้าท้องที่ป่องขึ้นเล็กน้อย ไม่อยากจะเชื่อว่าตนเองจะทะลุมิติมาเป็นภรรยาของโม่จิ่นยวน แม่ทัพผู้เกรียงไกรที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งยังตั้งครรภ์ลูกของเขาอีกด้วย
ใครจะไปคิดว่า วินาทีก่อนเพิ่งจะประมูลหยกแขวนโบราณจากโรงประมูลได้สำเร็จ วินาทีต่อมากลับถูกโคมไฟระย้าหล่นทับจนทะลุมิติมายังแคว้นต้าโจวเมื่อพันปีก่อน
เดี๋ยวนะ
ตามบันทึกในประวัติศาสตร์ ภรรยาของเขาเสียชีวิตพร้อมกับบุตรในครรภ์อายุหกเดือนที่จวนแม่ทัพ ดูเหมือนว่าสาเหตุจะมาจากการดื่มยาขับทารก
มู่หนิงมองสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า แล้วเหลือบมองครรภ์หกเดือนของตนเอง ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
กำลังจะตายแล้ว
สิ่งที่พูดมานั่น มันคือตอนนี้นี่นา
“มู่หนิง! พี่สะใภ้ใหญ่คุกเข่าให้เจ้าด้วย เห็นแก่ที่พวกเราไม่เคยปฏิบัติต่อเจ้าไม่ดีเลย นับตั้งแต่เจ้าแต่งเข้ามาในจวนแม่ทัพ โปรดเก็บเด็กคนนี้ไว้เถิดนะ”
สตรีที่เอ่ยขึ้นคือพี่สะใภ้ใหญ่หยางซูหว่าน นางคุกเข่าลงอ้อนวอนด้วยใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำตา
“พวกเราก็ขอร้องเจ้าด้วย”
เมื่อพี่สะใภ้คนอื่น ๆ อีกห้าคนเห็นเช่นนั้น ก็พากันคุกเข่าลงอ้อนวอน
มู่หนิงมองพี่สะใภ้ทั้งหกด้วยความรู้สึกปวดใจ พวกนางล้วนเป็นสตรีที่อาภัพนัก แต่งเข้ามาในจวนแม่ทัพยังไม่ทันได้มีทายาท สามีก็สละชีพเพื่อบ้านเมืองไปเสียหมด
ขณะที่นางกำลังจะประคองเหล่าพี่สะใภ้ที่คุกเข่าอยู่ให้ลุกขึ้น น้ำเสียงเย็นเยียบจนเสียดกระดูกก็ดังขึ้นจากนอกห้องโถงใหญ่อย่างกะทันหัน
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พี่สะใภ้สาม พี่สะใภ้สี่ พี่สะใภ้ห้า พี่สะใภ้หก พวกท่านรีบลุกขึ้นเถิด”
โม่จิ่นยวนก้าวเข้ามาในห้องโถงใหญ่ เดินเข้าไปประคองพวกนางให้ลุกขึ้นด้วยความเจ็บปวดใจ
จากนั้นก็หันกลับมามองมู่หนิงด้วยดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากบางที่ดูเย้ายวนกลับซีดขาว กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็ง “ไยต้องใช้เด็กในท้องมาเป็นเครื่องมือให้ท่านแม่และเหล่าพี่สะใภ้ต้องคุกเข่าให้เจ้าด้วย หากเจ้าต้องการหนังสือหย่าร้าง ข้าก็จะให้เจ้า นับจากนี้ วาสนาต่อกันสิ้นสุด ฟ้าดินมีมืดมีสว่าง คนเรามีพบก็ต้องมีจาก”
เขาเคยตั้งตารอคอยการมาถึงของเด็กคนนี้มากถึงเพียงใด น่าเสียดายที่เขาไม่ได้พบกับคนที่ใช่
มู่หนิงจ้องมองสามีที่อยู่ตรงหน้า คิ้วคมดุจกระบี่ ดวงตาเป็นประกายดั่งดวงดาว ช่างหล่อเหลางดงามยิ่งกว่าภาพที่เอไอสร้างขึ้นจากโครงกระดูกของเขาในยุคหลังเสียอีก
เดิมทีเขาสูงถึงหนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดเซนติเมตร ควรจะมีท่วงท่าที่สง่างาม แขนขาแข็งแรง ทว่าใบหน้ากลับซีดขาวเนื่องจากอาการบาดเจ็บสาหัสยังไม่หายดี
ทันใดนั้น มู่หนิงก็จับมือของโม่จิ่นยวนขึ้นมา วางเบา ๆ ลงบนครรภ์ที่ป่องขึ้นของนาง แล้วกล่าวเสียงเบาว่า “เขาไม่ใช่แค่เลือดเนื้อเชื้อไขของท่าน แต่ยังเป็นลูกของข้าด้วย ใครบอกว่าจะทำแท้งเขากัน?”
การทำแท้งก็เท่ากับตายทั้งแม่และลูก นางไม่ใช่คนโง่
“ไม่อยากทำแท้งเด็ก เช่นนั้นเมื่อครู่เหตุใดเจ้าถึงคิดจะดื่มยาขับทารก?”
ทุกคนมองไปยังเศษถ้วยที่แตกกระจายและยาต้มบนพื้น เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำพูดของนาง
โม่จิ่นยวนชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็รีบชักมือกลับ ราวกับกลัวว่าวินาทีต่อมาจะตัดใจจากลูกไม่ได้
เขาหันหลังให้แล้วกล่าวอย่างเย็นชา “เจ้าไม่ต้องเสแสร้งหลอกลวง ในเมื่อข้าตกลงจะหย่าแล้ว ก็จะไม่กลับคำ”