ตอนที่ 48.2
บทที่ 48 ขอหวั่นหวั่นแต่งงาน
October 22, 2026
หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม [เล่ม2] – บทที่ 48 ขอหวั่นหวั่นแต่งงาน บทที่ 48 ขอหวั่นหวั่นแต่งงาน โดย Ink Stone_Romance เดิมทีรองเสนาบดีกรมพิธีการไม่ได้ตั้งใจจะสนใจรองเท้าของเยี่ยนจิ่วเฉา ทว่าหลังจากเยี่ยนจิ่วเฉากล่าวหาเขาหลายครา รองเสนาบดีกรมพิธีการจึงตัดสินใจดูว่ารองเท้าสวยงามสักเพียงใด สาบานได้ว่าตนมองไปเพียงแวบเดียวจริงๆ ผลที่ได้เกือบทำให้ตาทั้งสองข้างบอด!
รองเท้าผีอันใด! ช่างน่าเกลียดอย่างหาที่สุดมิได้!
ผู้ใดกันที่เย็บพื้นรองเท้าหนาเช่นนี้…ราวกับใส่ขนมเนื้อฟูก้อนใหญ่สองก้อนออกมาจากบ้าน แล้วก็ยังเป็นขนมที่มีขนาดใหญ่เล็กไม่เท่ากันอีก
(อวี๋หวั่นเย็บพื้นรองเท้าได้เพียงครึ่งหนึ่ง ก็ลืมว่าตนเองใส่ไปกี่ชั้นแล้ว ผลที่ได้คือรองเท้าอีกข้างใส่มากกว่าถึงสองชั้น…)
บรรดาขุนนางชั้นสูงก็เป็นเช่นเดียวกันกับรองเสนาบดีกรมพิธีการ ยามได้ยินคำพูดของเยี่ยนจิ่วเฉา พวกเขาจึงมองไปที่รองเท้านั้น ทันทีที่เห็นทุกคนก็ต่างร่ำร้อง รองเท้าอัปลักษณ์เช่นนี้ถูกใส่เข้ามาในท้องพระโรง เหล่าขันทีทำอันใดกินกัน?
ฮ่องเต้ก็ยังทนไม่ได้ที่จะมองตรงๆ เด็กคนนี้รีบมาที่จินหลวนเตี้ยนเพื่ออวดรองเท้าคู่หนึ่งรึ?
ฮ่องเต้ยกมือขึ้นปิดตา “ฉงเอ๋อร์ รองเท้าเจ้า…”
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยขัดด้วยคำพูดที่มีเหตุผล “แม้ว่าท่านจะเป็นท่านลุงของข้า ท่านก็ไม่อาจเอารองเท้าของข้าไปได้!”
คิดจะเอารองเท้าของเจ้า!
ฮ่องเต้แทบร้องไห้เพราะความอัปลักษณ์ของรองเท้าขนมทรงโบราณคู่นี้ เดิมทีหมายจะเจรจาเกี่ยวกับประเด็นสำคัญ ยามนี้เริ่มไม่อยากเจรจาแล้ว พลันโบกมือเหมือนไล่ยุง “…ถอย ถอยออกไป!”
ขันทีกล่าวตามพิธี “คุกเข่า-“
เหล่าขุนนางชั้นสูงคุกเข่า
เยี่ยนจิ่วเฉาเหมือนหงส์ในหมู่กา!
ฮ่องเต้ขี้เกียจเกินกว่าจะสนใจเด็กคนนี้ว่าจะคุกเข่าหรือไม่ เขาใคร่จะกลับไปที่วังหลัง หมายจะดูสาวงามสามพันคนเพื่อล้างตา…
กระทั่งฮ่องเต้เสด็จออกจากจินหลวนเตี้ยน เหล่าขุนนางชั้นสูงก็พากันกลับบ้านไปล้างตาด้วยเช่นกัน!
เยี่ยนจิ่วเฉาเลิกคิ้วและเดินออกจากจินหลวนเตี้ยนด้วยท่าทางที่มั่นใจ
เยี่ยนไหวจิ่งมองตามหลังเขา พลันขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
“เสด็จพี่รอง” องค์ชายสี่โน้มตัวเข้ามาและเอ่ยถามด้วยสีหน้าแปลกใจ “เขากำลังเล่นอันใดอยู่กันแน่?”
เยี่ยนไหวจิ่งส่ายศีรษะด้วยสีหน้าที่ซับซ้อน “ข้าไม่ทราบ”
“มิใช่ว่าเขาป่วยหรอกกระมัง!” องค์ชายสี่พึมพำ
เยี่ยนไหวจิ่งมองเขาอย่างเย็นชา “องค์ชายสี่ โปรดระวังคำพูด ที่นี่คือจินหลวนเตี้ยน”
องค์ชายสี่แลบลิ้นออกมา พลางเอ่ยในใจ เจ้าเกลียดเขาเสียยิ่งกว่าข้า ไฉนต้องแสร้งเป็นคนยุติธรรมเที่ยงแท้? เสด็จพ่อก็ไปแล้ว ทำให้ผู้ใดเห็นรึ?
“องค์ชายห้าไปกันเถอะ!” องค์ชายสี่ดึงข้อมือขององค์ชายห้าเดินจากไปอย่างเย็นชา
…
คุณชายผู้หนึ่งที่โอ้อวดรองเท้าคู่สวยได้สำเร็จ ย่างกรายเข้าไปนั่งในรถม้าอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่กายนั่งอยู่ด้านในก็กลับยื่นเท้าออกมาด้านนอก
อิ่งสือซันนึกเสียใจที่ให้อิ่งลิ่วไปยังก้งเฉิง ทิ้งให้เขาต้องแบกรับการมองสุนทรีภาพอันแสนเจ็บปวดที่เขาไม่ควรจะได้รับ
“ขอของกินหน่อยเถิด…ไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว…” ยามผ่านถนนฉางอันที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเมืองหลวง ยาจกตาบอดผู้หนึ่งเดินคลำทางออกจากตรอกด้านข้างด้วยไม้เท้า
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พบกับเหตุการณ์เช่นนี้ อิ่งสือซันไม่ได้รู้สึกใดๆ และยังคงขับรถม้าไปข้างหน้า ทว่าเยี่ยนจิ่วเฉาก็บอกให้หยุดรถม้าในทันที
เยี่ยนจิ่วเฉาก้าวลงจากรถ
ชายตาบอดคล้ายกับได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวข้างๆ เขาจึงหันไปอย่างช้าๆ
เยี่ยนจิ่วเฉาเดินเข้ามาพร้อมกับเหยียดเท้าออกไป “เจ้าคิดว่ารองเท้าของคุณชายผู้นี้ดูดีหรือไม่?”
ชายตาบอดผงะไปครู่หนึ่ง แล้วทันใดนั้นก็พยักหน้าอย่างเหม่อลอย “ดูดีมาก ดูดียิ่งนัก!”
เยี่ยนจิ่วเฉาโยนทองคำลงในชามที่แตกแล้ว พลางขึ้นนั่งบนรถม้า “กระทั่งคนตาบอดก็ยังบอกว่าดูดี!”
อิ่งสือซันโอดครวญในใจ ‘ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ตาบอด!’
เหล่าเด็กน้อยก็ดีใจมากที่ได้รองเท้าคู่ใหม่จากอวี๋หวั่น ทว่าพวกเขาไม่สามารถออกจากบ้านได้ จึงได้เพียงแต่ใส่รองเท้าผ้าเล็กๆ สวย(อัปลักษณ์) สวย(อัปลักษณ์) แล้วเรียกทุกๆ คนในจวนให้มาดู
อวี๋เซ่าชิงยังคงไม่รู้ว่า ‘ของขวัญวันเกิดสุดประทับใจ’ ของเขา ได้ถูกสวมใส่อยู่บนเท้าของชายอื่นเสียแล้ว ยามนี้เขามีความสุขจนแทบลอย หั่นผักรัวๆ!
……………………………
หลังจากเยี่ยนไหวจิ่งออกจากท้องพระโรง เขาก็ไม่ได้กลับไปที่เรือนในทันที ทว่ากลับไปที่วัดต้าหลี่เพื่อสืบคดีของอวี๋เซ่าชิงต่อไป เนื่องจากแน่ใจแล้วว่าอวี๋หวั่นคือสตรีที่เขาตามหามานานสองปี คดีของอวี๋เซ่าชิงจึงต้องใช้เวลาคิดอยู่เป็นนาน
จวินฉางอันนั่งบนขอบหน้าต่างอย่างเบื่อหน่าย
ทันใดนั้น องครักษ์มืดคนหนึ่งก็เข้ามา พร้อมกับยื่นกระดาษข้อความให้เยี่ยนไหวจิ่ง
จวินฉางอันยืดคอชำเลืองมอง “ข่าวจากหมู่บ้านเหลียนฮวาสินะ…ท่านส่งคนไปสอดส่องเด็กผู้หญิงคนนั้นมาหรือ?”
เยี่ยนไหวจิ่งถือกระดาษข้อความเหนือตะเกียงน้ำมันเพื่อเผามัน และส่งสายตาเป็นนัยให้องครักษ์มืดถอยออกไป จากนั้นก็เอ่ยกับจวินฉางอัน “หาใช่สอดส่อง ทว่าดูความเคลื่อนไหวของนาง เพื่อให้ทราบว่าโจวไหวได้ติดต่อกับพ่อของนางหรือไม่?”
จวินฉางอันยักไหล่ราวกับว่าแล้วแต่ท่านจะกล่าว
เยี่ยนไหวจิ่งกระดิกนิ้ว “…เตรียมรถม้า ไปหมู่บ้านเหลียนฮวา”
“ไหนว่าหาใช่สอดส่อง” จวินฉางอันบ่นพึมพำ และกระโดดลงจากขอบหน้าต่างเพื่อสั่งให้คนเตรียมรถ
เยี่ยนไหวจิ่งรู้ว่าคำพูดของตนไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากโจวไหวได้ตัดสินใจที่จะหนีไปให้ไกล จึงไม่มีทางที่จะติดต่อกับอวี๋เซ่าชิงอย่างแน่นอน ทว่าเขาก็ใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้างเพื่อดูความเคลื่อนไหวของนางตลอดเวลา
หลังเตรียมรถม้าพร้อมแล้ว เยี่ยนไหวจิ่งกับจวินฉางอันก็มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเหลียนฮวา
ยามนี้หลังจากทานอาหารกลางวันแล้ว อาหารบนโต๊ะก็ถูกนำออกไปและแทนที่ด้วยน้ำชา ถั่วลิสงตุ๋นและน้ำตาลก้อน ในขณะที่ชาวบ้านนั่งคุยกัน ผู้จัดการชุยและนายท่านฉินเปิดโต๊ะเล่นใบไม้ในบ้าน
การละเล่นใบไม้มิใช่การเล่นกลที่แท้จริง เป็นเพียงไพ่ชนิดหนึ่ง ที่มีชุดไพ่ทั้งหมดสี่ชุด หนึ่งอีแปะ หนึ่งร้อย หมื่นพวงเงิน แสนพวงเงิน การเล่นนั้นค่อนข้างคล้ายกับไพ่นกกระจอกในปัจจุบัน ที่ต้าโจว ไพ่ใบไม้คือสิ่งที่คนในเมืองเล่น คนชนบทยุ่งอยู่กับงาน ไม่มีทั้งเวลาทั้งเงินที่จะไปเล่น
ฉินจื่อซวี่ยุ่งอยู่กับการกิน กินและกิน จึงไม่ได้เข้าร่วมกับผู้จัดการชุยและลุงของเขา อวี๋หวั่นคิดว่าหากมันเหมือนกับไพ่นกกระจอก เธอก็น่าจะเล่นได้ ทว่าเธอยังต้องเตรียมงานเลี้ยงตอนเย็น จึงไม่อาจร่วมเล่น
โชคดีที่ซวนจื่อเคยเล่นในค่ายทหารมาก่อน จึงลากอวี๋เฟิงมาเล่นไปด้วยพลางสอนไปด้วย ทำให้โต๊ะไพ่ใบไม้มีคนครบแล้ว