ตอนที่ 228
บทที่ 228 ฉันจะปกป้องเธอตลอดไป
October 28, 2026
เมื่อเจี่ยนอี๋นั่วคิดถึงเช่นนั้นเธอก็ส่ายหัวไปมา ก่อนจะพูดเสียงเข้มว่า : ช่างเถอะ ไม่ต้องคิดมากแล้ว คิดเรื่องคนเย็นชาอย่างเหลิ่งเซ่าถิงนั่นเยอะก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ฉันคิดเรื่องที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้าดีกว่า
เจี่ยนอี๋นั่วมองไปรอบๆ และรู้รู่ว่าตัวเองจะต้องตรวจดูรอบๆคฤหาสน์เสียก่อน เช็คดูว่ารอบๆคฤหาสน์มีตรงไหนที่ยังไม่ได้ปิดสนิทหรือเปล่า ก่อนจะย้ายน้ำบางสาวนขึ้นไปชั้นบนของบ้าน ถ้าหากน้ำประปาไม่ไหล อย่างน้อยก็ยังมีน้ำดื่ม จากนั้นเจี่ยนอี๋นั่วก็ไปเตรียมเทียน เพราะถ้าหากไฟดับอย่างน้อยก็ยังมีแสงเทียนที่ให้แสงสว่าง
เจี่ยนอี๋นั่นค่อยๆเดินหาของที่ต้องใช้และสามารถใช้ได้รอบๆคฤหาสน์ คฤหาสน์แห่งนี้ราวกับเขาวงกตขนาดใหญ่ จนเจี่ยนอี๋นั่วดูเหมือนแมลงวันเล็กๆที่กำลังรีบหาของที่จำเป็นต้องใช้
“เอ๊ะ ไฟฉายล่ะ? ไม่มีไฟฉายหรอ?” เจี่ยนอี๋นั่วที่หาไฟฉายยังไงก็หาไม่เจอเริ่มหัวร้อนจนขมวดคิ้วขึ้นเป็นปม
เจี่ยนอี๋นั่วคิดว่าทุกบ้านควรจะเตรียมไฟฉายเอาไว้เป็นของใช้ในยามจำเป็น แต่บ้านของเหลิ่งเซ่าถิงไม่ใช่บ้านทั่วไปน่ะสิ เจี่ยนอี๋นั่วเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน จึงยังไม่ได้ตรวจดูดีๆว่าที่เตรียมอะไรไว้บ้างหรือยังขาดอะไรไปบ้าง
“จะเอาไฟฉายหรอ?” จู่ๆเสียงแหบๆของเหลิ่งเซ่าถิงก็ถามขึ้นมา
เมื่อเจี่ยนอี๋นั่วได้ยินเสียงเธอก็รีบเงยหน้าขึ้นไปมองทางต้นเสียงทันที ก่อนจะเห็นเหลิ่งเซ่าถิงที่มองมาที่เธอจากชั้นสอง เจี่ยนอี๋นั่วขมวดคิ้วขึ้นทันที ก่อนจะรีบพูดขึ้นว่า : “คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ? คุณควรจะนอนอยู่บนห้องไม่ใช่หรอ? ลงมาทำอะไรตอนนี้คะ?
เหลิ่งเซ่าถิงไอสองสามครั้งก่อนจะยิ้มแล้วเดินลงบันไดมา พร้อมกับพูดด้วยเสียงเข้มของเขาว่า : “ฉันคิดถึงเธอไง”
ใบหน้าของเจี่ยนอี๋นั่วขึ้นสีแดงระเรื่อทันที ก่อนที่เธอจะขมวดคิ้วขึ้น : “คุณพูดบ้าอะไรคะเนี่ย? ฉันเคยบอกแล้วใช่มั้ยคะ ถ้าฉันไม่เต๊าะคุณก่อนคุณก็ถามเต๊าะฉันเด็ดขาด!”
เหลิ่งเซ่าถิงรีบพยักหน้าทันที ก่อนจะยิ้มแล้วพูดขึ้น : “อือ ฉันรู้ ฉันเลยไม่ได้เต๊าะเธอไง ฉันแค่คิดถึงเธอจริงๆ เธอบอกให้ฉันพูดความจริงไม่ใช่หรอ? เมื่อกี้ฉันก็แค่บอกความรู้สึกจริงๆข้างในของฉันกับเธอไง”
ฉันว่าพูดความจริงในที่นี้ไม่ได้หมายความแบบนี้นะ!
เจี่ยนอี๋นั่วอดไม่ได้ที่จะไม่จ้องมาที่เหลิ่งเซ่าถิง เมื่อเหลิ่งเซ่าถิงเห็นท่าทีเจี่ยนอี๋นั่วที่เริ่มโมโหเขาก็ยกยิ้มขึ้นมา เขายิ้มไปด้วยเดินลงมาชั้นแรกของบ้านไปด้วย
เจี่ยนอี๋นั่วพูดขึ้น : “คุณป่วยอยู่นะคะ ไม่ต้องลงมาแล้ว ฉันทำคนเดียวได้ค่ะ”
เจี่ยนอี๋นั่วเพิ่งพูดจบ ทันใดนั้นฝนของนอกหน้าต่างก็ตกลงมาอย่างหนัก ข้างนอกหน้าค่างเค็มไปลมที่พัดมาอย่างแรง ทั้งเสียงฟ้าร้อง เสียงฝนและเสียงลมที่น่ากลัวทำให้เจี่ยนอี๋นั่วรู้สึกกลัวเล็กน้อย ก่อนที่จะหายใจเร็วขึ้นด้วยความตกใจ ถึงแม้ว่าเจี่ยนอี๋นั่วจะเจอเรื่องอะไรมามากมาย แต่เธอไม่เคยเจอกับพายุใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ใจของเธอจึงกระวนกระวายอยู่ไม่น้อย แม้จะเจอคนไม่ดีเธอก็ยังมีวิธีที่จะรับมือ แต่กับพายุแรงแบบนี้คงไม่ง่ายที่จะร้องขอความเมตตาจากมัน
ในขณะนั้น ลมก็กระโชกแรงขึ้น มันพัดมากระทบหน้าต่างอย่างรุนแรงราวกับว่าจะพัดเอาหน้าต่างนี้เปิดออกให้ได้ยังไงอย่างงั้น
“ทำไมลมแรงขนาดนี้เนี่ย?” เจี่ยนอี๋นั่วยังพูดไม่จบเธอก็ถูกเหลิ่งเซ่าถิงกดลงไปกับพื้น
เจี่ยนอี๋นั่วล้มลงไปกับพื้น เธอรู้สึกราวกับว่าสายฝนกระทบมาบนใบหน้าและร่างกายของเธอ และเหลิ่งเซ่าถิงก็เอาตัวของเขามาทับเธอเอาไว้ ก่อนจะค่อยๆกระชับอ้อมแขนให้เธอเข้ามา
“คุณเหลิ่งเซ่าถิง......” เจี่ยนอี๋นั่วเงยหน้ามามองเหลิ่งเซ่าถิงที่ปกป้องเธออยู่ เธอยังพูดไม่จบก็ได้ยิน้สียงพายุพัดเข้ามาในห้องโถง เสียงของที่ถูกพัดกระจัดกระจายไปเป็นเสียงเดียวกัน”
ท่ามกลางลมที่กระโชกแรงนี้ เจี่ยนอี๋นั่วคว้าเอาแขนของเหลิ่งเซ่าถิงไว้ แล้วมองไปที่หน้าต่างที่มีรอยร้าว เธอเห็นถังเหล็กใบหนึ่งที่ถูดลมพัดให้มันกระทบกับหน้าต่างจนหน้าต่างแตกร้าว
เจี่ยนอี๋นั่วรีบพูดขึ้น : “เรารีบไปอุดหน้าต่างกันเถอะค่ะ”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เธอรีบขึ้นชั้นสองไปดูลูกเถอะ ตอนนี้ลูกคงตกใจกลัวกันหมดแล้ว” เหลิ่งเซ่าถิงพูดเสียงเข้ม
เจี่ยนอี๋นั่วรีบส่ายหน้าทันที : “ไม่ค่ะ ฉันทิ้งคุณไว้ตรงนี้คนเดียวไม่ได้ คุณป่วยอยู่นะคะ จะ.......”
เมื่อเหลิ่งเซ่าถิงได้ยินที่เจี่ยนอี๋นั่วพูดเขาก็ยกยิ้มขึ้นมา ก่อนจะเถียงหน้ามองเจี่ยนอี๋นั่วด้วยรอยยิ้ม : “ได้ยินเธอเป็นฉันนี่ดีจังนะ แต่เธอไม่ต้องกังวลหรอก ฉันไม่เป็นไร ถึงฉันจะป่วย แต่ฉันเป็นผู้ชายนะ เรื่องนี้ฉันควรเป็นคนจัดการ”
“แต่ว่า.......” เจี่ยนอี๋นั่วอยากพูดต่อ
แต่เหลิ่งเซ่าถิงก็รีบคว้ามือของเจี่ยนอี๋นั่วเอาไว้ก่อน แล้วเดินขึ้นชั้นสองไปอย่างรวดเร็ว เจี่ยนอี๋นั่วรู้สึกไม่ค่อยมันคงเนื่องจากมีลมกระหน่ำมาอย่างแรงในห้องโถง จึงต้องให้เหลิ่งเซ่าถิงช่วยเธอถึงเดินขึ้นไปได้ หลังจากที่เหลิ่งเซ่าถิงพาเธอขึ้นไปส่งชั้นสองแล้วเธอถึงยืนได้นิ่งมากขึ้น
เหลิ่งเซ่าถิงพูดกับเธอด้วยรอยยิ้ม : “เธอรีบกลับห้องไปเถอะ ฉันเหลิ่งเซ่าถิงนะ อีกอย่างเวลาอย่างนี้ฉันต้องเรียกคนให้มาช่วยแน่นอนอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ? เธอวางใจเถอะ ฉันจัดการได้”
เมื่อเจี่ยนอี๋นั่วได้ยินเหลิ่งเซ่าถิงยืนยัที่จะไป และจะเรียกให้คนมาช่วย เจี่ยนอี๋นั่วก็โล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย : “ถ้ามีคนมาช่วยก็ดีแล้วค่ะ คุณไม่ต้องโหมนะคะ”
เหลิ่งเซ่าถิงพูดด้วยรอยยิ้ม : “ฉันรู้ เธอรีบไปเถอะ ฉันได้ยินเสียงซวงซวงร้องไห้แล้ว เธอขี้อายแล้วก็ขี้กลัว ชอบตัวติดกับเธอด้วย ถ้าเธอไม่ไปอยู่กับลูก ลูกร้องไห้หนักแน่”
เจี่ยนอี๋นั่วมองใบหน้าของเหลิ่งเซ่าถิงที่ซีดเซียว แต่ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มอ่อนๆไว้อยู่ เธอก็วางใจ ถึงแม้ว่าตอนนี้เหลิ่งเซ่าถิงจะดูอ่อนแอ แต่เมื่อเจี่ยนอี๋นั่วได้เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเหลิ่งเซ่าถิง เธอก็อุ่นใจขึ้นมา
เจี่ยนอี๋นั่วเดินเข้าไปหาเหลิ่งเซ่าถิงก่อนที่จะกอดเขาเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า : “งั้นฉันไปก่อนนะคะ คุณต้องปลอดภัยนะ”
เมื่อเห็นว่าเหลิ่งเซ่าถิงพยักหน้า เจี่ยนอี๋นั่วถึงได้หันหลังแล้ววิ่งกลับห้องที่ลั่วหยางและเจี่ยนซวงพักอยู่
เจี่ยนซวงร้องไห้โฮอยู่บนเตียง ลั่วหยางเองสงบมาก เขานั่งอยู่ข้างๆน้องแล้วก็ปลอบน้องว่า : “ไม่เป็นไรนะ ลมนี้ยังไม่ถือว่าแรงมาก ไม่พัดบ้านเราปลิวไปหรอก พี่เคยเจอพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ๆที่พัดบ้านปลิวมาแล้ว คนถูกพัดไปกองกัน ถูกพัดไปตั้งหลายไมล์กว่าจะหาตัวเจอ ตอนนั้นนะคนตายเยอะมาก เธอต้องจำที่อยู่บ้านเรานะ แล้วเธอถูกพัดไปถ้าจำที่อยู่ได้เขาจะได้หาตัวได้ไวๆ แต่ว่ามีโอกาสรอดไม่มาก......”