ตอนที่ 146
บทที่ 146 กรีดเลือดสาบาน
October 28, 2026
แคว้นหนิง
ยามซวี(19.00-20.59) ตอนนี้บุรุษทั้งหกคนคือจ้าวไท่เหว่ย องค์รัชทายาทหนิงหยางหลง องค์ชายหนิงหยางปิง หมิงเย่วเทียน หมิงเย่วฉีและเหอจิ้นฝาน กำลังรวมตัวกันอยู่ที่หอขายข่าวซึ่งเป็นสถานที่คุยงานลับสุดยอด ทุกคนต่างแสดงสีหน้าเคร่งเครียดเมื่อได้รับรู้ข่าวที่เพิ่งส่งมาจากแคว้นหาน การข่าวกรองของที่นี่นับว่ารวดเร็วและแม่นยำที่สุด ข่าวที่ได้รับนับว่าไม่เกินจากความจริงอย่างแน่นอน
“ข้าจะเดินทางไปยังแคว้นหานประเดี๋ยวนี้” จ้าวไท่เหว่ยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพร้อมลุกพรวดขึ้นยืนอย่างองอาจ
“ข้าไปด้วย...” เย่วฉีเอ่ยพร้อมกับลุกขึ้นยืน เขาเป็นห่วงน้องสาวอันเป็นดั่งดวงใจจะให้อยู่เฉย ๆ เขาคงอกแตกตายเป็นแน่
“ใจเย็น ๆ ก่อนข้ารู้ว่าเจ้าทั้งสองคนเป็นห่วงท่านอาเสวี่ยถัง ซินเอ๋อร์และอิงเอ๋อร์แต่การที่พวกเจ้าใจร้อนมันอาจจะยิ่งทำให้ทุกอย่างแย่ลงก็เป็นได้” เย่วเทียนเอ่ยบอกทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงสงบสุขุม แต่ใครจะไปรู้ว่าภายในจิตใจของเขานั้นมันเหมือนกับพายุอันบ้าคลั่งที่พร้อมทำลายล้างทุกสิ่งให้พังพินาศลง เขานั้นเป็นห่วงทั้งสามคนมากแต่หากเอาความเกรี้ยวกราดมาตัดสินปัญหาเขาเกรงว่าจะยิ่งนำพาความเดือดร้อนยุ่งยากเข้าไปอีก
“จะให้นั่งรออยู่เฉย ๆ ข้าทำไม่ได้หรอก” จ้าวไท่เหว่ยยังไม่ยอมลงด้วยใจที่ร้อนลุ่มยากจะดับให้เย็นลง
“เอาเช่นนี้เราแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเดินทางไปเยือนแคว้นหานเพื่อต่อรองให้คนพวกนั้นปล่อยทั้งสามคนออกมา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคอยสืบหาและช่วยเหลือทั้งสามคนออกมาเมื่อโอกาสดีหรือไม่” หยางหลงเอ่ยเสนอความคิดเห็น เขาเองก็ยากจะทำใจให้เย็นลงได้ด้วยเป็นห่วงคนรักไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง
“ข้าเองก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน” เย่วเทียนเอ่ย
“ดี เช่นนั้นข้าจะช่วยเหลือทั้งสามคนอย่างลับ ๆ เพราะข้าเองก็เคยเข้าไปยังคุกใต้ดินที่พวกมันใช้กักขังทั้งสามคนนั้นมาแล้ว จะเสี่ยงเข้าไปอีกสักครั้งจะเป็นไรไป” จ้าวไท่เหว่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ตนยังมีแผนที่คุกใต้ดินที่ใช้กักขังทั้งสามคนเอาไว้ เกาซูหลางมอบเอาไว้ให้เขาเมื่อคราที่เข้าไปช่วยท่านอาเสวี่ยถัง
“ข้าไม่อยากจะขัดขวางเจ้าหรอกนะ แต่หากว่าเจ้าไม่ปรากฎตัวเกรงว่าศัตรูจะไหวตัวทัน” เย่วเทียนเอ่ยบอกประมุขจ้าว
“จริงอย่างที่เย่วเทียนเอ่ย หากท่านประมุขหลบตัวไปช่วยเหลือทั้งสามคนเกรงว่าจะเป็นที่สงสัยอย่างแน่นอน” จิ้นฝานเอ่ยขึ้นเขาเห็นด้วยกับความคิดเห็นของสหาย
“ถ้าอย่างนั้นให้ข้าและหยางปิงทำหน้าที่อยู่ด้านหลังเองเถิด คนพวกนั้นย่อมไม่สงสัยอย่างแน่นอน” เย่วฉีเอ่ยเสนอความคิดเห็นของตนเอง
“ใช่ ให้ข้าและเย่วฉีทำหน้าที่นี้เถิดข้าจะทำให้ดีที่สุดพวกท่านไว้ใจได้” หยางปิงเอ่ยเห็นด้วยและรับทำหน้าที่นี้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
“แต่เจ้าเป็นถึงองค์ชายแห่งแคว้นหากเกิดได้รับอันตรายขึ้นมาเกรงว่าหัวบนบ่าของข้าจะไม่พอสำหรับการรับโทษ” จ้าวไท่เหว่ยยังมีข้องกังขาสำหรับการช่วยเหลือคนรักและครอบครัวของนางในครั้งนี้
การเผชิญหน้ากันในครั้งนี้นับว่าเป็นการเปิดศึกอย่างเป็นทางการก็ว่าได้ เพราะตอนนี้พรรคเล็กพรรคใหญ่ในยุทธภพต่างก็ถูกพรรคอสรพิษเล่นงานเสียจนต้องยอมสิโรราบให้แก่พวกมัน โดยพรรคอสรพิษจับตัวผู้นำของแต่ละพรรคเอาไว้เป็นตัวประกัน เพื่อต่อรองให้ลูกพรรคและคนอื่น ๆ ยอมก้มหัวและรับคำสั่งจากพวกมันอย่างไม่อาจคิดต่อรองได้
นับว่าพรรคอสรพิษนั้นมันมีทั้งกลุ่มคนคลั่งที่ยังเหลืออยู่อีกมากมายและกลุ่มพรรคเล็กพรรคใหญ่ที่อยู่ในกำมือของพวกมันอีก นับว่างานนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะล้มพรรคอสรพิษและแคว้นหานให้ราบคาบได้ การศึกครั้งนี้นับว่ารุนแรงกว่าครั้งไหน ๆ ที่เขาเคยเจอมาก็ว่าได้
“ข้าเดินทางท่องเที่ยวมาทั่วยุทธภพเผชิญกับอันตรายมามากมายย่อมไม่เกรงกลัวเรื่องอันตราย และข้าก็พอมีฝีมือไม่ด้อยไปกว่าผู้ใด เรื่องฐานันดรของข้านั้นท่านอย่าได้กังวลบิดามารดาของข้านั้นย่อมภูมิใจที่มีบุตรไม่ขลาดเขลา และพวกท่านก็คงสนับสนุนอย่างถึงที่สุด” หยางปิงเอ่ยด้วยสีหน้าและน้ำเสียงจริงจังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บุคคลภายนอกล้วนแต่คิดว่าเขาเป็นองค์ชายเจ้าสำราญ แต่แท้จริงแล้วเขาหาข่าวอย่างลับ ๆ นั่นเอง
“จริงอย่างที่น้องชายของข้าเอ่ย ประมุขจ้าวท่านอย่าได้กังวล พวกเรามาร่วมมือกันช่วยเหลือคนที่เรารักและคนที่เดือดร้อนเพราะคนชั่วพวกนี้กันเถิด” หยางหลงเอ่ยเห็นด้วยกับคำกล่าวของน้องชาย พวกเขาเป็นถึงเชื้อพระวงศ์ก็จริง แต่หน้าที่ของพวกเขานั้นย่อมต้องทำให้บ้านเมืองสงบสุขไม่ใช่เอาแต่สบายกินภาษีของประชานชนอยู่ภายในรั้ววังหลวง
“ใช่แล้ว พวกเราทั้งห้าคนกรีดเลือดสาบานเป็นพี่น้องมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้านยศฐาบรรดาศักดิ์ต่าง ๆ พวกเราต่างกองเอาไว้ด้านหลัง” จิ้นฝานเอ่ยบอกผู้นำพรรคผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่ค่อยคบหาผู้ใด เขาคิดระแวงมันก็เป็นเรื่องปกตินั้นถูกต้องแล้ว
จ้าวไท่เหว่ยเมื่อได้ยินคำเอื้อนเอ่ยถึงความสัมพันธ์อันหนักแน่นของคนต่างฐานะก็พลันให้รู้สึกว่าตัวของตนนั้นช่างอ้างว้างโดดเดี่ยว เพื่อนฝูงนั้นไม่ต้องพูดถึงเขาไม่เคยมี ชีวิตที่ผ่านมานั้นมีแต่คำว่าตนเองและงานเพียงเท่านั้น
การที่ได้มาพบเจอกับคนกลุ่มนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดีและเขาก็ได้รู้จักกับคำว่ามิตรสหายที่รักกันอย่างแท้จริงนับว่าเกิดมาชาตินี้เขาไม่เสียชาติเกิดแล้ว จ้าวไท่เหว่ยหยิบกระบี่ของตนออกมาแล้วกรีดลงบนฝ่ามือของตนเอง