ตอนที่ 157
บทที่ 157 การเปลี่ยนแปลงหลังผ่านเหตุการณ์
October 28, 2026
หลังจากจบพิธีการต่าง ๆ แล้วงานเลี้ยงอันครื้นเครงก็เริ่มขึ้นการแสดงร่ายรำด้วยท่วงท่างดงาม ดนตรีอันแสนไพเราะและยังอาหารแปลกตาอีกมากมาย หลายคนรับรู้ดีว่าองค์หญิงเย่วซินเป็นเจ้าของเหลาอาหารอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหนิง อาหารที่นั่นล้วนแต่แปลกตาซ้ำยังอร่อยจนเลื่องลือ
บางคนเพียงแค่รับรู้แต่ไม่ยังไม่เคยลองลิ้มชิมรสสักครานับว่างานนี้ช่างเป็นบุญวาสนายิ่งนัก หลายคนล้วนสนใจกับอาหารที่แสนอร่อยและยิ่งมีดนตรีและนางร่ำออกมาร่ายรำงดงามยิ่งทำให้เจริญอาหารไม่น้อย...
หลังจากจบงานเลี้ยงต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกลับบ้านเมือง ซูหลวนซานก่อนเดินทางกลับแคว้นฉินเขาได้เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์อีกครั้ง และยังได้ของกำนัลติดมือมาอีกไม่น้อยของพวกนั้นล้วนแต่เป็นของฝากไปยังบุตรชายตัวน้อยของเขาและภรรยารองเสียส่วนมาก แต่อีกส่วนหนึ่งก็ยังมีไปถึงภรรยาเอกของเขาด้วยเช่นกัน หากนางรู้ว่าเด็กหญิงที่นางจงเกลียดจงชังนั้นเป็นถึงองค์หญิงของแคว้นหานนางจะแสดงสีหน้าเช่นไรกัน เขาเองก็อยากรู้ยิ่งนัก...
ถึงแม้ตอนนี้ภรรยาเอกของเขาจะสงบเสงี่ยมลงไปมากโขแล้วก็ตาม เนื่องด้วยอาการของบุตรสาวซูเจียวเหมยที่เป็นโรคผิวหนังจนไม่อาจออกเรือนแต่งให้กับบุรุษผู้ใดได้ สภาพจิตใจของนางย่ำแย่อารมณ์ก็ยังไม่คงที่ บางครั้งนางก็อาละวาดจนผู้เป็นแม่ถึงกับต้องมานั่งร้องห่มร้องไห้ ตัวของเขาเองถึงจะมีเรือนแยกห่างออกไปแต่ก็ยังคงแวะเวียนไปหาอยู่บ่อยครั้งไม่ได้ทอดทิ้งแต่อย่างใด เมื่อเห็นว่านางเศร้าหมองเขาก็ได้แต่ปลอบใจพร้อมทั้งชี้แนะ แต่ว่านางจะปฏิบัติตามหรือไม่นั้นอีกเรื่องหนึ่ง
ส่วนบุตรชายคนโตก็มีพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้นหลังจากถูกส่งตัวไปฝึกยังกองทหารใหม่ ได้เรียนรู้หลาย ๆ อย่างในที่แห่งนั้น จึงทำให้เขารู้ว่าแท้จริงแล้วเนื้อแท้ของบุตรชายผู้นี้ก็ไม่แย่นัก แต่เป็นการเลี้ยงดูที่ผิด ๆ เสียมากกว่า ตอนนี้บุตรชายพักอยู่ที่ค่ายทหารแทบจะไม่ได้กลับจวนเลยนับตั้งแต่เข้ามาประจำการที่ค่ายทหาร
หลังจากร่ำลากันเสร็จเรียบร้อยภายในวังหลวงก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ตอนนี้ยังเหลือท่านปู่ฮุ่ยฉินและองค์ชายใญ่ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งหมาด ๆ ยังรั้งรออยู่ที่แคว้นหนิง ส่วนคนอื่นต้องลากลับบ้านเมืองไปก่อนไม่เว้นแม้แต่องค์รัชทายาทหยางหลงและองค์ชายหยางปิง
ส่วนครอบครัวของประมุขจ้าวไท่เหว่ยก็มีจ้าวไท่เฟยและผู้เป็นยายยังคงอยู่เฝ้ารอดูอาการ ส่วนคนอื่น ๆ ต้องกลับไปสะสางงานที่พรรคอินทรีย์และหุบเขาร้อยเล่ห์ เพราะตอนนี้คนที่ทำหน้าที่สะสางยังคงไม่ยอมตื่นขึ้นมา
อีกด้านหนึ่งของวังหลวงแคว้นหานสถานที่ที่ทุกคนต่างคุ้นเคยเพราะเคยเหยียบย่างเข้ามาแล้วนั่นก็คือคุกใต้ดินนั่นเอง เจิ้งจื่อยิ่นที่ตอนนี้มีสภาพไม่น่ามองนักแม้ในใจนึกอยากจะปลิดชีพตนเองเสียให้รู้แล้วรู้รอดไปแต่ก็มิอาจกระทำได้ เนื่องจากตอนนี้แขนขาของตนบิดเบี้ยวผิดรูปไปหมดไม่เพียงเท่านั้นลิ้นของตนก็ยังถูกตัดขาดจนไม่สามารถพูดเอ่ยสิ่งใดออกมาได้
เจิ้งจื่อยิ่นไม่คิดว่าชีวิตจะตกต่ำถึงเพียงนี้แม้ไม่ได้ถูกจับมัดแต่ก็มิอาจขยับเขยื้อนกายไปไหนได้ แต่สิ่งที่ทรมานจิตใจของตนมากที่สุดนั่นก็คือภาพเบื้องหน้านี้ต่างหาก บุตรสาวและหลานสาวของตนที่ยามนี้ถูกคุมขังไว้ที่เดียวกัน ร่างบางทั้งสองดีดดิ้นกรีดร้องปานแทบขาดใจ ทั้งสองคนกรีดร้องดิ้นทุรนทุลายอยู่เช่นนั้นราว ๆ หนึ่งชั่วยามจากนั้นความเจ็บปวดก็ทุเลาลงเป็นเหตุให้ทั้งสองไม่ถึงกับขาดใจเพราะความเจ็บปวด ทั้งสองได้คลายความเจ็บปวดอยู่ราว ๆ หนึ่งชั่วยามความเจ็บปวดเจียนตายนั้นมันก็เริ่มทำงานอีกครั้ง...ครั้งแล้ว...ครั้งเล่า
ทั้งสองสตรีต่างมีความคิดที่อยากตายวันละหลายรอบแต่ไม่สามารถทำได้ แม้จะเจ็บปวดปานแทบขาดใจแต่ความแค้นนั้นย่อมกว่า พวกนางสัญญากับตัวเองในใจว่าจะจองล้างจองผลาญคนที่ทำร้ายพวกนางทุกชาติไป
ตอนนี้พรรคอสรพิษได้แปรเปลี่ยนเป็นพรรคปราบพิษ ความหมายตรงตามชื่อนั่นคือสามารถกำจัดพิษหรือถอนพิษนั่นเอง ผู้นำพรรคก็หาใช่คนอื่นไกลคือเจิ้งอู่เสียงหลานชายของเจิ้งจื่อยิ่นที่หลุดรอดจากปรโลกมาได้อย่างฉิวเฉียด
เจิ้งจื่อยิ่นอาศัยความใกล้ชิดสังเกตการณ์มานานย่อมรู้ว่าฐานลับของผู้เป็นลุงนั้นซ่อนอยู่ที่ใดและสามารถเข้าไปได้อย่างไร ช่วงนั้นยอมรับว่าตนเองร่างกายอ่อนแรงเต็มทนแต่เขาก็กัดฟันทนนึกถึงใบหน้าของบิดามารดาอย่างไรเขาก็ต้องแก้แค้นให้จงได้
ระหว่างที่ทุกคนกำลังชุลมุนอยู่เขาจึงได้โอกาสเข้าไปยังฐานลับเพื่อช่วยเหลืออดีตองค์รัชทายาทหานเสวี่ยถังที่ถูกคุมขังอยู่ในฐานลับ หลังช่วยออกมาได้ร่างกายของเขาก็แทบจะพยุงอีกฝ่ายออกมาไม่ไหว ทั้งล้มทั้งลุกอยู่หลายครั้งแต่แล้วสวรรค์ก็ย่อมเข้าข้างคนดี คนดีที่หมายถึงนั้นไม่ใช่ตนอย่างแน่นอนเพราะที่ผ่านมาเขากระทำความชั่วมามากมาย ถึงแม้ว่าจะได้ตั้งใจก็ตาม คนดีที่หมายถึงก็คือคนที่เขาช่วยเหลือออกมาจากที่คุมขังต่างหาก
เมื่อคนชั่วถูกจัดการเรียบร้อยแต่สถานการณ์กลับเลวร้ายเมื่อคุณชายเย่วเทียนถูกพิษสลายร่างและดูเหมือนยาถอนพิษจะมาช้าเกินไปจนทำให้ร่างของคุณชายเย่วเทียนสลายหายไปในอากาศด้วยเปลวเพลิงไฟสีมรกตของสัตว์อสูรและร่างของอสูรตัวนั้นก็ยังหายลับไปพร้อมเปลวเพลิงนั้น ไม่เพียงเท่านั้นประมุขจ้าวไท่เหว่ยยังหมดสติไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ยาถอนพิษที่คราแรกจะถูกนำมาช่วยคุณชายเย่วเทียนกลับถูกส่งมาให้ตนแทนด้วยมือเรียวของสตรีที่มีแววตาสดใสซุกซนอยู่เสมอ แต่ยามนั้นแววตาของนางเศร้าหมองยิ่งจนทำให้คนมองช่างปวดใจไม่น้อย ถึงแม้ว่านางจะทุกข์ใจเพียงไรแต่นางก็ยังไม่ลืมคนที่ใกล้ตายอย่างตน
เห็นท่าทีลังเลไม่กล้าหยิบโอสถถอนพิษล้ำค่าเม็ดนั้น มือเรียวไม่รั้งรอจับปากของเขาแล้วออกแรงบีบจนอ้าออกจากนั้นก็ยัดโอสถเข้าปากทันที หลังจากนั้นทุกอย่างเรียบร้อยไม่เพียงทุกคนไม่กล่าวโทษยังมีมิตรไมตรีตอบกลับมาให้ทำให้เขาซึ้งใจไม่น้อย