ตอนที่ 159
บทที่ 159 มิติจิตของอาเฟย
October 28, 2026
ณ อีกห้วงแห่งหนึ่งทั่วทั้งพื้นที่ต่างถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอกสีขาวที่แผ่กระจายอย่างหนาแน่น บุรุษผู้หนึ่งก้าวเยื้อย่างไปด้านหน้าอย่างไร้จุดหมาย นานเท่าไรแล้วไม่อาจคาดเดาได้ที่เขาเดินอยู่ในพื้นที่สีขาวอันกว้างไกลแห่งนี้
จ้าวไท่เหว่ยแม้รู้สึกว่าตนเองเดินวนอยู่ในที่แห่งนี้มาเนิ่นนานแต่กระนั้นเขาก็ไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย ตราบใดที่เขายังมีแรงเดินเขาจะต้องออกไปจากที่แห่งนี้ให้ได้
“ท่านพ่อไท่เหว่ย...” เสียงเล็กดังแว่วเข้ามายังโสตประสาทของไท่เหว่ยเขาพลันชะงักเท้า เสียงนี้เขาจดจำได้อย่างแม่นยำเป็นเสียงของอาเฟย
“อาเฟย...เจ้าอยู่ที่ใด” ไท่เหว่ยเอ่ยถามพลางมองไปโดยรอบร่างกายของตน เขาพยายามหยุดนิ่งเพื่อฟังเสียงของอาเฟยว่าดังมาจากทิศทางใด
“ท่านพ่อข้าอยู่ทางนี้” เสียงของอาเฟยแม้จะแผ่วเบาแต่ก็ยังพอที่จะจับทิศทางได้ ไท่เหว่ยรีบก้าวเท้าไปยังทิศทางนั้น ปากก็ยังร้องเรียกอาเฟยไม่หยุด
ต้องบอกกว่าทุกย่างก้าวของไท่เหว่ยนั้นย่อมยากลำบากไม่น้อย เขาเหมือนคนที่ดวงตาพล่ามัวที่ไม่อาจมองเห็นสิ่งใด ๆ รอบข้างได้แม้กระทั่งทุกการเหยียบย่างบนพื้นก็ต้องเสี่ยงวัดดวงโชคดีที่บนพื้นนั้นไม่มีหลุมหรือสิ่งกีดขวางใด ๆ ไม่เช่นนั้นเขาคงเจ็บตัวไม่น้อยแล้ว
เดินมาได้เพียงชั่วครู่บรรยากาศโดยรอบก็พลันเปลี่ยนแปลงไป ม่านหมอกสีขาวที่เคยหนาแน่นกลับค่อย ๆ เลือนรางจางหายไป จากที่เคยเห็นเพียงสีขาวตอนนี้กลับมีสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าปรากฏขึ้นมา ไท่เหว่ยรู้สึกยินดีอย่างมาก
ไท่เหว่ยยังไม่หยุดเดินเขายังก้าวเท้าอย่างมั่นคงเดินมุ่งไปยังใต้ต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มใบเขียวแลดูสงบและร่มรื่น ภายใต้ต้นไม้ใหญ่นั้นพลันปรากฏเตียงไม้ขนาดใหญ่ข้างเตียงไม้นั้นมีร่างเงาอันคุ้นเคยยืนอยู่ด้านข้าง
“อาเฟย...” เสียงของไท่เหว่ยที่เอ่ยออกไปเต็มไปด้วยความยินดีและอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาเข้าไปกอดร่างเล็กน่ารักคล้ายแมวน้อยด้วยความคิดถึง
“ท่านพ่อข้ารอท่านอยู่นานแล้ว” อาเฟยเอ่ยบอก
ไท่เหว่ยละสายตาจากร่างเล็กพลันแลไปยังรอบข้างเมื่อเห็นว่ายังมีร่างของงบุรุษอีกผู้หนึ่งนอนไร้สติอยู่ก็พลันให้ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เขาจำได้ว่าทั้งสองร่างถูกไฟของอาเฟยเผาร่างไม่เหลือแม้แต่กองขี้เถ้า
อาเฟยไม่รอให้บิดาสงสัยนานจึงเอ่ยปากเล่า “ท่านพ่อข้าเสียสละแก่นวิญญาณของข้าเพื่อนำพาดวงวิญญาณของท่านพ่อเย่วเทียนมายังที่นี่”
“แล้วที่นี่ที่ไหนหรือ?”
“ที่นี่คือมิติจิตเป็นข้าที่สร้างมันขึ้นมา ท่านพ่อทั้งสองทำพันธสัญญาร่วมกันจึงง่ายที่จะจัดการเรื่องนี้ แต่...”
“แต่อะไรหรือ?”
“แต่ร่างของท่านพ่อเย่วเทียนย่อยสลายไปแล้วข้าไม่สามารถสร้างร่างกายของเขาขึ้นมาใหม่ได้” อาเฟยเอ่ยเสียงเบา
“เจ้าต้องการบอกกล่าวสิ่งใดบอกข้ามาเถิดหากช่วยเย่วเทียนได้ข้าก็ยินดี” ไท่เหว่ยเอ่ยบอกถึงแม้ว่าตนและเย่วเทียนจะมีกระทบกระทั่งกันบ้างแต่ในส่วนลึกแล้วกลับมีบางอย่างที่คล้ายคลึงมากจนยากที่จะยอมรับเสียมากกว่า
“เพียงแค่ท่านพ่อไท่เหว่ยยอมรับในสิ่งที่ข้าจะทำให้ต่อไปนี้ ท่านพ่อเย่วเทียนก็จะสามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งในร่างของท่านพ่อไท่เหว่ย แต่ท่านพ่อเย่วเทียนจะตื่นขึ้นมาในทุก ๆ เจ็ดวัน ในช่วงนั้นท่านพ่อไท่เหว่ยจะต้องมานอนพักแทนท่านพ่อเย่วเทียนในที่แห่งนี้”
ไท่เหว่ยคิดทบทวนในสิ่งที่อาเฟยเอ่ย จะกล่าวให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือเขาและเย่วเทียนจะต้องใช้ร่างกายร่วมกันสลับกันออกมาในทุก ๆ เจ็ดวัน ไท่เหว่ยหวนคิดถึงใบหน้าอันเศร้าโศกเสียใจของเย่วซินยามที่เย่วเทียนกำลังจะจากไปภาพนั้นตัวเขาเองเจ็บปวดไม่น้อยเช่นกัน เขาอยากเห็นรอยยิ้มของนางมากกว่าใบหน้าอันโศกเศร้าเช่นนั้น หากเย่วเทียนสามารถคืนชีพได้อีกครั้งนางคงจะยิ้มและดีใจอย่างแน่นอน เมื่อตัดสินใจได้ไท่เหว่ยจึงเอ่ยออกไปอย่างไม่ลังเล
“ข้ายินดีให้เย่วเทียนใช้ร่างกายของข้าเพื่อมีชีวิตอีกครั้ง”
“ดีขอรับท่านพ่อเช่นนั้นข้าจะรีบทำขั้นตอนสุดท้ายประเดี๋ยวนี้เลย” อาเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจ จากนั้นก็รีบจัดแจงให้อีกฝ่ายเข้ามานั่งบนเตียงใกล้ ๆ กับร่างที่นอนนิ่งอยู่บนนั้น
“เดี๋ยวนะอาเฟยหากทุกอย่างสำเร็จแล้ว เจ้าจะกลับไปได้อีกหรือไม่” ไท่เหว่ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย