ตอนที่ 160
บทที่ 160 หนึ่งร่างสองวิญญาณ
October 28, 2026
เย่วซินนั่งมองร่างสูงใหญ่ที่นอนนิ่งอยู่เตียงอย่างตั้งตารอคอย คืนนี้เป็นคืนที่เก้าแล้วหากเขาจะฟื้นก็ต้องฟื้นขึ้นมาในคืนนี้อย่างแน่นอน ตนจึงไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ดวงตากลมโตคลายมีดวงดารานับพันเปล่งประกายอยู่ในแววตา ขนตางามงอนเป็นแพรคล้ายปีกผีเสื้อยามขยับโบยบิน กำลังจ้องมองบุรุษตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายเมื่อเห็นว่าคิ้วของอีกฝ่ายขยับเล็กน้อย
เย่วซินขยี้ตาเบา ๆ คล้ายกำลังจะพยายามทำให้ดวงตาของตนกระจ่างขึ้นเพราะเกรงว่าเมื่อครู่นี้ตนเห็นจะเป็นเพียงแค่สายตาฝ้าฟาง แต่เย่วซินก็ต้องยิ้มกว้างออกมาเมื่อเห็นคิ้วหนาขมวดมุ่นคล้ายผูกเป็นปม ไม่ผิดแน่เขากำลังจะฟื้นขึ้นมาแล้ว...
“พี่ไท่เหว่ย...พี่ไท่เหว่ย...ท่านได้ยินข้าหรือไม่เจ้าคะ” เย่วซินไม่เรียกเปล่ายังส่งมือเรียวเล็กของตนตบลงที่แก้มของอีกฝ่ายเพื่อเรียกสติให้ฟื้นขึ้นมาโดยเร็ว เพราะตนเห็นว่าเขาขมวดคิ้วมุ่นคล้ายกำลังอยู่ในห้วงของความฝันจึงคิดจะช่วยให้เขาได้สติ
“โอ๊ย...” ไท่เหว่ยร้องออกมาเสียงดังอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนเพราะว่ารู้สึกเจ็บที่ใบหน้าของตนอย่างรุนแรง มือใหญ่จับกุมมือที่ทำร้ายใบหน้าของตนแน่นอย่างโกรธเคือง
“พี่ไท่เหว่ยท่านฟื้นแล้ว ข้าดีใจที่สุดเลยเจ้าคะฮือ ๆ ๆ” เย่วซินไม่เอ่ยเปล่ายังโถมร่างเล็กของตนเข้าหาร่างสูงที่ยังนอนอยู่บนเตียง แขนอีกข้างที่ยังว่างก็โอบกอดร่างใหญ่อย่างดีใจ
ไท่เหว่ยที่เพิ่งฟื้นยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน เพียงแต่ได้ยินเสียงหวานละกลิ่นกายที่หอมอ่อน ๆ ของดอกไม้ที่เขาเองชื่นชอบก็จดจำได้แม่นยำว่าเป็นผู้ใดที่โถมกายมาทับตนเช่นนี้
รอยยิ้มอ่อนโยนประดับอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลา แม้ยามนี้จะดูซีดเซียวไปบ้างแต่ก็ไม่อาจบดบังรัศมีนี้ไปได้แม้แต่น้อย วงแขนแกร่งโอบร่างเล็กขยับออกแรงอีกเพียงนิดร่างเล็กก็ลงมานอนนิ่งบนร่างของเขาทั้งตัว สองร่างแนบชิดสนิทกันจนไม่มีช่องให้ลมพัดผ่านไปได้ มือหนาตบลงบนหลังเล็กเบา ๆ เพื่อเป็นการปลอบใจเพราะรับรู้ถึงอาการสั่นสะอื้นจากการร้องไห้
“ซินเอ๋อร์คนดีพี่กลับมาหาเจ้าแล้ว” น้ำเสียงอ่อนโยนติดแหบแห้งเล็กน้อยเอ่ยกระซิบข้างใบหูเขาเลื่อนจมูกลงมาที่ซอกคอขาวสูดกลิ่นกายหอมอันเป็นเอกลักษณ์ เขาชื่นชอบมันทำให้เขารู้สึกสดชื่นและจิตใจสงบทุกครั้งที่ได้สูดกลิ่นนี้
เย่วซินยามนี้ใบหน้าของตนเต็มไปด้วยคราบน้ำตาแห่งความยินดี ตื้นตันและหลากหลายความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจ ใบหน้างามเงยขึ้นเพื่อมองบุรุษใต้ร่างให้ชัดเจนยิ่งยิ่งขึ้น
“ข้ากลัวไปหมดกลัวว่าท่านจะไม่กลับมาหาข้า พี่เย่วเทียนก็จากข้าไปแล้ว...”
ไท่เหว่ยเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ลมหายใจสะดุด แม้ว่าเขาจะทำใจยอมรับในตัวของเย่วเทียนได้แล้ว แต่เมื่อเห็นใบหน้างามเอ่ยถึงชายอื่นเขาก็เกิดอาหารหึงหวงขึ้นมาเล็กน้อย เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเมื่อนึกขึ้นได้ว่าอย่างไรเสียเย่วเทียนก็ไม่ได้ใช้ร่างเดิมอีกต่อไปอย่างไรภายนอกนั้นก็ยังเป็นร่างของตนอยู่ดี อาการหึงหวงเล็กน้อยของตนจึงอันตธานหายอย่างรวดเร็ว
ไท่เหว่ยกระชับวงแขนแกร่งแน่นขึ้นจึงตัดสินใจเล่าเรื่องตนกับเย่วเทียนให้นางฟัง อย่างไรเสียเขาก็ต้องเล่าให้นางฟังอยู่ดีเพราะอีกเจ็ดวันเย่วเทียนก็จะปรากฏกายขึ้นมาในร่างนี้ทุกคนจะได้ไม่ต้องตกใจกันมากนัก
“ซินเอ๋อร์เจ้าตั้งใจฟังให้ดี คุณชายเย่วเทียนยังไม่ได้หายไปไหนเขาคงมีชีวิตอยู่ อาเฟยสร้างมิติจิตขึ้นมาในตัวของพี่จากนั้นก็นำดวงจิตของคุณชายเย่วเทียนมาในไว้ในมิติจิต เขาจะตื่นขึ้นมาในอีกเจ็ดวันข้างหน้าในร่างของพี่ ส่วนตัวพี่นั้นจะเข้าไปอยู่ในมิติจิตแทนเขา เราจะสลับกันออกมาในทุก ๆ เจ็ดวัน” ไท่เหว่ยเอ่ยอธิบายอย่างใจเย็นเพื่อให้อีกฝ่ายได้คิดตาม
“จริงหรือเจ้าคะ พี่เย่วเทียนจะกลับมาเช่นนั้นหรือ?” เย่วซินดีใจเมื่อได้ยินเช่นนั้นแต่ตนก็ยังอยากได้ยินให้แน่ชัดอีกครั้งว่าตนเองนั้นไม่ได้หูฝาด ใบหน้างามยามนี้เติมเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง ดวงตากลมโตสุกสกาวยิ่งมีน้ำตาคลอหน่วยอยู่ในนั้นยิ่งทำให้น่าหลงไหลยิ่งกว่าเดิม
“ใช่...เขาจะกลับมาอีกเจ็ดข้างหน้า แต่เจ้าดูดีใจเสียยิ่งกว่าตอนที่พี่กลับมาเสียอีก เจ้ารู้หรือไม่ว่าพี่ต้องเปลืองแรงเปลืองพลังไปมากโขกว่าจะทำให้เขาฟื้นขึ้นมาได้ พี่ทั้งเหนื่อย ทั้งมะ...” ร่างสูงใหญ่ที่บ่นอุบเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นใจยังเอ่ยไม่ทันจบไม่คิดว่าร่างเล็กด้านบนจะใจกล้าก้มหน้าลงมาจุมพิตเขา แม้จะเป็นเพียงแค่การจุมพิตแล้วผละออกไปแต่เขาก็รู้สึกดีไม่น้อย นานเท่าไรแล้วไม่รู้ที่เขาไม่ได้รับรสหวานจากริมฝีปากอิ่มคู่นี้
เมื่อคิดเช่นนั้นไท่เหว่ยจึงไม่ยอมที่จะได้เพียงการจุมพิตสั้น ๆ มือหนาสอดเข้าที่ท้ายทอยระหงดึงรั้งลงมาในองศาที่เหมาะสม ปากหยักได้รูปเข้าครอบครองปากอิ่มแดงระเรื่องอย่างนุ่มนวลหยอกล้อ เย่วซินไม่อาจขัดขืนเพราะตนก็โหยหาและคิดถึงเขาอยู่ไม่น้อย หลังจากผ่านความเป็นความตายมา ชีวิตของคนเรามันสั้นยิ่งนักและจะแยกจากกันในวันใดก็ไม่อาจร่วงรู้ได้ หากเราสามารถตักตวงความสุขกับคนที่เรารักย่อมดีกว่า เย่วซินจึงให้ความร่วมมือกับการจุมพิตครั้งนี้เป็นอย่างดี
เช้าวันรุ่งขึ้นเรื่องที่ประมุขจ้าวฟื้นขึ้นมานั้นก็กระจายไปทั่ววังหลวงแห่งแคว้นหานและยังส่งสาร์นไปยังพรรคอินทรีย์และหุบเขาร้อยเล่ห์อีกต่างหาก แต่เรื่องที่ทุกคนตกใจไปมากกว่านั้นก็คือคุณชายเย่วเทียนกับประมุขจ้าวจะใช้ร่างเดียวกันในการมีชีวิตอยู่ โดยจะสลับกันออกมาในทุก ๆ เจ็ดวัน ถึงแม้ว่าจะป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจแต่ทุกคนก็ยินดีที่คุณชายเย่วเทียนจะได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เย่วฉีนั้นถึงกับร้องไห้ขี้มูกโป่งกอดน้องสาวคนสนิทอย่างเสียกิริยาแห่งบุรุษ เขาดีใจจนไม่สามารถจะเอ่ยคำใดออกมาได้ แม้พี่ชายจะไม่ได้อยู่ในรูปลักษณ์เดิมแต่อย่างน้อยเขาก็ยังมีชีวิตมีจิตใจแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว เย่วฉีไม่รอช้าเร่งส่งสาร์นถึงบิดามารดาและพี่น้องร่วมสาบานอย่างเร่งด่วน
ท่านยายเจานั้นถึงกับกอดหลานชายร่ำไห้เพราะรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เรื่องยุ่งยากทั้งหมดนี้ต้นสายปลายเหตุนั้นมาจากตนทั้งนั้น ตนเป็นคนก่อเรื่องราวมันถึงได้ลุกลามใหญ่โตแล้วต้องมาสูญเสียคนดี ๆ อย่างคุณชายหมิงเย่วเทียนไป นางทั้งกังวลและเครียดมาตลอดจนร่างกายซูบผอมลงไปไม่น้อย แต่เมื่อได้ยินว่าคุณชายหมิงเย่วเทียนจะกลับมามีชีวิตอีกครั้งในร่างของหลานชายนางถึงกับร่ำไห้ดีใจอย่างหาที่สุดไม่ได้ นับว่าคนดีสวรรค์ย่อมต้องคุ้มครองนางนั่งสวดมนต์ทุกวันนับว่าไม่เสียแรงเปล่า
“ท่านยายดูซูบผอมลงไปมากเลยนะขอรับ ท่านต้องบำรุงให้มากเสียหน่อย” ไท่เหว่ยเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล เมื่อเห็นหน้าท่านยายเป็นครั้งแรกเขาต้องตกใจไม่น้อย ท่านยายที่เคยงดงามสง่าตามวัยบัดนี้ดูซีดเซียวผ่ายผอมลงไปมากจนเกือบจะจำไม่ได้
“จะไม่ผอมได้อย่างไร ท่านยายแทบไม่กินไม่นอนเลยตั้งแต่ที่เกิดเรื่อง” ไท่เฟยเอ่ยฟ้องพี่ชายทันทีที่ได้โอกาสนางกลัดกลุ้มใจเรื่องนี้ไม่น้อย ยังดีที่ท่านยายยังยอมดื่มสมุนไพรบำรุงร่างกายที่พี่เย่วฉีให้มาไม่เช่นนั้นท่านคงจะหมดแรงไปแล้วกระมัง
“ยายกินอะไรไม่ลงเลยตั้งแต่เกิดเรื่อง”