ตอนที่ 163
บทที่ 163 พระชายาขององค์รัชทายาทเป็นสตรีแคว้นหนิง
October 28, 2026
“ห๊า...อย่าบอกนะว่าเจ้าจะยอมให้นังคุณหนูซูจอมเสแสร้งนั่นแต่งเป็นพระชายาขององค์รัชทายาท” ชิงหนี่ว์ตะโกนโวยวายทันทีอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน และยิ่งเห็นอาการนิ่งสงบของสหายก็ยิ่งให้ร้อนรนยิ่งนัก
“ชิงหนี่ว์เจ้าใจเย็น ๆ ก่อนเถิดน่า...” เย่วซินเอ่ยปรามเมื่อสหายเสียงดังจนเหยื่อหูแทบจะอักเสบ
“เจ้าก็อีกคนยังใจเย็นอยู่ได้หึ่ย...” ชิงหนี่ว์เอ่ยเสียงเครียด
“เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้พี่สาวของข้าใช้สามีร่วมกับหญิงอื่นเช่นนั้นหรือ?” เย่วซินเอ่ยเพราะเห็นว่าสหายเอาแต่โมโหไม่เลิก
“เจ้ามีวิธีเช่นนั้นหรือ?” ชิงหนี่ว์เอ่ยถาม
“พวกเจ้าพอเลย เลิกกังวลเรื่องของข้าได้แล้ว หากบุรุษผู้นั้นเขารักข้าเพียงผู้เดียวเขาย่อมจัดการทุกอย่างด้วยตัวของเขาเองไม่ต้องให้เราเป็นฝ่ายจัดการหรอก นอกเสียจากเขายังรักข้าไม่มากพอ...” จิวอิงเอ่ยปรามน้องสาวและสหาย นางมั่นใจพี่หยางหลงย่อมมีวิธีรับมือหากเขาหาวิธีรับมือไม่ได้และยอมรับสตรีอื่นเข้ามาในชีวิต นั่นย่อมหมายถึงเขาเป็นบุรุษที่ไม่เด็ดขาดมากพอ นางก็จะตัดใจเดินออกมาจากชีวิตของเขา
การเป็นผู้เหนือหัวแห่งแคว้นย่อมต้องการอำนาจหนุนบังลังก์ แต่จิวอิงกลับคิดว่าอำนาจเหล่านั้นไม่มีอยู่จริงคนเหล่านั้นไม่ใช่หนุนบังลังก์ให้มั่นคงแต่คนเหล่านั้นทะเยอทะยานอยากปีนขึ้นที่สูง หากผู้ปกครองแคว้นมีจิตใจมั่นคงและมีพลังอันแข็งแกร่งย่อมไม่ต้องพึ่งพาบารมีของคนอื่น นั่นถึงจะเรียกว่าผู้ปกครองที่มีอำนาจโดยแท้จริง
“อืม...ก็จริงอย่างที่เจ้าเอ่ย แต่หากว่าเขาจัดการไม่ได้เจ้าจะทำเช่นไร จะยอมหรือว่าจะตัดใจ” ชิงหนี่ว์เอ่ยถามสหายผู้สูงศักดิ์ของตนอย่างใคร่รู้
“กลับกันหากเป็นเจ้าจะทำเช่นไร” จิวอิงไม่ตอบแต่ย้อนถามความรู้สึกของสหาย
“หากเป็นข้าข้าจะตัดใจไม่ขอข้องเกี่ยวกับบุรุษมากรักเด็ดขาด ถึงแม้ว่าการมีสามภรรยาสี่อนุจะเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต่างยอมรับ แต่ไม่ใช่สำหรับข้าอย่างแน่นอนข้าอยากอยู่อย่างสงบสุขไม่อยากหวาดระแวงว่าจะถูกปองร้ายเมื่อไร” ชิงหนี่ว์เอ่ยยืดยาวกับความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
“เจ้ามีความคิดเป็นเลิศดีจริงนับถือ ๆ” เย่วซินที่ได้ยินสหายเอ่ยก็ให้นับถือความคิดของสหายยิ่งนัก น้อยคนที่จะมีความคิดเช่นนี้ สตรีส่วนใหญ่มักจะคล้อยตามความคิดของสามียอมเป็นเบี้ยล่างไม่มีปากเสียงที่จะแสดงความคิดเห็น
“ข้าก็คิดเช่นเจ้า” จิวอิงเอ่ยเห็นด้วยกับน้องสาว
“หากภายภาคหน้าเจ้าแต่งงาน สามีของเจ้าคิดรับอนุเจ้าจงอย่ายอมหากเขาเอ่ยเรื่องนี้ออกมาจากปากเจ้าจงยื่นหนังสือหย่าให้เขาเสียอย่าได้รีรอ หากเจ้าเดือดร้อนก็มาหาข้าได้แคว้นหานยินดีต้อนรับเจ้าเสมอ” เย่วซินเอ่ยเสี้ยมสอนสหายของตนเอง
“เจ้านี่นะ นางยังไม่ได้แต่งงานเจ้าก็สอนให้หย่าสามีแล้วหรือ?” จิวอิงเอ่ยปรามน้องสาวอย่างไม่จริงจังนัก
“ข้าจะจำไว้เจ้าอย่าได้กังวล” ชิงหนี่ว์รีบรับคำสหายไม่สนใจเสียงตำหนิของสหายอีกคน
วันนี้ครบเจ็ดวันแล้วที่เย่วเทียนออกมาและคืนนี้เขาต้องกลับเข้ามิติ เย่วเทียนเข้ามายังห้องตำราอันคุ้นเคย เขากำลังคิดว่าในมิติที่อยู่นั้นจะสามารถนำสิ่งใดเข้าไปได้หรือไม่ หากอยู่เฉย ๆ ภายในนั้นมันน่าเบื่อยิ่ง
เมื่อเข้าไปอยู่ในมิติเขาจะไม่รับรู้ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายนอกเลย ในนั้นช่างเงียบสงบเกินไปจนกลายเป็นความอ้างว้างเขาคิดว่าหากได้อ่านตำราหรือฝึกฝนพลังย่อมเป็นสิ่งที่ดีไม่น้อย เย่วเทียนลองหยิบตำราออกมาเล่มหนึ่งเขาตั้งจิตให้มั่นให้ตำราในมือของตนเข้าไปอยู่ในมิติ
ตำราเล่มหนาในมือของเย่วเทียนเลือนหายวับไปอย่างไร้รอย เย่วเทียนยกยิ้มด้วยความยินดีอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องอยู่อย่างอ้างว้างภายในมิติอีกต่อไป
“โอ้..พี่เทียนตำราหายไปได้อย่างไรหรือเจ้าคะ” เย่วซินเอ่ยถามเมื่อเข้ามาเห็นเข้าพอดี
“พี่ลองนำตำราเข้าไปในมิติจิต คราแรกไม่คิดว่ามันจะสามารถทำได้” เย่วเทียนเอ่ยบอก
“ดียิ่งนัก พี่เทียนนำเข้าไปเยอะ ๆ เลยเจ้าค่ะพี่จะได้ไม่เหงา ต้องการอะไรอีกเพิ่มอีกหรือไม่ข้าจะรีบไปหาจัดการให้ประเดี๋ยวนี้ เหลือเวลาอีกไม่ถึงนานพี่ก็จะกลับเข้ามิติจิตแล้ว อาหารเครื่องดื่มนั้นจำเป็นข้าต้องรีบไปจัดการดีกว่า” เย่วซินเมื่อรับรู้ว่าอีกฝ่ายสามารถนำสิ่งของเข้ามิติจิตได้ก็เอ่ยอาสาหาข้าวของมาให้อย่างกระตือรือร้นเพราะกลัวว่าเขาจะเงียบเหงาและอดอยากยามอยู่ในมิติ
“เจ้าอย่าได้กังวลเลยอยู่ในนั้นพี่ไม่ได้รู้สึกหิวเลยสักนิดแม้จะได้กินอะไร พี่จะนำเพียงแค่ตำราและอาวุธเข้าไปเท่านั้นเพื่อฝึกฝน” เย่วเทียนเอ่ยบอกร่างเล็ก เขายกยิ้มละมุนดวงตาคมทอดมองอีกฝ่ายเจือไปด้วยความอบอุ่น