ตอนที่ 167
บทที่ 167 ใครสอนเจ้า
October 28, 2026
โถงใหญ่ภายในจวนตระกูลหมิง มีคู่บ่าวสาวในอาภรณ์สีแดงสดกำลังทำพิธีมงคลด้วยความยินดีของผู้คนที่มาร่วมงาน ภายในโถงนั้นมีเพียงไม่กี่คนที่มาร่วมงานนี้มีเพียงเหล่าสหายคนสนิทเพียงเท่านั้น
เพราะงานแต่งของเย่วซินและเย่วเทียนนั้นเป็นไปอย่างเรียบง่ายไม่มีขบวนเกี้ยวเจ้าสาวไม่มีเจ้าบ่าวขี่ม้าแต่ทุกคนก็มีรอยยิ้มประดับใบหน้าอย่างไม่อาจปกปิด เจ้าบ่าวในอาภรณ์สีแดงนั้นแม้ภายนอกจะเป็นประมุขพรรคอินทรีย์ผู้ยิ่งใหญ่และงดงามราวเทพเซียนแต่ภายในจิตใจนั้นมีเพียงพวกเขาเหล่านี้ที่รู้ดีว่านั่นคือหมิงเย่วเทียนผู้อาภัพ
งานเลี้ยงยามค่ำคืนก็ผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น โดยที่ทางฝั่งของสหายทั้งหลายก็ไม่ยืดยื้อหรือรั้งอยู่เหมือนคราก่อนเมื่องานแต่งของหยางหลง เย่วเทียนขมวดคิ้วสงสัยเล็กน้อยแต่เมื่อคิดว่าเรื่องนี้ดีไม่น้อยจึงยกยิ้มมุมปากอย่างชอบใจ เขาจะได้มีเวลาอยู่กับซินเอ๋อร์นานขึ้นอีกหน่อย
คิดมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกขัดใจขึ้นมาเพราะว่าคืนนี้ดันเป็นวันที่จ้าวไท่เหว่ยปรากฏตัว แต่เมื่อคิดอีกทีอย่างไรเสียเขาและจ้าวไท่เหว่ยคงหนีไม่พ้นชะตากรรมครั้งนี้ รออีกเพียงเจ็ดวันเขาก็จะได้พบกับซินเอ๋อร์อีกครั้งก็นับว่าดีถมไปแล้ว เพราะอันที่จริงเขาเองก็น่าจะจบสิ้นวาสนากับนางไปแล้วด้วยซ้ำไป
เขาต้องขอบคุณอาเฟยจริง ๆ ที่ยอมเสียสละชีวิตตนเองเพื่อแลกกับความสุขของเขา เขาระลึกอยู่เสมอว่าขอให้อาเฟยได้อยู่ในสถานที่ที่ดีและคนรอบข้างที่ดีหากได้เกิดใหม่อีกครั้ง
ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างไม่ใส่ใจและรีบปิดลงอย่างรวดเร็วจนเย่วซินที่นั่งอยู่บนเตียงสะดุ้งตกใจ เย่วเทียนก้าวเท้ามาหยุดยืนที่ด้านหน้าพร้อมเอื้อมมือหนาเปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นใบหน้างดงามที่ถูกแต่งแต้มได้อย่างลงตัว เขาไม่เคยเห็นนางแต่งหน้าเช่นนี้มาก่อนทำไมนางช่างงดงามเช่นนี้กัน ปกตินางจะไม่ชอบแต่งหน้าใบหน้านวลจิ้มลิ้มน่ารักพร้อมกับประกายตาที่ซุกซนสดใสยังเรียกสายตาดึงดูดให้คนเหลียวมอง แต่ภาพเบื้องหน้ามันเกินไปแล้ว
เย่วเทียนหัวใจเต้นแรงอย่างเสียอาการ เย่วซินยกยิ้มเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอ่านเช่นไร วันนี้ตนตั้งใจแต่งกายให้ออกเป็นสาวเปรี้ยวซี๊ดยั่วยวนเล็กน้อย ด้วยอายุของตนยามนี้สิบหกปีแล้วแต่ถือว่ายังอ่อนวัยนักจึงต้องแต่งหน้าให้ดูเปรี้ยวขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนวัยใสของตนเอง
เย่วเทียนไม่อาจต้านความยั่วยวนของอีกฝ่ายได้เมื่อดึงสติกลับมาก็เป็นฝ่ายบุกก่อนทันที ร่างเล็กลอยหวืดขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขนแกร่งอย่างรวดเร็ว เย่วซินรีบยกแขนโอบรอบคอของอีกฝ่ายเพราะกลัวตก
เย่วเทียนเดินมายังโต๊ะอาหารหยิบกาสุราขึ้นมาก็กระดกเข้าปากจากนั้นก็ก้มลงจุมพิตร่างเล็กในอ้อมแขนเพื่อป้อนสุรามงคล ริมฝีปากหนาประกบริมฝีปากอิ่มที่เผยอรับบางสิ่งอย่างรู้ทัน เมื่อของเหลวไหลผ่านลำคอความร้อมลุ่มวูบวาบก็แล่นผล่านไปทั้งร่างกาย มันช่างร้อนแรงยิ่งนัก...
ร่างสูงค่อย ๆ ป้อนอีกฝ่ายในปากของตนเองก็ไม่เหลือเช่นกัน จากนั้นลิ้นร้ายก็เริ่มไล่เลียดูดกลืนความหอมหวานไปทั่วอย่างเอาแต่ใจ ทั้งขบทั้งดูดจนอีกฝ่ายอ่อนระทวยคล้ายคนไร้เรี่ยวแรง
เย่วซินรู้ว่าอีกทีก็พบว่าตนเองถูกวางลงบนเตียงพร้อมกับอาภรณ์ที่ถูกถอดจนหมดเกลี้ยงตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ รสจูบเมื่อครู่มันพาใจเตลิดไปถึงใหนกันช่างร้ายยิ่งนัก
“ซินเอ๋อร์พี่อยากตักตวงเวลาอันน้อยนิดของพี่ให้อยู่กับเจ้าให้นานที่สุด” เย่วเทียนเอ่ยเสียงนุ่ม เย่วซินฟังแล้วก็พลันใจอ่อนยวบ เมื่อคิดว่าอีกเพียงหนึ่งชั่วยามเขาก็เข้าไปอยู่ในมิติจิตแล้ว
“เช่นนั้นข้าจะทำให้พี่มีความสุขเอง” เอ่ยจบร่างบางก็ลุกขึ้นยืนเอื้อมมือเรียวชุดรั้งอาภรณ์อีกฝ่ายออกด้วยท้วงท่าเย้ายวน มือเรียวปัดป่ายนุ่มนวลชวนให้ขนกายลุกชันด้วยความสยิว แต่เขาก็ยอมให้อีกฝ่ายได้กระทำอย่างที่นางต้องการ แต่ถึงจะคิดเช่นนั้นมือหนาก็ไม่อายปล่อยเฉยได้จึงยกขึ้นมาลูบไล้บนร่างกายอันเย้ายวนของอีกฝ่ายเช่นกัน
เย่วซินถลึงตาโตเมื่อเห็นบางอย่างตรงกึ่งกลางลำตัวของร่างสูง ในชีวิตจริงแน่นอนว่าเย่วซินยังไม่เคยเห็นเจ้าสิ่งนี้ ที่ผ่านเคยเห็นเพียงแต่ในคลิปวิดีโอแต่สาบานได้ว่ามันก็ไม่ใช่อันมหึมาขนาดนี้ เย่วซินกลืนน้ำลายเหนียวลงคออย่างยากลำบาก
“จะกลับคำพูดหรือ?” เย่วเทียนยกยิ้มละมุนพลางเอ่ยหยอกล้อเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าตกใจเมื่อเห็นมังกรของเขา ไม่สิ...มังกรของจ้าวไท่เหว่ยต่างหาก แต่ว่าเขาลองเทียบขนาดดูแล้วมันไม่แตกต่าง
ไม่...ไม่ยอมให้อีกฝ่ายสบประมาทเด็ดขาด ตนจะทำให้อีกฝ่ายอ่อนระทวยเหมือนที่เขากระทำกับตนเมื่อครู่ คิดได้เช่นนั้น ปากอิ่มก็เริ่มพรมจูบร่างสูงเริ่มจากซอกคอแกร่งปากอิ่มสัมผัสแผ่วเบาพร้อมขบเม้มเล็กน้อย ร่างสูงแกร่งตัวอย่างสะกดกลั้นเพราะความเสียวซ่าน